โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การกลับมาของไอดอลน้องสาวแห่งชาติ [จบแล้วมี E-BOOK]

การกลับมาของไอดอลน้องสาวแห่งชาติ [จบแล้วมี E-BOOK]
หญิงสาวเฝ้าภาวนาด้วยแรงอาฆาตสุดท้ายหากว่าเธอได้รับโอกาสอีกครั้งเธอจะทำให้คนเลวเหล่านั้นต้องชดใช้!

ข้อมูลเบื้องต้น

[!!นิยายนี้ไม่ใช่นิยายแปลนะคะ!!]

คูมนิยายไรท์แต่งเอง 100% มีทรีเม้นพล็อตจนจบ

คำเตือน

1.การละเมิดลิขสิทธิ์มีโทษทางอาญาทั้งจำคุกและโทษปรับแล้วแต่กรณีและเจ้าของลิขสิทธิ์ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งด้วย โทษทางอาญา เช่น การทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทและหากทำเพื่อการค้าต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง 8 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

2.เนื้อหามีความรุนแรงในครอบครัว,อาชญากรรม

3.สำหรับเราการให้ที่ดีคือการให้เกียรติ ถ้าคุณไม่ชอบนิยายเรื่องนี้รบกวนกดออกเลยค่ะ ไรท์เลือกคนอ่านไม่ได้แต่คุณเลือกนิยายได้ ขอบคุณงับบบ!

+++++++++++++++++++++

เพราะว่า'รัก'จึงทำให้ฉันกลายเป็นคนแบบนี้

เพราะว่า'หลง'จึงทำให้ฉันกลายเป็นคนแบบนี้

เอาล่ะ! เมื่อฉันตาสว่างขึ้นต่อจากนี้ฉันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

พวกสารเลวทั้งหลายตอนนี้ตัวแม่ได้กลับมาแล้ว ฉันจะจัดการพวกแกเอง!

Crazy girl - ว่านอ้ายหลิน (WAHN IRENE)

'ว่านอ้ายหลิน' นักร้องสาวชื่อดังฉายาน้องสาวแห่งชาติได้เสียชีวิตลงจากการฆาตกรรม

หญิงสาวเฝ้าภาวนาด้วยแรงอาฆาตสุดท้ายหากว่าเธอได้รับโอกาสอีกครั้งเธอจะทำให้คนเลวเหล่านั้นต้องชดใช้! แม้พวกมันมอดม้วยเหลือเพียงเถ้ากระดูกเธอก็จะนำมันมาสาปแช่งให้ชีวิตชาติต่อไปพวกมันฉิบหายวิบัติ

“ถ้าหากว่าคำอธิษฐานแห่งดวงดาวมีจริงว่านอ้ายหลินคนนี้ขอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ฉันปรารถนาจะชำระแค้นนี้ทั้งหมดอย่างสาสมไม่ว่าใครหน้าไหนฉันก็จะลากมันมาลงนรก ฉันจะทำให้พวกมันทุกข์ทรมานเจ็บเจียนตายมากกว่าฉันร้อยเท่าพันเท่า!”

สิ้นคำอธิษฐานหญิงสาวก็ได้กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง เสียงร่ำไห้จวนจะขาดใจตายของอ้ายหลินดังก้องไปทั่วทุกสารทิศแม้แต่มวลเหล่าสัตว์ป่าเองก็ยังพากันหวาดกลัว

++++++++++++++++++++++++

สามารถทักมาพูดคุยได้ที่

นามปากกา : Deffer

ทวิตเตอร์ : Deffer459

ภาพประกอบ :

+++++++++++++++++++

อย่าลืมกดติดตามนิยายเรื่องนี้กันน้าาา!

*************

E-BOOK อนุมัติการขายไรท์ขออนุญาตเพิ่มราคารายตอนเพื่อเฉลี่ยๆ ราคาให้ใกล้เคียงกันนะคะ (แต่ในนี้ถูกที่สุดแล้วแหละค่ะ) นิยายราคาถูกจนคิดว่าตัวเองแต่งเอาสังคมเหรอ

ราคาในเว็บเด็กดีทั้งหมด : เฉลี่ย 132 บาท

ราคาในเว็บ MED (EBOOK) : 149 บาท

บทนำ [Rewrite]

