โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘ยืน ลึก กว้าง ไกล’ ดร.สันติธาร เสถียรไทย มอง ‘จีน’ บรรเลงเพลงประสาน กระโดดจับคลื่น ลุ้น ‘มหาอำนาจ AI+’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 07 ต.ค. 2567 เวลา 09.49 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2567 เวลา 07.05 น.

‘ยืน ลึก กว้าง ไกล’ ดร.สันติธาร เสถียรไทย มอง ‘จีน’ บรรเลงเพลงประสาน กระโดดจับคลื่น ลุ้น ‘มหาอำนาจ AI+’

ในยุคที่ ‘เทคโนโลยี’ แทบจะรับทุกบทบาท

เป็นแผงวงจรอัจฉริยะ เป็นสวิตช์เปิด-ปิดโลกแห่งอนาคต ที่เข้ามาช่วยกำหนดวิถีใหม่ของมนุษย์ เกือบจะทุกมิติในชีวิต

การพัฒนา ‘ปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ ระบบลอกเลียนมันสมองของมนุษย์ จึงกลายเป็นเวทีแข่งขันอันเข้มข้นร้อนแรงระหว่างประเทศมหาอำนาจ

หนึ่งในนั้นคือ จีน ที่จั่วหัวให้สิ่งนี้เป็นโจทย์หลัก ซุ่มพัฒนาศักยภาพด้าน AI ได้อย่างฉับไวและแข็งแกร่ง

ไม่เพียงแต่มุ่งหวังเป็นผู้นำด้าน AI หากแต่ยังมอง ‘สมองกลอัจฉริยะ’ เปรียบดั่งกล่องดวงใจ เป็นอะไหล่ของเครื่องยนต์ที่สำคัญ อันจะเข้ามาช่วยบูสต์เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนสังคม ตลอดจนความมั่งคั่งของคนในชาติ เห็นได้จากการประกาศ แผนแม่บท The Next Generation Artificial Intelligence Development Plan หรือ ‘แผน AI 2030’ ที่ปักธงก้าวขึ้นมาเป็นคีย์เพลเยอร์ด้านปัญญาประดิษฐ์จนเป็นที่ประจักษ์

จากความพยายามทุ่มแรง-ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างมหาศาล ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปลุกปั้นนวัตกรรมผลักดันในทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรม การทหาร การแพทย์ ตลอดจนภาคบริการ และไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการให้ AI bot เป็นดั่งเลขามนุษย์, ปลุกกระแสความฮิตของเอฟเฟ็กต์-ฟิลเตอร์ใน TikTok และแอพพ์แต่งรูป Meitu, สร้างระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ, เดินหน้ารถ EV, ศูนย์ Swap battery ที่หยิบจับมา ‘อะแดป’ ให้ทำงานสอดประสานกันอย่างวงออร์เคสตรา และอีกสารพัดโปรดักต์เกินจะนับไหว

ที่น่าเซอร์ไพรส์คือไม่ได้แข่งขันกันอยู่แค่ในแวดวงธุรกิจ หรือสายเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่ยังขยายแผ่กระจายไปสู่ระดับ ‘การเมืองระหว่างประเทศ’ แม้จีนเองยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากมหาอำนาจอีกขั้ว ที่บุกบั่นพัฒนา AI เพื่อครองความเป็นผู้นำไม่ต่างกัน ทว่าหลังเผชิญข้อจำกัดในการซื้อชิปล้ำสมัยที่สุดจากสหรัฐ กลับกลายเป็นจุดขับเคลื่อนให้บริษัทจีนพัฒนาโปรแกรมและเปิดตัว ‘ชิปเอไอ’ รุ่นล่าสุดของหัวเว่ย ที่นับเป็นจุดพลิกความท้าทายให้กลายเป็น ‘โอกาส’

การแข่งขันอัพเกรดมันสมองกล จึงไม่ใช่แค่ช่วงชิงความเป็นเลิศทางนวัตกรรม แต่ยังเกี่ยวพันกับ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ อย่างยากจะแยกขาด ทั้งยังอาจส่งผลต่อ ‘ดุลอำนาจ’ ของโลกในอนาคต

การวาง ‘กลยุทธ์’ และยกระดับ ‘ศักยภาพการแข่งขัน’ อาจเป็นคีย์สำคัญในการเดินหมากกระดานนี้ ที่ไทยอาจต้องเหลียวมองผลกระทบและปรับตัวให้เท่าทัน

