โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

Rachel Zegler ย้ำที่มาชื่อ 'Snow White' ในฉบับหนังไลฟ์แอ็กชันไม่ได้สื่อถึงผิวที่ขาวราวกับหิมะ

BT Beartai

อัพเดต 03 ต.ค. 2567 เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2567 เวลา 05.34 น.
Rachel Zegler ย้ำที่มาชื่อ 'Snow White' ในฉบับหนังไลฟ์แอ็กชันไม่ได้สื่อถึงผิวที่ขาวราวกับหิมะ

เรียกได้ว่าเป็นหนังไลฟ์แอ็กชันที่ต้องเผชิญวิบากกรรมหนักหนาสาหัสพอดู สำหรับ ‘Snow White’ หนังไลฟ์แอ็กชันเรื่องล่าสุดของ Disney กำหนดฉายในวันที่ 21 มีนาคม 2025 นี้ ซึ่งโดนอุปสรรครุมล้อมตั้งแต่เริ่มเปิดกล้องจนถึงปล่อยทีเซอร์แรกออกมา ไหนจะมี ‘The Little Mermaid’ (2023) หนังไลฟ์แอ็กชันเรื่องก่อนหน้าของสตูดิโอที่ล้มเหลวแบบไม่เป็นท่าอีก

ไหนจะมีเรื่องของตัวนักแสดงนำ เพราะนอกจากจะได้ กัล กาด็อต (Gal Gadot) มารับบทเป็นราชินีใจร้าย (Evil Queen) ส่วนคนที่มารับบทสโนว์ไวต์ก็คือ ราเชล เซเกลอร์ (Rachel Zegler) นักแสดงสาวเชื้อสายลาตินอเมริกัน ที่หลายคนมองว่าดูขัดกับภาพลักษณ์ของตัวละครเจ้าหญิงดิสนีย์แบบผิดฝาผิดตัว รวมทั้งประเด็นที่เธอเคยสัมภาษณ์ในเชิงวิพากษ์วิจารณ์หนังแอนิเมชัน ‘Snow White’ ต้นฉบับที่ฉายในปี 1937 จนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอีกนับไม่ถ้วน

ล่าสุด เซเกลอร์ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Variety ฉบับล่าสุดที่เธอขึ้นปก ซึ่งเธอก็ได้มีโอกาสพูดถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติของตัวละครสโนว์ไวต์ ที่หากอ้างอิงตามนิทานพื้นบ้านของเยอรมัน ฉบับนิทาน ‘Grimms’ Fairy Tales’ พี่น้องตระกูลกริมม์ (Brothers Grimm) ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1812 หรือแม้แต่หนังแอนิเมชันฉบับปี 1937 ของ Disney ที่กล่าวถึงรูปลักษณ์ของสโนว์ไวต์เอาไว้ว่า “มีผมดำดุจไม้มะเกลือ ริมฝีปากแดงดังกุหลาบ และมีผิวขาวผ่องราวกับหิมะ” จนทำให้การคัดเลือกนักแสดงเชื้อสายโคลัมเบียน-โปแลนด์ของเธอมารับบทนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

แม้ว่า มาร์ก เวบบ์ (Marc Webb) ผู้กำกับจะเป็นคนที่ตั้งใจเลือกให้เธอมารับบทนี้ตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มอ่านบท เพราะคนเขียนบทที่ประทับใจเสียงร้องอันไพเราะของเธอจนถึงขนาดต้องหลั่งน้ำตา เซเกลอร์จึงพยายามอธิบายว่า เธอไม่ได้สนใจกระแสวิจารณ์ของแฟน ๆ Disney ที่เป็นผู้ใหญ่ที่ต่างก็ต่อต้านการรับบทสโนว์ไวต์ของเธอ เพราะไม่สามารถจินตนาการถึงเจ้าหญิงดิสนีย์ที่เป็นสาวละตินได้เลย

Rachel Zegler Snow White

เซเกลอร์อธิบายถึงตัวละครสโนว์ไวต์ด้วยว่า ในฉบับหนังไลฟ์แอ็กชันที่เธอรับบทนี้ จะเป็นการรื้อสร้างที่มาของชื่อ ‘Snow White’ ใหม่ โดยไม่ได้เป็นการสื่อถึงผิวที่ขาวราวกับหิมะ แต่เป็นการสื่อไปถึงความหมายที่ลึกกว่านั้น

“มันต้องย้อนกลับไปอีกเวอร์ชันของ ‘Snow White’ ที่ถูกเล่าผ่านประวัติศาสตร์ค่ะ ตอนนั้นเธอรอดชีวิตจากพายุหิมะที่เธอได้เจอตอนเธอยังเป็นทารกตัวน้อย และกษัตริย์กับราชินีก็ตัดสินใจตั้งชื่อเธอว่าสโนว์ไวต์ เพื่อให้เธอระลึกถึงความเข้มแข็งของตัวเธอเอง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของหนังสำหรับหญิงสาว หรือคนหนุ่มสาวทุกคนก็คือการสร้างความตระหนักว่า จริง ๆ แล้วเรามีความเข้มแข็งมากขนาดไหน”