บทนำ

ค่ำคืนราตรีเดือนมืดมิดสายลมหนาวเย็นพัดโบกผ่าน

ชายหนุ่มร่างสูงตระหง่านคนหนึ่งกำลังอุ้มพาหญิงสาวเจ้าของใบหน้างดงามเดินหายลับเข้าไปภายในโกดังร้างหลังเก่า หญิงสาวในสภาพเมามายอย่างหนักพยายามปรับหรี่สายตาเพ่งมองหาต้นเสียงพูดคุยที่ดังอยู่รอบกายตน

หญิงสาวเปิดเปลือกตาแสนหนักอึ้งของเธอขึ้นอย่างเชื่องช้าแต่ทว่าสิ่งที่เธอได้รับกลับมามีเพียงแสงสว่างที่คอยทิ่มแทงเข้ามาในดวงตา หญิงสาวเฝ้าคิดถามกับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่จนกระทั่งสามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้ว่าเธอพึ่งจะกลับมาจากงานเลี้ยงปิดกล้องภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

อ้ายหลินจำได้แม่นว่าหลังจากแยกตัวกับผู้จัดการเสร็จเธอได้เผลอฟุบหลับอยู่ภายในรถยนต์ของผู้ช่วยผู้จัดการที่กำลังขับพาเธอไปส่งยังเพนต์เฮาส์ หญิงสาวมั่นใจว่าเธอได้เดินขึ้นรถยนต์ผู้ช่วยไม่ผิดคันแน่นอนแต่แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีชายปริศนาตัวยักษ์พยายามอุ้มร่างเธอไปที่ไหนสักแห่ง

“คุณนายหยางอวี้เม่ยผมได้ตัวของเธอมาแล้วครับ” ชายหนุ่ม
ที่กำลังอุ้มร่างเธอเอ่ยกับผู้ว่าจ้างหญิงคนหนึ่ง

สิ้นเสียงของคำว่า ‘หยาง’ หญิงสาวคนสวยพลันรู้สึกร่างกายหนาวสั่นสะท้านในทันที ผู้หญิงที่มีชื่อแซ่ว่าหยางที่อ้ายหลินพอจะรู้จักมันมีเพียงคนเดียวบนโลกเท่านั้นนั่นคือภรรยาใหม่ของบิดาเธอนามว่า ‘หยางอวี้เม่ย’

“ดี!” น้ำเสียงแสนคุ้นเคยราวกับตอกย้ำว่าภรรยาใหม่ของบิดาเธอแสนชั่วช้าเพียงใด

หญิงชั่วช้าที่บังอาจหักหลังแม่ของเธอ!

เธอมีนามว่า ‘ว่านอ้ายหลิน’ นักร้องสาวผู้เคยประสบความสำเร็จในฐานะ ‘ไอดอลน้องสาวแห่งชาติ’ เหล่าผู้คนมักกล่าวขานกันว่าเธอคือจุดสูงสุดของการเป็นนักร้อง แต่ทว่านั่นเป็นเพียงเรื่องราวในอดีตเพราะชีวิตของเธอมันได้พังพินาศไปนานแล้ว

เริ่มต้นจากชีวิตครอบครัวสุดแสนอาภัพถูกทรยศหักหลังจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดา เหล่าผู้คนที่เข้าหาตัวเธอก็เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ ไหนจะชายคนรักที่เธอเฝ้าปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกันกับเขาทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นคำหลอกลวง

เมื่อเธอหมดสิ้นน้ำหวานให้กัดกินก็คิดกำจัดทิ้งอย่างไม่ไยดี จู่ๆ หญิงสาวก็หวนนึกถึงคำพูดของบิดาที่เคยเอ่ยเอาไว้

‘อ้ายหลินยกโทษให้พ่อด้วย พ่อกับน้าอวี้เม่ยเราทั้งสองคนรักกันมากจนอยากจะไปสร้างครอบครัวด้วยกัน ขอให้ลูกโปรดเห็นใจเรา’

อ้ายหลินในวัยเด็กได้แต่สบถถ้อยคำหยาบออกมาภายในใจ

รักงั้นหรือ? พวกเขาใช้คำพูดให้ดูสวยหรูแต่ความจริงแล้วก็แค่คนสารเลวสองคนที่แอบคบชู้กันและใช้คำว่ารักเป็นข้ออ้างในการกระทำเรื่องผิดบาป

‘มันช่วยไม่ได้ที่แม่ของแกมันโง่เขลาเอง เป็นอย่างไรบ้างล่ะ? สุดท้ายแล้วฉันที่เกิดมาในครอบครัวไม่สมบูรณ์แบบก็ได้พ่อของเธอมาครอบครอง!’