“จุดที่ยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศจีน ค่อนข้างแตกต่างกับในอเมริกา คือคำถามที่ว่า ‘มี AI ไปทำไม?’ โจทย์ของจีนดูจะไม่ใช่การมีนวัตกรรมทาง AI เพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องไปประยุกต์ใช้ได้จริง”

คือเสียงของดร.สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้าน Future Economy แห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย

อดีตประธานทีมเศรษฐกิจและกรรมการผู้จัดการใหญ่ Sea Group ผู้ขยับขับเคลื่อนบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในเอเชียอาคเนย์อย่างไม่หยุดยั้ง ปั้นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Shopee และเกม Garena ในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่ชำนาญการนำเอาเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้

เขียนหนังสือ The Great Remake สู่โลกใหม่, Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม ที่สร้างยอดขายถล่มทลายในไทย ล่าสุด ‘บลูบิค’ (BBIK) ที่ปรึกษาชั้นนำผู้ให้บริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เล็งเห็นวิสัยทัศน์ที่แม่นยำ เชิญเข้ามาเสริมทัพดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ เพื่อพิชิตเป้าหมาย คอนซัลต์ชั้นนำระดับโลกแบบครบวงจร

ดร.สันติธารขอออกตัวว่า อยากชวนคิด ไม่ใช่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญจีน แต่ในหมวกของคนวิเคราะห์ ‘ยุทธศาสตร์แห่งอนาคต’ (Future-ready strategy)

หากมองทะลุ ‘ภูมิรัฐศาสตร์ดิจิทัล’ ค่อนข้างเมกชัวร์ว่า สมองกลและปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาสถิตในกิจวัตรของผู้คนในยุคใหม่ ในอีกไม่ช้า

⦁ ในหนังสือ Twists and Turns พูดถึงความสำคัญของการรับมือกับความไม่แน่นอน มองโมเมนตัมและแนวคิดของจีน การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสครั้งนี้น่าสนใจอย่างไร ยังไม่รวมเรื่อง ‘การค้า’ ที่อเมริกาเริ่มขึ้นภาษีสินค้านำเข้า สะท้อนอะไร?

จากที่ผมเพิ่งได้ไปประชุม Summer Davos ของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF ที่เมืองต้าเหลียน และได้ไปเยี่ยมบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ในจีน ที่เซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง ที่จัดโดยบริษัท Sauce Skills ทำให้ตกตะกอนมาเป็น 4 คำที่เป็นจุดเด่นของยุทธศาสตร์ด้าน AI และเทคโนโลยีของจีน คือ ‘ยืน’ ‘ลึก’ ‘กว้าง’ ‘ไกล’

1.ยืน คือ ยืนบนขาตัวเองให้ได้มากขึ้น แต่ไม่ยืนโดดเดี่ยว

สงครามการค้า-เทคโนโลยี เป็นตัวตอกย้ำให้จีนเห็นว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์ของโลกตะวันตก กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ จีนจึงมีการพยายามสร้างพัฒนาอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของตัวเองให้รวดเร็วขึ้น เพื่อตามทัน (catch up) กับฝั่งตะวันตก ลดการพึ่งพาต่างชาติในเทคโนโลยีสำคัญ แต่ขณะเดียวกัน จีนก็พยายามหาพันธมิตรใหม่ๆ ในการค้า-ลงทุน-พัฒนาเทคโนโลยี ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้ขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยทำผ่านทั้งยุทธศาสตร์ Belt and Road หรือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง และความร่วมมือระดับนานาชาติอื่นๆ

2.ลึก คือ รู้ลึก ลงทุนวิจัยพัฒนาสร้างคน-ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Sci-Tech)

การประชุม WEF นายกฯของจีนได้ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการลงทุนพัฒนา Sci-Tech ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาขั้นพื้นฐานสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่มหาวิทยาลัยและ Lab ต่างๆ จะเป็นหัวหอก

ในการนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดสร้างเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใช้ในธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่ต้องมีระบบนิเวศคอยสร้างสตาร์ตอัพ, มี Lab และหน่วยงานด้านนวัตกรรมของบริษัทใหญ่, และนักลงทุนที่คอยสนับสนุนเป็นผู้เล่นสำคัญ ไปจนถึงการสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) หรือโปรดักต์ ที่เอาเทคโนโลยีไปปรับใช้ให้เข้าถึงง่ายสำหรับผู้บริโภคและคนทั่วไป ที่บริษัทแพลตฟอร์มต่างๆ มักเป็นผู้ขับเคลื่อน

ซึ่งสำหรับผม จุดนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญเรื่องการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเป็นอย่างมาก รวมถึงการที่มีการคิด-ดีไซน์-พัฒนาระบบนิเวศ ที่ซับซ้อนขึ้นมาอย่างดี

3.กว้าง คือ AI ต้องไม่ใช่แค่ ‘ลึก’ อยู่ในโลกของเทคโนโลยี แต่ต้อง ‘กว้าง’

สามารถนำไปเชื่อมโยง-ใช้ขับเคลื่อนภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง เพื่อสร้าง productivity และหา S curve (การเติบโต) ใหม่ๆ ได้ ซึ่งจุดที่ยุทธศาสตร์ด้าน AI ของจีนค่อนข้างแตกต่างกับในอเมริกา คือคำถามที่ว่า ‘มี AI ไปทำไม?’ โจทย์ของจีนดูจะไม่ใช่การมีนวัตกรรมทาง AI เพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องมีการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งเห็นได้จากยุทธศาสตร์ ‘AI+’ ของจีนที่มุ่งเน้นการเอา ปัญญาประดิษฐ์ มาผนวกกับเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่ออัพเกรดอุตสาหกรรม รวมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมที่จีนมองว่าเป็นอนาคต เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว และ Biomedicine ฯลฯ

นอกจากนี้ คิดว่าน่าจับตาดูการเอานวัตกรรมหลายๆ อย่างมาเชื่อมโยงต่อยอดกันและกัน ทำให้ 1+1 อาจเป็นได้มากกว่า 2 เช่น ตอนไปจีนผมได้เห็นศูนย์ Swap battery ของรถ EV ที่มีการรวบรวมนวัตกรรมหลายอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เช่น รถจอดในช่องที่กำหนด แล้วมีระบบรถขับด้วยตัวเองถอยจอดเข้าช่องตรงที่ทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งทำเสร็จทั้งหมดภายใน 5 นาที, ในรถมี AI bot ที่เราคุยด้วยได้ แนะนำสถานที่เที่ยว บอกสภาพอากาศ จราจร ไฟแดงแต่ละที่ติดนานเท่าไหร่, จุดที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ ไม่ได้เหมือนปั๊มน้ำมัน แต่เหมือนคาเฟ่สวยๆ ตั้งอยู่ในร้าน Apple Store มีชานมไข่มุก, ที่นั่งทำงานแบบ Remote, Playground ให้เด็กเล่น, และสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มาส่งตรงนั้นได้

เทคโนโลยีและนวัตกรรมแต่ละชิ้นด้วยตัวของมันเอง เป็นสิ่งที่ผมเคยได้พอเห็น-รู้มาก่อนแล้ว แต่พอมาเห็นมันมาอยู่ด้วยกัน บรรเลงเพลงด้วยกันเหมือนเป็นวงดนตรีเล่นสอดประสาน จนเสียงกระหึ่ม ก็ยอมรับว่าทำให้รู้สึกเหมือนได้เห็นและสัมผัสโลกอนาคต

4.ไกล คือมองไกล มองข้ามช็อต

ไม่ได้แค่วิ่งตามให้ทัน แต่คาดการณ์ว่าโลกจะไปทางไหน แล้วเตรียมกระโดดไปดักรอข้างหน้า (Leapfrog) ในยุคดิจิทัล จีนได้อาศัยการขี่คลื่นสมาร์ทโฟน ที่คนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจากมือถือแทนที่จะใช้คอมพิวเตอร์ จนทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและเศรษฐกิจดิจิทัลของโลกได้

ในตอนนี้จีนก็ได้มองข้ามช็อตไปว่าโลกอนาคตจะมีความต้องการพลังงานสูง (โดยเฉพาะในยุค AI ที่กินพลังงานมาก) และความต้องการพลังงานสะอาดและผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานสะอาดจะเพิ่มสูงขึ้นมาก จึงมุ่งทุ่มเทลงทุนพัฒนา ‘The new 3’ หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตสามด้าน คือ EV, Battery, และ Solar เพื่อหวังที่จะเป็นผู้นำโลกในอุตสาหกรรมที่อาจเป็น ‘กล่องดวงใจ’ ของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

