มาม่า 3 ปี ลงทุนโรงงานใหญ่ 2 พันล้านบาท ขยายกำลังผลิต รับการเติบโต 10 ปี
มาม่า กางแผน 3 ปี ลงทุน 2,000 ล้านบาท สร้างโรงงานใหม่ ซื้อเครื่องจักร-ที่ดิน 50 ไร่ ขยายกำลังการผลิต รองรับการเติบโต 10 ปี เล็งพื้นที่ EEC หรือ CLMV ชี้ขึ้นค่าแรงไม่กระทบ แต่รัฐบาลต้องบาลานซ์ค่าครองชีพ ให้เวลาเอกชนปรับตัว
[caption id="attachment_67200" align="aligncenter" width="750"]
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนซ์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)[/caption]
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนซ์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตมาม่า เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตมาม่าอยู่ 8 แห่ง แบ่งเป็นในไทย 5 แห่ง และต่างประเทศ 3 แห่ง คือ เมียนมา กัมพูชา บังคลาเทศ และฮังการี
- กำลังการผลิตบะหมี่ประเภทซอง อยู่ที่ 964,320 หีบต่อเดือน
- กำลังการผลิตบะหมี่ประเภทถ้วย อยู่ที่ 1,159,498 หีบต่อเดือน
- กำลังการผลิตผลิตภัณฑ์จากข้าว อยู่ที่ 193,125 หีบต่อเดือน
โดยความเร็วในไลน์ผลิตแบบซองความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 450 ซองต่อนาที ความเร็วไลน์ผลิตแบบถ้วยสูงสุดอยู่ที่ 300 ถ้วยต่อนาที
อย่างไรก็ตาม ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีอัตราการโตปีละ 4-5% และขณะนี้กำลังการผลิตที่สามารถเพิ่มเครื่องจักรได้ 1 เครื่อง เหลือที่โรงงาน จ.ระยอง นอกนั้นเต็มศักยภาพ
ดังนั้น ใน 3 ปีนี้ มาม่าจะมีการลงทุนใหญ่อีกครั้ง โดยใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนเครื่องจักร 6-8 ตัว ราคา 100-200 ล้านบาท/เครื่อง นอกนั้นจะเป็นการซื้อที่ดินราว 50-60 ไร่ และก่อสร้างโรงงานใหม่
สำหรับพื้นที่ที่เล็งสร้างไว้มองเป็นเขต EEC ตลอดจนในเขตประเทศ CLMV โดยคาดว่าการลงทุนโรงงานใหม่นี้ จะรองรับการเติบโตของมาม่าได้อีก 10 ปี
เมื่อถามถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ผู้บริหารมาม่า ตอบว่า สำหรับบริษัทฯ ในฐานะธุรกิจที่สามารถปรับตัวรับมือได้ เราคิดเป็นค่าแรงต่อซอง กล่าวคือ ปัจจุบันกำลังการผลิตบริษัทอยู่ระหว่าง 300-450 ก้อน/นาที หากกำลังผลิตทำได้มากขึ้น ก็ไม่กระทบมาก เพราะ พนักงาน 1 คน สามารถผลิตมาม่าได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังผลิตต้องใช้เวลา ผ่านการซื้อเครื่องจักรใหม่ที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เช่น 450 ก้อน/นาที, 600 ก้อน/นาที
จุดนี้รัฐบาลต้องบาลานซ์ อาจช่วยเอกชนลดภาษีเครื่องจักร เพื่อเอื้อต่อการเพิ่มกำลังการผลิตที่ใช้งบประมาณ 100-200 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ เพื่อผ่อนปรนผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง ซึ่งจะทำให้เอกชนปรับตัวได้ดีขึ้น และแรงงานได้ค่าแรงเพิ่ม บรรเทาปัญหาค่าครองชีพ
"ที่ผ่านมาค่าแรงขึ้นมาตลอด แต่ไม่กระชาก และอาจช้ากว่าค่าครองชีพ ตรงนี้รัฐบาลต้องไปปรับให้ไล่ตามกันได้ ควบคู่การให้เอกชนปรับตัวให้ทัน"