ตอนอ้ายหลินอายุสิบสามปีเธอสามารถเข้าใจคำพูดแสนร้ายกาจของอวี้เม่ยได้เป็นอย่างดี

พวกเขาเฝ้าวางแผนหักหลังแม่ของเธอมาเนิ่นนานหลายสิบปีจนมีพยานรักอย่าง ‘หยางถงเหยา’ คลอดออกมา เด็กสาวที่อ้ายหลินคิดว่าเธอเป็นเพื่อนเล่นแต่แท้ที่จริงแล้วมันคือลูกสาวอีกคนที่พ่อของเธอแอบมีกับอวี้เม่ย

เหล่าคนชั่วช้าที่ร่วมกันหักหลังแม่ของเธอมาหลายสิบปี!

หลังจากพ่อของเธอทิ้งไปเขาก็ได้ไปสร้างครอบครัวใหม่กับ
อวี้เม่ยอย่างมีความสุขและปล่อยให้แม่ของเธอต้องทุกข์ระทมแสนเจ็บเจียนตาย ธุรกิจของพวกเขารุ่งโรจน์ไปได้ดีเกินหน้าเกินตาจนอ้ายหลินแทบอยากจะฉีกพวกมันออกเป็นชิ้นๆ

ทำไมคนชั่วช้าถึงได้มีชีวิตที่ดีนัก!

พวกเขาอาศัยอยู่บนกองเงินกองทองในขณะที่แม่ของอ้ายหลินต้องย้ายไปพักอาศัยตามบ้านญาติเพื่อหาเงินชดใช้หนี้สิน

อ้ายหลินใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานกว่าจะผ่านพ้นแต่ละวันไปได้จนกระทั่งมารดาของเธอเสียชีวิตไปด้วยโรคร้าย เธอถูกผลัดเปลี่ยนเลี้ยงดูกันไปมาจากญาติหลายคนแม้ว่าต้องทนนอนในห้องเก็บของอ้ายหลินก็ยอมเพราะเธอไม่ต้องการแบกหน้าไปหาพ่อชั่วช้าคนนั้น

วันหนึ่งอ้ายหลินได้รับโอกาสจากนักแต่งเพลงแปลกหน้าเข้ามาทาบทามพร้อมกับยื่นข้อเสนอให้เธอไปร้องเพลงให้แก่เขา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางนักร้องของอ้ายหลิน เธอประสบความสำเร็จในฐานะไอดอลน้องสาวแห่งชาติด้วยภาพลักษณ์แสนบริสุทธิ์ซึ่งมาพร้อมกับเพลงรักติดหูที่ไม่ว่าจะปล่อยมากี่เพลงก็มักจะเป็นกระแส

ชีวิตของอ้ายหลินดำเนินไปด้วยการเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงจนกระทั่งวันเกิดตอนเธออายุยี่สิบปี เธอริเริ่มมีความรักกับ ‘ฮั๋วเซี่ยวหาน’ ผู้ชายสารเลวที่เธอไม่คิดว่าเขาจะกล้าหลอกลวงกันได้ลงคอ

เบื้องหน้าของอ้ายหลินเขาคือชายหนุ่มผู้อ่อนโยนเข้าอกเข้าใจเธอหากแต่เบื้องหลังเขาคืออสรพิษตัวร้ายที่ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์

อ้ายหลินรักเขาแต่ทว่าเขาเห็นเธอเป็นเพียงสะพาน..

ชีวิตของหญิงสาวแสนโง่งมบูชาถ้อยคำหวานของแฟนหนุ่มจนไม่นึกฉุกคิดขึ้นมาเลยว่าเขาใช้เธอเป็นเครื่องมือส่งเสริมตัวเอง อ้ายหลินหลับหูหลับตาขับร้องเพลงสร้างเม็ดเงินให้เขาจำนวนมหาศาลจนกระทั่งเธออายุได้ยี่สิบสี่ปี ชีวิตอ้ายหลินราวกับพลิกผันเพราะผู้คนรอบตัวของเธอเริ่มทยอยพากันเปลี่ยนไป