⦁ จีนวางเป้าหมายชัดว่าจะเป็น ‘มหาอำนาจด้าน AI ภายในปี 2030’ กำลังทุ่มพัฒนาคน ฉีกกรอบเดิมๆ มองจากขีดความสามารถ เชื่อว่าจีนจะบรรลุเป้าหมาย ผงาดแซงสหรัฐ-ยุโรป ขึ้นมาเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ได้หรือไม่ ด้วยปัจจัยอะไรบ้าง?

การคาดเดาเทคโนโลยีที่กำลังก้าวกระโดดเป็นเรื่องยาก แต่ผมคิดว่าจุดโฟกัสของการพัฒนา AI ของสหรัฐและจีนนั้นต่างกัน อเมริกาในปัจจุบันเป็นผู้นำในตัวเทคโนโลยีโดยเฉพาะด้าน Generative AI และมีความได้เปรียบด้าน Hardware เพราะมีเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนาที่สุด และการแข่งขันทุ่มทุนพัฒนามันสมอง AI ให้ ‘ฉลาด’ ยิ่งขึ้น ระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อย่าง OpenAI-Microsoft, Google, Amazon-Anthropic, Meta ฯลฯ น่าจะทำให้เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดอีกมาก จนคาดเดาได้ยาก

แต่ในฝั่งจีน จุดโฟกัสคือเป็นบาลานซ์ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี (ลึก) และการเชื่อมโยงนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ (กว้าง) เพราะฉะนั้น ความสำเร็จของการพัฒนา AI ของจีน อาจไม่ได้ออกมาเป็นโมเดลที่ ‘ฉลาด’ ที่สุด แต่อาจเป็น Industrial applications/integration ที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมนั้นๆ ไปเลย ซึ่งคิดว่าจีนมีจุดแข็งที่น่าจะทำให้บรรลุผลสำเร็จด้านนี้ได้

เช่น ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่, Tech Talent และกองทัพนักวิจัยที่มีความสามารถจำนวนมาก (เช่น แค่หัวเว่ยบริษัทเดียว ก็ระบุว่ามีสต๊าฟในฝั่ง R&D เป็นแสนคน), เงินทุนโดยเฉพาะจากรัฐที่ลงทุนด้าน Sci-Tech อย่างต่อเนื่อง ยังไม่นับภาคอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วและมีการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์เสมอ, มีผู้บริโภคที่พร้อมรับเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่แล้ว และบริษัทแพลตฟอร์มที่เชี่ยวชาญแปลงเทคโนโลยีเป็นบริการและผลิตภัณฑ์ให้คนใช้งานง่าย

⦁ ที่ผ่านมา จีนใช้เทคโนโลยี AI เพื่อฟื้นตัวจากวิกฤตอย่างไรบ้าง หากข้ามไปมองฉากต่อไปในทศวรรษหน้า ความเป็นผู้นำทางด้าน AI ของจีนจะมีบทบาทอย่างไรในเวทีโลก สำหรับประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในภูมิภาคเรา อุตสาหกรรมไหนที่จะต้องรับแรงกระเพื่อมและปรับตัวอย่างหนัก?

ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ก็ตาม ‘สงคราม AI’ ที่มหาอำนาจต่างทุ่มทรัพยากรมหาศาลเพื่อพัฒนา น่าจะทำให้เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในทศวรรษข้างหน้า ทั้งทางด้านตัวเทคโนโลยีเอง และการนำไปประยุกต์ใช้ทรานส์ฟอร์มอุตสาหกรรม ทำให้เกิด AI-Powered Economy ที่ทุกธุรกิจมีสิทธิถูกกระทบ