นอกจากกระแสการวิพากษ์วิจารณ์การคัดเลือกเซเกลอร์ให้มารับบทสโนว์ไวต์ ตัวหนังยังต้องเผชิญกับข้อถกเถียงมากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ภาพลักษณ์ของคนแคระทั้ง 7 ที่หลุดออกมาจากกองถ่าย ซึ่งทำให้โดนวิพากษ์วิจารณ์ถึงการพยายามใส่ความ Woke เพื่อเข้ามาทำลายภาพจำของคนแคระที่แฟน ๆ คุ้นเคยมาอย่างยาวนาน

และที่สร้างความไม่พอใจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นตอนที่เซเกลอร์ให้สัมภาษณ์ในเชิงวิพากษ์วิจารณ์หนังแอนิเมชันต้นฉบับว่าเป็นเรื่องราวความรักของผู้หญิงกับผู้ชายที่เป็นสตอล์กเกอร์ (Stalker) และในเวอร์ชันหนังจะนำเสนอความทันสมัยให้กับเจ้าหญิงดิสนีย์ ด้วยการไม่มัวฝันถึงรักแท้ แต่จะฝันถึงการเป็นผู้นำโดยที่ไม่ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าชายอีกต่อไป เรื่องนี้ถึงขั้นทำให้แฟนคลับหลายคนออกมาโจมตีเธอว่าเป็นการดูถูกดูหมิ่นผลงานต้นฉบับ และดูหมิ่นตัวละครที่เธอสวมบทบาทอย่างรุนแรง

ผลที่ตามมาก็คือ จากแต่เดิมที่มีกำหนดการถ่ายทำตั้งแต่ปี 2020 ก็ต้องเลื่อนออกไปเพราะโรคระบาดแล้ว การถ่ายทำเริ่มต้นอีกครั้งในปี 2022 แต่ก็เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ฉากกองถ่ายอีก แต่พอเริ่มถ่ายทำและฉายรอบ Screen test กระแสตอบรับกลับไม่ดีอย่างที่คาด จนทำให้มีการถ่ายซ่อมในปี 2023

แต่ก็ต้องเผชิญกับการประท้วงในฮอลลีวูด ทำให้ต้องเลื่อนการถ่ายซ่อมมาจนถึงปี 2024 แทน จนกระทั่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจึงมีการปล่อยคลิปทีเซอร์ตัวแรกออกมา ซึ่งแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนคาแรกเตอร์คนแคระทั้ง 7 ไปใช้ตัวละคร CGI ทั้งหมด แต่ก็มีคนมากด Dislike ใน YouTube จนเกิน 1 ล้านครั้งเช่นเดียวกับคลิปตัวอย่างหนังของ Disney หลาย ๆ เรื่องก่อนหน้า

Rachel Zegler Snow White

เซเกลอร์ยังได้เปิดใจถึงความรู้สึก หลังจากที่การแสดงความคิดของเธอถูกโจมตีอย่างหนัก แม้เธอเองจะเชื่อว่ามีภูมิต้านทานเป็นอย่างดี แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคำวิจารณ์และความเกลียดชังเหล่านั้นจะไม่ทำให้เธอรู้สึกเศร้า

“พูดตามตรง มันทำให้ฉันรู้สึกเศร้านะ ที่ถูกตีความแบบนั้น เพราะฉันเเชื่อว่าผู้หญิงสามารถทำอะไรก็ได้ และฉันก็เชื่อด้วยว่าพวกเธอสามารถทำทุกอย่างได้เช่นกัน ฉันไม่อยากจะบังคับใครแล้วบอกว่า ‘ถ้าคุณต้องการความรัก คุณก็ทำงานไม่ได้’ หรือ ‘ถ้าคุณอยากทำงาน คุณก็มีครอบครัวไม่ได้'”

“มันไม่ได้เป็นเรื่องจริงเลย มันทำให้ฉันรู้สึกแย่มาก เวลาที่คนไม่เก็ตมุกตลก หรือการที่คำพูดถูกนำออกไปจากบริบท เรื่องราวความรักยังคงเป็นแก่นสำคัญ หลายคนเอาไปพูดว่าเราไม่แตะเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว แต่ความจริงเรายังคงพูดถึงเรื่องนี้เสมอ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้พูดถึงในตอนนั้นเท่านั้นเอง”

“ฉันเห็นผู้หญิงถูกทำลายมาตลอดชีวิตและอาชีพของฉัน เราจะเห็นมันได้อีกในช่วงการเลือกตั้งที่จะมาถึง ฉันกลัวว่าเราจะได้เห็นสิ่งนี้ไปอีกนาน บางครั้งมันทำให้รู้สึกเหมือนว่าเรากำลังย้อนเวลากลับไป”

เซเกลอร์ยังเปิดเผยว่า แต่เดิมเธอคิดจะเลิกใช้โซเชียลมีเดียเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์ แต่เธอกลับเปลี่ยนใจ “ฉันไม่ชอบทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจที่ทำให้ฉันเจ็บได้สำเร็จ การที่คุณพักจากโซเชียลมีเดียจะยิ่งทำให้พวกเขามีพลังมากยิ่งขึ้น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...