หญิงสาวได้รับการปฏิบัติดูแลจากค่ายแย่ลง พวกเขาปล่อยผ่านความคิดเห็นเกลียดชังของเธอไปราวกับไม่ใส่ใจและยังทำให้แฟนคลับของอ้ายหลินหลายคนเกิดความเข้าใจผิด การใช้ชีวิตในวงการบันเทิงของอ้ายหลินยากลำบากขึ้นกระทั่งผู้กำกับละครเองก็ยังไม่
ชอบหน้าเธอ

อ้ายหลินถูกผู้คนเข้าใจผิดและคิดเกลียดชังทั้งที่เธอยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย พวกเขาต่างชี้นิ้วมาทางเธอพร้อมกับสาดถ้อยคำ
หยาบคายใส่ราวกับว่าเธอไปทำอะไรให้พวกเขาเจ็บช้ำน้ำใจ

จากนักร้องสาวที่เคยถูกกล่าวขวัญว่าอยู่สูงสุดของวงการบันเทิงกลับถูกผลักให้ตกลงเหวในไม่กี่ปีถัดมา ความคิดเห็นแสนชั่วร้ายทางอินเทอร์เน็ตทำให้อ้ายหลินเป็นโรควิตกกังวลจนเธอต้องใช้ยารักษาหลายต่อหลายครั้ง

เธอทุกข์ทรมานจากการใช้ยารักษาจวนจะตายอยู่แล้ว

แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้อ้ายหลินรู้สึกแตกสลายมากกว่านั้นนั่นคือชายหนุ่มคนที่เธอรักและเทิดทูนเขาอย่างสุดหัวใจกำลังแอบมีสัมพันธ์กับหญิงสาวคนอื่น สุดท้ายแล้วอ้ายหลินก็จับได้ว่าหญิงสาวคนนั้นคือถงเหยาลูกสาวของชายหญิงสารเลวที่เคยหักหลังมารดาของเธอ

อ้ายหลินเกลียดชังบิดาสารเลวกับหญิงชู้คนนั้นมากก็จริงแต่เธอไม่เคยคิดเก็บเรื่องราวในอดีตของผู้ใหญ่มาถือโทษโกรธถงเหยาจนกระทั่งวันที่เธอได้ทราบว่ามันลอบแทงข้างหลังเธอมาโดยตลอด

ชายโฉดหญิงชั่วที่ร่วมมือกันวางแผนกำจัดเธอ!

อ้ายหลินมีปากเสียงกับเซี่ยวหานอย่างรุนแรงจนกลายเป็นความโกรธแค้นทำให้เธอเก็บรวบรวมหลักฐานส่งภาพบางอย่างไปให้สำนักข่าว ซึ่งภาพนั้นมันทำให้ชื่อเสียงของถงเหยาสั่นสะเทือนพอๆ กับอ้ายหลินในยามนี้

“ฉันไม่คิดเลยว่าขยะบ้านแตกแบบแกจะถูกลักพาตัวมาได้ง่ายๆ แบบนี้!” อวี้เม่ยเหยียดยิ้มมุมปากพลางมองใบหน้าของเด็กสาวที่เธอนึกเกลียดชัง

“สารเลว!” หญิงสาวในสภาพเมามายกัดฟันกรอดพร้อมกับพยายามเพ่งมองหญิงวัยกลางคนตรงหน้า

“ปากดีนักนะยัยเด็กชั้นต่ำ! ฉันต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายโมโห แกบังอาจทำให้ชื่อเสียงของลูกสาวฉันพังย่อยยับ แกกล้าดีอย่างไรถึงมาทำร้ายลูกสาวสุดที่รักของฉัน!”

หญิงวัยกลางคนเตรียมยกฝ่ามือขึ้นสูงหมายจะตบใบหน้าของอ้ายหลินแต่ทว่าเธอกลับหยุดชะงักฝ่ามือเอาไว้เสียก่อน

“ลูกสาวแกมันชั่วก็สมควรแล้วที่ต้องโดนแบบนั้น ทำไม..ไม่กล้าตบฉันหรือไง!” นักร้องสาวแค่นหัวเราะออกมาอย่างอวดดี

“หึ! ที่ฉันไม่ตบแกนั่นเป็นเพราะว่ามันอาจจะทำให้หลักฐานเสียรูปคดีได้ ฉะนั้นฉันจะต้องทะนุถนอมร่างกายของไอดอลน้องสาวแห่งชาติเอาไว้เพื่อให้แพทย์ได้ชันสูตร” หญิงวัยกลางคนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเหยียดรอยยิ้มมุมปากอันน่าสะพรึงกลัวออกมา