โดยผมขอแบ่งเศรษฐกิจ AI เป็น 3 ชั้นคือ

1.ระดับโครงสร้างพื้นฐานของ AI เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน, ฮาร์ดแวร์-เซมิคอนดักเตอร์ชิป, ดาต้าเซ็นเตอร์, คลาวด์ ฯลฯ – ในส่วนนี้ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทย อาจจะได้รับอานิสงส์จากการโยกย้ายการลงทุนมาที่ภูมิภาคที่ไม่เป็นคู่ขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเราก็ได้เห็นเทรนด์นี้เกิดขึ้นแล้ว โจทย์สำคัญคือ ไทยดึงส่วนแบ่งมาได้แค่ไหน

2.ระดับมันสมอง หรือตัวโมเดลที่บริษัทเทคฯยักษ์ใหญ่โดยเฉพาะในสหรัฐ กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว – ในส่วนนี้คิดว่ายากที่ประเทศในอาเซียนจะเข้าไปมีบทบาทในแถวหน้า ส่วนใหญ่น่าจะเป็นพยายามตามให้ทันและอาจจะมีการ localize หรือพัฒนาเทคโนโลยี ต่อยอดในเวอร์ชั่นของประเทศไทย เช่น โมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ ที่เข้าใจว่ามีการทำกันอยู่บ้างแล้ว

3.ระดับแอพพลิเคชั่น หรือการนำมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ – ปัจจุบันการพัฒนาเอไอในยุค Generative AI ที่มาตอบโจทย์ตรงนี้ยังอยู่ในยุคเพิ่งเริ่มต้นและจะได้อีกไกลมาก

ส่วนตัวคิดว่าจีนจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาส่วนนี้ คล้ายกับในยุคเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ที่จีนอาจไม่ได้เป็นคนพัฒนาตัวเทคโนโลยีคนแรก แต่เอามาสร้างนวัตกรรมต่อยอดจนเกิดแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ และโมเดลธุรกิจใหม่ๆ มากมาย แต่ในยุค AI อาจต่างกับสมัยยุคดิจิทัล คือจีนเน้น Use Case ให้ภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรม มากกว่าผู้บริโภค

ในแง่ ผลกระทบต่อไทยและประเทศในอาเซียน มี 2 ประเด็นที่น่าพิจารณา

ประการที่หนึ่ง การสร้าง Application – ประเทศไทยเองก็สามารถคว้าโอกาสในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้าน AI ที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และสามารถต่อยอดไประดับภูมิภาค-โลกได้ เช่นอาจจะเป็น use case ของ AI ในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น ท่องเที่ยว, สุขภาพ, อาหาร ฯลฯ ในยุคของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เราได้พลาดโอกาสในการสร้างแพลตฟอร์มของไทยที่ไปสู่ระดับภูมิภาคได้ (เช่น สิงคโปร์มี Sea group, Grab ฯลฯ) แต่ในคลื่นใหม่ที่ชื่อ AI อาจเป็นโอกาสอีกครั้ง

ประการที่สองการขับเคลื่อน Adoption หรือการนำ AI ไปใช้ – โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยคือปัญหาแฝด-ขาดแคลนแรงงาน (จากสังคมสูงวัย) x แรงงานขาดผลิตภาพ (productivity) หากนำ AI มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมแบบสร้างสรรค์ ปลอดภัยและทั่วถึง อาจช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ดีขึ้น ในมุมนี้การพัฒนา AI อาจไม่ใช่แค่ ‘โอกาส’ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ทางรอด’ เศรษฐกิจไทยเลยก็ว่าได้

ในทางกลับกัน หากเราช้าและพลาดคลื่นลูกนี้ อาจมีประเทศอื่นนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้จนผลิตสินค้าและให้บริการได้ในต้นทุนที่ถูกกว่าเดิม ตรงเป้าความต้องการของลูกค้ายิ่งกว่าเดิม ก็จะเป็นความเสี่ยงอย่างมากของสินค้าและธุรกิจไทย ที่ต้องแข่งกับคู่แข่งนี้ (ซึ่งอาจเป็นจีนเองก็ได้)

⦁ มอง ‘AI and Thailand’ ที่คนหวั่นกันว่า AI จะเข้ามาแทนมนุษย์ ส่วนตัวเชื่ออย่างนั้นไหม วิถีชีวิตผู้คนจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนบ้าง?

