โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โนมูระชี้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยเป็นวิกฤตรุนแรง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ไทยรุนแรงมากกว่าวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และโควิด-19

BTimes

อัพเดต 27 ก.ย 2567 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 26 ก.ย 2567 เวลา 01.32 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ต้องเผชิญ กับสถานการณ์ปัจจุบันที่ถือได้ว่าเข้าสู่ขั้นวิกฤตและอนาคตที่ดูจะเต็มไปด้วยแรงกดดันที่รุนแรงรอบด้าน

นายฮาจิเมะ ยามาโมโตะ หัวหน้าสายงานที่ปรึกษา สำนักวิจัยโนมูระ ประเทศไทย ซึ่งเป็นสายงานหนึ่งของสถาบันการเงินโนมูระที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมองได้ว่ากลายเป็นวิกฤตแล้ว และดูเหมือนเป็นวิกฤตที่มีความรุนแรงด้วย ซึ่งไม่มีทางแก้ไขปัญหาหรือทางออกที่ง่ายดาย สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้วงการอุตสาหกรรมยานยนต์มีการประเมินว่าประเทศไทยจะผลิตรถยนต์รวมกันทั้งสิ้นในปีนี้เพียง 1.7 ล้านคัน ซึ่งคาดว่าจะลดลงถึง 200,000 คันเมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2023 ที่ผลิตรถยนต์ทั้งหมดได้ 1.9 ล้านคัน ได้จำนวนการผลิตปีนี้ 1.7 ล้านคันจะประกอบไปด้วย 550,000 คันเป็นยอดผลิตเพื่อขายภายในประเทศ ส่วนที่เหลืออีก 1.15 ล้านคัน หรือราว 60% จะผลิตเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ

หัวหน้าสายงานที่ปรึกษา สำนักวิจัยโนมูระ ประเทศไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยได้รับแรงกดดันทั้งจาก เพราะว่าตลาดรถยนต์ในประเทศไทยที่ตกต่ำรุนแรงและต่อเนื่อง นอกจากนี้การแข่งขันเพื่อการส่งออกรถยนต์ในตลาดต่างประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้น

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) กล่าวว่า ต้นทุนของผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยสูงมากถึง 30% เมื่อเทียบกับต้นทุนของผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีน ต้องยอมรับกันว่าไทยไม่สามารถที่จะทำต้นทุนได้ขนาดนั้น ปัจจุบันในประเทศไทย มีบริษัทผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ เกี่ยวกับชิ้นส่วนยานยนต์จำนวน 2,000 บริษัท และมีการจ้างงานรวมกันถึงประมาณ 700,000 คน
สำหรับยอดขายชิ้นส่วนรถยนต์ในปีนี้ พบว่ามียอดขายสุดตัวลงมากถึง -12% มีมูลค่าอยู่ที่ 519,000 ล้านบาท ถ้าบริษัท หรือซัพพลายเออร์ขนาดเอสเอ็มอีในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต้องปิดตัวลง บริษัทเหล่านี้จะไม่มีวันกลับมาอีกเลย สถานการณ์ในเวลานี้จึงเข้าขั้นวิกฤตที่ รุนแรงมากกว่าวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งของประเทศไทยในปี 2540 หรือเมื่อ 26 ปีที่ผ่านมา และวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ด้วย ถ้าสถานการณ์ยังคงเกิดขึ้นและเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยเรื่อย อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยจะไม่เหลืออะไรเลย

สอดรับกับรองผู้จัดการทั่วไป บริษัท เทคโน เม็ททัล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นตั้งมานานถึง 31 ปี อยู่ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนหล่อ และเครื่อง และผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ให้กับค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ เช่น โตโยต้า มิตซูบิชิ เป็นต้น ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังการผลิตของโรงงานทั้งสองแห่งของทั้งบริษัทลดลงมาอยู่ที่ระดับ 40% เมื่อเทียบจากกำลังการผลิตสูงสุด ท่ามกลางคำสั่งซื้อลดลง และจำนวนพนักงานลดน้อยลง เมื่อสิ้นปี 2023 ที่ผ่านมาบริษัทมีจำนวนพนักงานทั้งสิ้น 1,200 คนแต่ในปัจจุบันมีพนักงานเหลืออยู่ประมาณ 900 คน นอกจากนี้บริษัทยังต้องลดชั่วโมงทำงานของพนักงานลงเหลือเพียงแค่ 75% และตัดลดค่าล่วงเวลาทำงาน หรือโอที

เป็นที่ทราบกันดีว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศไทยนั้น มีสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่ง หรือโดยประมาณ 50% ของยอดขายทั้งหมดในภาพรวมเป็นยอดขายรถกระบะเชิงพาณิชย์ ในปี 2023 ที่ผ่านมามียอดส่งออกรถกระบะภายไปต่างประเทศรวมกันทั้งสิ้นกว่า 820,000 คัน หรือคิดเป็นการผลิตในสัดส่วนเรา 67% ของการผลิตทั้งหมด แต่สำหรับสถานการณ์ในปีนี้จากต้นปีจนถึงปัจจุบันพบว่าประเทศไทยผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกไปต่างประเทศลดลงถึง -8.76% สอดรับกับยอดการผลิตรถกระบะดำดิ่งอย่างรุนแรงถึง -20.51% หรือผลิตได้เพียงแค่ 616,549 คัน สถานการณ์เช่นนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศไทย เนื่องจากมากกว่า 90% ของใช้ชิ้นส่วนรถกระบะ นั้นเป็นการผลิตภายในประเทศไทย ที่สำคัญในอุตสาหกรรมนี้ คิดเป็นมากกว่า 70% ของตลาดชิ้นส่วนรถยนต์ภายในประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...