“หมายความว่าไง”

อ้ายหลินชักสีหน้ามองหญิงชั่วช้าด้วยแววตาสับสน

“ก็หมายความว่าฉันจะส่งแกไปลงนรกตามแม่ของแกไปอย่างไรล่ะ!” อวี้เม่ยก้มกระซิบข้างหูของนักร้องสาวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

“ถ้าหากฉันรอดไปได้ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่หญิงชู้สารเลว!”
อ้ายหลินตะคอกกลับใส่หน้าของอวี้เม่ยด้วยความรู้สึกขยะแขยง

“อ้ายหลินแกคิดว่าคนอย่างแกจะมีปัญญาทำอะไรฉันได้ เราก็เห็นๆ กันอยู่ไม่ว่าจะครั้งในอดีตหรือปัจจุบันฉันก็ยังเหนือกว่าแกและแม่ของแกเสมอ หลายปีมานี้แกไม่เคยนึกสงสัยบ้างเลยหรือไงว่าทำไมชีวิตของแกถึงได้ตกต่ำนัก”

หญิงวัยกลางคนเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยาม

“…” หญิงสาวเม้มริมฝีปากตนแน่น

“อ้ายหลินเด็กโง่แกช่างเหมือนกับแม่ของแกไม่มีผิด!” อวี้เม่ยหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “เซี่ยวหานจงใจเข้าหาแกเพื่อสร้างรากฐานให้ตัวเองได้เป็นท่านประธานแห่งฮั๋วเอนเตอร์เทนเมนท์ ส่วนคนที่เขารักและทุ่มเทใจให้มากที่สุดไม่ใช่แกหากแต่เป็นถงเหยาลูกสาวของฉัน ไม่ว่าจะข่าวฉาวเสียหายหรือแม้แต่ผู้คนที่เกลียดชังแกทั้งหมดก็ล้วนเป็นฝีมือของเซี่ยวหาน!”

“ไม่จริง!” หญิงสาวส่ายหน้าราวกับไม่เชื่อหูตัวเองแม้ว่าตัวเธอจะรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วก็ตาม

“จริงสิ!” อวี้เม่ยยังคงกระแทกเสียงตอกย้ำ “ผู้จัดการคนสนิทของแกยังถูกฉันซื้อตัวมาแค่สิบล้านหยวน ไหนจะข่าวฉาวเสียหายที่ไร้การปกป้องจากค่ายทุกอย่างล้วนมาจากคำสั่งของเซี่ยวหานทั้งสิ้นขนาดว่าการลักพาตัวแกมาในครั้งนี้เขายังเป็นคนที่คอยให้ความช่วยเหลือเลย” หญิงวัยกลางคนเอ่ยกับนักร้องสาวด้วยแววตาเย้ยหยัน

อ้ายหลินทราบดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเซี่ยวหานตั้งใจผลักดันให้ถงเหยาเป็นนักร้องมากเพียงใด แม้เธอจะหลับหูหลับตาเชื่อฟังชายคนรักแต่ก็ใช่ว่าเธอจะดูไม่ออกว่าเขาเปลี่ยนไป

ชีวิตนักร้องของอ้ายหลินพังพินาศไม่มีชิ้นดี ส่วนชีวิตของ
ถงเหยานั้นกำลังสวยสดใส

คำเตือนจากผู้คนอันเป็นที่รักมากมายค่อยๆ หลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาในหัวของอ้ายหลิน เธอปฏิเสธความหวังดีของคนกลุ่มนั้นเพียงแค่เซี่ยวหานเอ่ยคำหวานไม่กี่คำ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอถูกชักจูงจมูกไปมาราวกับว่าเธอเป็นสุนัขแสนเชื่อง

ทั้งชื่อเสียง ทั้งเกียรติยศ ที่อาจารย์มอบให้ถูกทำลายสิ้นเพราะความโง่เขลาของตัวเธอเอง

สุดท้ายแล้วอ้ายหลินก็เป็นหมากในเกมกระดานของชายอันเป็นที่รัก เหตุใดเธอต้องไปหลงรักคนสารเลวแบบเขาด้วยหรือเป็นเพราะเธอมันยังอ่อนต่อโลกที่แสนโหดร้ายเกินไป