AI อาจจะไม่ได้มาทำให้อาชีพต่างๆ (Jobs) หายไปเป็นจำนวนมากอย่างที่หลายคนคิด แต่จะมาเปลี่ยน ‘งาน’ (Tasks) ที่เราทำกัน โดยมีทั้ง Task ที่หายไป และเพิ่มขึ้นมา แม้อาชีพจะชื่อเดิมแต่งานอาจเปลี่ยนไป คล้ายกับพนักงานขายในยุคดิจิทัลก็ยังมีอยู่เช่นเดียวกับยุคออฟไลน์ แต่ Tasks ที่ต้องทำและทักษะที่ใช้อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดย AI จะมาเปลี่ยน ‘งาน’ ผ่าน 4 ช่องทาง (AI x 2)

Automation: ใช้ระบบอัตโนมัติทำงานบางประเภทเพื่อให้คนมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น ในวงการโรงเรียน AI อาจช่วยจัดการงานเอกสารให้ครู ทำให้มีเวลากับนักเรียนมากขึ้น โดยจะมีบางอาชีพที่งานหลักคือการทำเรื่องรูทีน ซ้ำๆ ซึ่งจะเสี่ยงต่อการถูกทดแทนด้วย AI สูง หรืออย่างน้อย รายได้อาจลดลง

Augmentation: นำ AI มาเป็นเพื่อนคู่คิดกับมนุษย์ ทำงานร่วมกันจนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น ในวงการศึกษาอาจสามารถช่วยครูคิดหลักสูตร ดีไซน์รูปแบบการเรียนการสอน หรือในด้านสาธารณสุข AI สามารถช่วยวินิจฉัยโรค เป็นผู้ให้ Second Opinion ได้

โดยจะสังเกตได้ว่าวิธีนี้ AI ไม่ได้มาแทนคนโดยตรง แต่มาเสริมสร้างให้คนเก่งขึ้น เหมือนมีเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้นมา แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจมีผลข้างเคียงทำให้คนบางกลุ่มตกงาน เพราะคนที่ใช้ AI อาจเก่งมากจนธุรกิจนั้นสามารถปลดคนลงได้โดยไม่เสียรายได้

Inclusion: ใช้เทคโนโลยีเปิดโอกาสในการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ในภาคการเงิน กลุ่มคนที่รายได้ดีมีศักยภาพกู้เงิน แต่ไม่ได้ทำงานประจำ ไม่มีเอกสารรายได้อาจเข้าไม่ถึงสินเชื่อ บริษัทฟินเทค/ธนาคารดิจิทัลสามารถใช้เทคโนโลยี AI ช่วยประมวลข้อมูลทางเลือกต่างๆ ของผู้กู้คนนั้น เช่น รายได้จากงานในแพลตฟอร์ม, การจ่ายบิลต่างๆ ฯลฯ มาประกอบทำให้ปล่อยกู้กับคนกลุ่มนี้ได้

Innovation: เมื่อคนมีเวลามากขึ้น มีเพื่อนคู่คิด ธุรกิจมีตลาดที่กว้างขึ้น ย่อมเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่งานใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีในอดีตเลยก็ได้ เช่นเดียวกันกับหากย้อนเวลากลับไป 20 ปี เราก็คงคิดไม่ถึงว่าจะมีอาชีพ eSport Streamer, คนขับ Ride Sharing, คนขายไลฟ์คอมเมิร์ซ, คนทำคอนเทนต์อิสระ ฯลฯ

ดังนั้น โจทย์ใหญ่คือการรีสกิล-อัพสกิลคน เพื่อให้สามารถทำอาชีพต่างๆ ในยุค AI ได้ โดยส่วนมากอาจเป็นชื่ออาชีพเดิม แต่เนื้องานที่ต้องทำและทักษะที่ต้องใช้เปลี่ยนไป

⦁ เมื่อไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เราพร้อมแค่ไหนในการรับมือความเปลี่ยนแปลงด้าน AI อะไรที่ต้องเร่งพัฒนามารองรับ เพื่อไม่ให้ล้าหลัง มองว่าคนรุ่นใหม่บ้านเรา เข้าใจ-ใช้เป็นมากน้อยแค่ไหน มีทักษะอะไรบ้างที่ควรเร่งพัฒนาเพื่อให้แข่งขัน หรือเป็นพาร์ตเนอร์ได้?