“อ้ายหลินแกฉลาดมากที่ปล่อยภาพเบลอของลูกสาวฉันกับเซี่ยวหานแต่แกดันฉลาดน้อยไปหน่อยที่ไม่แฉมันออกมาให้หมด อ่อ! ฉันลืมไปว่าอ้ายหลินเป็นหญิงสาวบูชาความรักแกคงคาดหวังว่าแฉเล็กน้อยเพื่อข่มขู่แล้วเซี่ยวหานคงจะกลับมารักแกเหมือนเดิมสินะ”

อวี้เม่ยจ้องมองเด็กสาวอย่างนึกสมเพช

หญิงสาวมีแววตาเหม่อลอยพลางหวนนึกไปถึงสิ่งที่เธอเคยทำเอาไว้ อ้ายหลินยอมรับว่าเธอปล่อยภาพเบลอออกไปเพื่อหวังจะข่มขู่ให้ถงเหยาเลิกกันกับเซี่ยวหานแต่เธอคิดไม่ถึงว่าแฟนหนุ่มจะใจคอเหี้ยมโหดฆ่าเธอที่เคยรักกันมาเนิ่นนานหลายปีได้ลงคอ!

ถ้อยคำหวานที่เคยกระซิบว่ารักกันเป็นแค่เพียงคำหลอกลวง..

เขาไม่เคยรักอ้ายหลินตั้งแต่แรกทุกอย่างล้วนแต่เป็นความโลภของชายคนนั้น..

“…” น้ำตาแห่งความโง่งมค่อยไหลอาบแก้มหญิงสาว

“เซี่ยวหานรักถงเหยาอย่างสุดหัวใจส่วนแกก็เป็นได้แค่สะพานที่ทำให้เขาเดินไปสู่จุดหมาย การฆ่าแกในครั้งนี้ก็เพื่อเอามากลบข่าวการทุจริตของพี่ชายฉันและก็เอามากลบข่าวของลูกสาวฉันด้วยเช่นกัน การตายของน้องสาวแห่งชาติมันช่างมีประโยชน์จริงๆ”

เสียงหัวเราะเย้ยหยันของอวี้เม่ยราวกับเป็นคมมีดที่กรีดแทงภายในใจของนักร้องสาว

“หากฉันตายฉันขอสาบานต่อฟ้าดินว่าวิญญาณของฉันจะตามจองล้างจองผลาญให้พวกแกทุกคนทุกข์ทรมานเจ็บเจียนตายร้อยเท่าพันเท่า!” หญิงสาวกล่าวออกไปด้วยสายตาแดงก่ำ

อ้ายหลินพยายามใช้พละกำลังเฮือกสุดท้ายสะบัดดีดตัวออกจากการจับกุมของชายฉกรรจ์ หญิงสาวแทบไม่หลงเหลือคราบของนักร้องแสนสวยอีกแล้ว ยามนี้เธอคล้ายกับหญิงบ้าที่กรีดร้องออกมาราวกับคนเสียสติ

เหล่าคนของอวี้เม่ยต่างรีบวิ่งกรูพากันคว้าจับร่างของนักร้องสาวเอาไว้

“ฉันจะฆ่าพวกแกทุกคน!!”

หญิงสาวตะโกนสาปแช่งออกมาเสียงดังลั่นแม้แต่ชายฉกรรจ์ที่จับร่างของเธอเอาไว้เองต่างก็นึกหวาดกลัวต่อถ้อยคำอาฆาต

“พวกแกรีบจัดการให้มันเงียบเสียงลงสิอยากให้ตำรวจแห่มาหรือไง!” คุณนายอวี้เม่ยชี้นิ้วสั่งการด้วยความหวาดกลัว

ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กถูกสอดเข้ามาปิดปากกับจมูกของอ้ายหลินเอาไว้ ร่างกายของหญิงสาวดีดดิ้นหนีสัมผัสเหม็นฉุนก่อนที่สติจะพลันดับลงไปในที่สุด

หญิงสาวสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อผิวกายของเธอสัมผัสกับน้ำเย็นเฉียบ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนพยายามกวาดสายตามองไปรอบกายอย่างสำรวจก่อนจะพบว่าที่นี่เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่เธอมักชอบมายืนเหม่อมอง

อ้ายหลินนอนหอบหายใจรวยรินอยู่ภายในรถยนต์คันหนึ่งซึ่งเธอจำได้แม่นว่ามันเป็นรถยนต์คันแรกที่เธอรักมากที่สุด

น้ำเย็นเฉียบค่อยๆ ไหลทะลักเข้ามาภายในรถยนต์พร้อมกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของหญิงสาว นักร้องสาวพยายามดึงสติของตนก่อนจะใช้กำปั้นเล็กทุบตีกระจกด้วยแรงอันน้อยนิดแต่ทว่าสุดท้ายกลับเป็นเธอที่เหนื่อยเปล่าเสียเอง

ระบบรถยนต์ถูกล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาจนแทบไม่หลงเหลือหนทางรอดให้แก่เธอแม้แต่ทางเดียว พวกมันช่างอำมหิตเหลือเกิน

“ชะ ช่วยด้วย!”

นักร้องสาวเค้นเสียงเรียกหาคนรอบตัวอย่างหวาดกลัว

หญิงสาวกำสร้อยข้อมือรูปผีเสื้อที่มารดาของเธอเคยมอบให้ไว้ด้วยความเสียใจและภาพในอดีตของผู้คนมากมายค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอราวกับเป็นภาพฉายซ้ำ

แม่ผู้แสนใจดีที่คาดหวังให้เธอมีความสุข

อาจารย์ที่ทำให้เธอได้กลายเป็นไอดอลชื่อดัง

เหล่าคนดีมากมายที่อ้ายหลินหันหลังใส่

เธอมันโง่เองที่หลงเชื่อคำหลอกลวงและคำยุแยงพวกนั้น

ในที่สุดน้ำตาของหญิงสาวก็ไหลออกมาอย่างคนโง่งมเธอทอดทิ้งคนดีมากมายเพื่อมาอยู่กับคนสารเลวอย่างเซี่ยวหาน ทั้งคนที่เธอรักและไว้ใจต่างหันหลังให้กับตัวเธอ อ้ายหลินแค่ต้องการมีชีวิตที่เธอเลือกเดินด้วยตัวเองแล้วเหตุใดชีวิตของเธอถึงได้น่าอดสูถึงเพียงนี้

รถยนต์คันหรูค่อยๆ จมดิ่งสู่ก้นแม่น้ำพร้อมกับร่างบอบบางที่ตะเกียกตะกายอย่างทุกข์ทรมาน หญิงสาวกลืนน้ำเข้าไปหลายอึกใหญ่จนในที่สุดร่างเธอก็ไม่สามารถต่อสู้กับความเหน็บหนาวนี้ได้อีก

ภาพสุดท้ายที่หญิงสาวเห็นคือภาพตอนที่เธอกำลังยืนเหม่อมองสะพานและเฝ้าตั้งคำถามกับตัวเองว่าหากถึงคราวตายเธอจะมีชะตากรรมที่ต้องตายแบบใด?

ที่แท้เธอก็มีชะตาที่ต้องตายเช่นนี้เอง..

เช้าวันถัดมาตำรวจได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีรถยนต์ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนราวสะพานตกลงไปในแม่น้ำ ซึ่งกว่าทางตำรวจจะนำรถยนต์ขึ้นมาได้ก็ต้องใช้ระยะเวลานานหลายวันเนื่องจากสภาพอากาศที่มีพายุฝน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเลขทะเบียนรถยนต์ก็ต้องพบกับความตกใจเพราะว่ามันถูกจดด้วยชื่อนักร้องสาวยอดนิยม ทางตำรวจได้นำร่างกายของผู้เสียชีวิตขึ้นมาจากน้ำด้วยสภาพน่าสังเวช

ผิวกายของนักร้องสาวเปื่อยบวมอืดจนแทบจะมองไม่ออกว่าเคยเป็นร่างของนักร้องผู้โด่งดัง ร่างกายที่เธอเฝ้าทะนุถนอมดูแลตัวเองเป็นอย่างดีบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงแม้แต่กู้ภัยเองเวลาจับร่างกายของเธอขึ้นมายังต้องระมัดระวังเพราะเกรงว่าจะทำให้ชิ้นเนื้อหลุดออก

สภาพการเสียชีวิตอย่างน่าอนาถของนักร้องสาวต่างทำให้ใครหลายคนต้องพากันส่ายหน้าหนี

นักร้องสาวเฝ้ายืนมองร่างไร้วิญญาณของตนอย่างนึกสมเพชต่อชะตาฟ้าดิน อ้ายหลินปล่อยร้องไห้โฮออกมาเสียงดังลั่นท่ามกลางผู้คนมากมายที่กำลังยืนมุงดูร่างน่ารังเกียจของเธอ

‘ฉันได้ยินมาว่าเธอเครียดจากงานและเข้าใจแฟนหนุ่มผิดเลยคิดสั้นขับรถลงสะพาน’

‘ช่วงสามสี่ปีมานี้อ้ายหลินมีข่าวเสียหายออกมาเยอะและไหนจะพวกคนที่เกลียดชังเธออีก เธออาจจะเครียดจนฆ่าตัวตายก็ได้’

‘น่าสงสารเธอจริงๆ ไม่น่าคิดสั้นฆ่าตัวตายเลย’

“ฉันไม่ได้ฆ่าตัวตาย!!”