ผมขอเน้นทักษะที่จำเป็นสำหรับคนทุกรุ่น เนื่องจากเพิ่งมีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องของการเตรียมพร้อมรับมือ AI ของประเทศ และตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ในด้านการศึกษา สิ่งที่มหาวิทยาลัยสามารถทำได้โดยร่วมมือกันกับภาคเอกชน-รัฐ คือการสร้างทักษะและความรู้ด้าน AI ให้กับคนทุกวัย (AI Literacy และ Knowhow) โดยแบ่งได้เป็น 3 ระดับ

ระดับพื้นฐาน – มีความเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้ เครื่องมือดิจิทัลและ AI ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับมีภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์, มิจฉาชีพออนไลน์, ข่าวปลอม, ข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ

ระดับอุตสาหกรรม – ไม่เพียงใช้ AI ในชีวิตประจำวันได้ แต่สามารถใช้ประกอบอาชีพ เพิ่ม Productivity ลดต้นทุนในการทำงานได้, เข้าใจจริยธรรมในการใช้ AI (AI Ethics) สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ, ขั้นตอนไหนควรมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการ, กิจกรรมแบบไหนที่มีความเสี่ยง, การดีไซน์กระบวนการทำงานใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ฯลฯ

โดยแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์, การศึกษา, การเงิน, สื่อ, การผลิต, ศิลปะ, ดนตรี ฯลฯ ควรมีการพัฒนาไกด์ไลน์การใช้ AI ของแต่ละวิชาชีพ ให้ธุรกิจนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยไกด์ไลน์นี้อาจต้องพัฒนามาจากการทำจริง ลองผิดลองถูก มีการปรับอยู่เสมอเนื่องจากเทคโนโลยียังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

ระดับแอดวานซ์ – สร้าง AI Talent ที่สามารถพัฒนา AI ต่อยอดได้, สร้างโปรดักต์ที่เหมาะกับบริบทไทยได้ และอาจมีศักยภาพสร้างสตาร์ตอัพ AI รุ่นใหม่ ที่ไปสู่ระดับภูมิภาคหรือระดับโลกได้ ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

⦁ แล้วเราเรียนรู้อะไรจากจีนได้บ้าง มองอนาคตไทย ควรมีนโยบายหรือยุทธศาสตร์แบบไหนในการรับมือ ปรับตัว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดของจีน ความเสี่ยงหรือโอกาสใดที่ควรคว้าไว้ ศักยภาพอะไรที่เรามีน่าจะสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการเติบโตทางนวัตกรรมในประเทศ?

ผมคิดว่าหลัก ‘ยืน ลึก กว้าง ไกล’ สามารถปรับเอามาใช้กับประเทศไทย ได้เช่นกัน

ยืน – แต่โจทย์อาจจะไม่ใช่ยืนเดี่ยวให้ได้เหมือนจีน เพราะเราเป็นเศรษฐกิจเล็กที่ยังต้องพึ่งพาโลกและไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร แต่เป็น ‘ยืนในจุดที่ไม่ถูกลืม’ (Stay Relevant) โดยใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดี และได้อานิสงส์จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ลึก – ประเทศไทยไม่สามารถแข่งให้ชนะด้วยราคาถูก และเพิ่มแรงงานถูกๆ อีกต่อไป เศรษฐกิจต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและองค์ความรู้อย่างจริงจัง เราควรให้ความสำคัญกับข้อมูล-ความรู้-คน ด้วยการลงทุนมากขึ้นกับการพัฒนาฐานข้อมูล งานวิจัยสร้างนวัตกรรมและคน

โดยอาจใช้จุดแข็งจากการที่เราเป็นประเทศที่ ‘หัวกะทิ’ และผู้บริหารธุรกิจชั้นนำจากทั่วโลกอยากมาเที่ยวและทำงานระยะสั้น หากสามารถออกมาตรการจูงใจให้ Talent เหล่านี้อยู่ทำงานในประเทศระยะยาว ดึง Incubator, กองทุน VC, Lab ต่างๆ มาสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่ดีในประเทศได้ อย่างน้อยในบางอุตสาหกรรมที่เราโดดเด่นอยู่แล้ว ก็น่าจะช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมในประเทศได้

กว้าง – เราต้องไม่ให้เรื่องของเทคโนโลยี เช่น AI กลายเป็นเรื่องทางเทคนิคที่อยู่แต่ในวงการดิจิทัลเท่านั้น แต่ต้องผลักดันการเอาออกมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้าง Productivity ให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ของไทย

เพราะฉะนั้นโจทย์สำคัญคือ การสร้าง Smart AI adoption หรือการนำ AI มาใช้อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และทั่วถึง ที่ต้องมีหลายองค์ประกอบ ทั้งการสร้าง Literacy/knowhow ที่ได้อธิบายไป รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล, การขับเคลื่อนให้มี Use case ต่างๆ, การมีกฎกติกาที่ลดความเสี่ยงแต่ยังเอื้อต่อ Adoption ไม่ใช่เป็นกฎหมายรัดแน่น ทำให้ปลอดภัยแบบปิดตาย จนประเทศตกขบวนตามคนอื่นไม่ทัน

ไกล – ต้องเลิกเป็นขุนศึกที่รบสงครามของเมื่อวาน มาโฟกัสกับการอ่านให้ออก ว่าสมรภูมิในอนาคตหน้าตาจะเป็นอย่างไร ประเทศเรามีจุดแข็งตรงไหนจะแข่งได้ในเวทีนั้น และมีอะไรที่ควรเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้

จะดีหรือไม่หากประเทศไทยมี Future Economy Council คล้ายที่สิงคโปร์เคยทำ ที่มีคนหลายรุ่นหลากสาขาวิชามาช่วยกันคิดภาพอนาคตของแต่ละอุตสาหกรรม และวางยุทธศาสตร์ว่าประเทศไทยควรอยู่ตรงไหนและต้องทำอย่างไร

⦁ ในฐานะเคยเป็นผู้บริหาร Sea Group บริษัทด้านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Shopee และเกม Garena ที่ประสบความสำเร็จในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่าทักษะหรือสิ่งใดในตัวคนจีนที่ปรารถนาให้คนในองค์กรมี?

แน่นอนว่าคนทุกชาติมีความหลากหลาย จากประสบการณ์ที่เคยทั้งทำงานกับคนที่มาจากจีนและแข่งกับธุรกิจชั้นนำของจีน รวมถึงทำงานร่วมกับคนหลายเชื้อชาติมาทั้งชีวิต ผมตั้งข้อสังเกตว่าคนจีนที่เก่งๆ มีอุปนิสัยการทำงาน 4 ข้อที่โดดเด่นคือ

1.ความหิวกระหาย – มักจะฝันใหญ่ และมีความหิวกระหายที่จะพัฒนาตนเอง และสร้างองค์กรเพื่อไปถึงจุดนั้น หิวกระหายทั้งความรู้ ไอเดียและการลงมือสร้าง

2.ความอดทน – ความเก่งต้องมีอยู่แล้ว แต่มาแข่งกันด้วยความทรหด ถึก อดทน ล้มแล้วก็ลุกอีก มีเขาก็ปีน มีน้ำก็ว่าย มีปัญหาก็แก้ ฯลฯ

3.การมองระยะยาว – มองทะลุกระแสระยะสั้น พร้อมค่อยๆ เดินทีละก้าว วางอิฐทีละชิ้น ไม่ฉาบฉวยเพื่อสร้างอะไรที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

4.วัดผล ประเมิน ปรับปรุง – ต่อให้แผนดีแค่ไหนก็มีต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงระหว่างทางทั้งนั้น ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับการตามวัดผลและกลับมาปรับปรุง เลิกทำสิ่งที่ไม่เวิร์ก และต่อเติมสิ่งที่ไปได้ดี

ซึ่งล้วนเป็นอุปนิสัยที่เหมาะกับยุคที่โลกเต็มไปด้วย Twists and Turns ที่ต้องมองทะลุอนาคต ปรับตัว ล้มลุกเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา

ผมคงไม่ได้บอกว่าคนไทยต้องเป็นแบบนี้ เพราะเราก็มีจุดดีที่ประเทศอื่นๆ ไม่มี แต่หากเราสามารถหยิบข้อดีบางส่วนของจีน มาผสมผสานสร้างอุปนิสัยการทำงานของเราได้ ก็อาจจะทำให้รับมืออนาคตได้ดีขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ยืน ลึก กว้าง ไกล’ ดร.สันติธาร เสถียรไทย มอง ‘จีน’ บรรเลงเพลงประสาน กระโดดจับคลื่น ลุ้น ‘มหาอำนาจ AI+’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...