วิญญาณสาวกรีดร้องออกมาราวจะขาดใจแต่ไม่มีใครมองเห็นเธอเลยแม้แต่คนเดียว

ท่ามกลางเสียงร้องไห้สะอื้นของอ้ายหลินเธอถูกดึงตัวมายังห้องสีขาวสะอาดแห่งหนึ่งที่ตอนนี้มีชายวัยห้าสิบปีกำลังนอนป่วยหอบหายใจรวยรินอยู่ เมื่อหญิงสาวเห็นสภาพของเขาเธอก็พลันร้องไห้อย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง

ทำไม..อาจารย์ของเธอถึงมีสภาพเช่นนี้

‘เมื่ออาจารย์ถงฟางเห็นข่าวว่าอ้ายหลินฆ่าตัวตาย เขาก็เสียใจมากจนอาการป่วยทรุดหนัก!’

‘ศิษย์รักฆ่าตัวตายทำให้อาจารย์ถงฟางเสียใจหนักถึงเพียงนี้ อ้ายหลินจะรู้มั้ยว่าการคิดสั้นของเธอทำให้อาจารย์ถงฟางทุกข์ทรมานใจมากแค่ไหน’

วิญญาณสาวยืนฟังคนกลุ่มหนึ่งพูดคุยกันด้วยแววตาเลื่อนลอย อาจารย์เป็นคนเก็บเธอมาชุบเลี้ยงดูให้กลายเป็นคนใหม่แต่เพราะความโง่เขลาของเธอที่ทำให้ตัวเองต้องมีชะตากรรมเช่นนี้ เธอช่างเป็นลูกศิษย์เนรคุณขนาดว่าตัวเองตายไปแล้วยังทำให้ผู้มีพระคุณเป็น
แบบนี้อีก

‘ฉันได้ยินมาว่าทรัพย์สินทั้งหมดของอ้ายหลินถูกตกทอดเป็นมรดกให้พ่อของเธอเรียบร้อยแล้วนะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะหน้าด้านเอาไป!’

แม้แต่ทรัพย์สมบัติที่เธอหามายังตกทอดไปเป็นของบิดา

พวกมันช่างอำมหิตกับเธอจริงๆ!

ค่ำคืนไร้จันทร์แสงหมู่ดาวพร่างพราวเปล่งประกายแสงระยิบระยับ ร่างหญิงสาวเดินโซซัดโซเซไปอย่างคนไร้จุดหมายจนเธอมาหยุดอยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่อ้ายหลินกับแม่ของเธอมักจะชอบมานั่งดูดาวตกด้วยกันทุกปี

หญิงสาวนั่งเหม่อมองผู้คนที่มีชีวิตชีวาวิ่งผ่านร่างเธอไปคนแล้วคนเล่าด้วยสายตาว่างเปล่า ผู้คนกำลังตื่นเต้นกับฝนดาวตกที่จะเกิดขึ้น ส่วนอ้ายหลินทำได้เพียงแค่กอดตัวเองร้องไห้ซ้ำไปซ้ำมาโดยที่เสียงร้องของเธอไม่อาจจะส่งไปถึงผู้คนที่มีชีวิตอยู่

เธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่กันนะ

ทำไมแม่ยังไม่มารับเธอไปอยู่ด้วยอีก

‘แม่ขานั่นฝนดาวตกแหละ!’ เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มชี้นิ้วไปยังดวงดาวที่กำลังตกลงมาเป็นสายฝน

‘อย่าลืมอธิษฐานนะลูก ฝนดาวตกเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและความสมปรารถนา’ มารดาสาวหันไปเอ่ยกับลูกสาวตัวน้อยของตน

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มีดาวตกลงมาเหมือนกับละอองฝน ตอนอ้ายหลินยังเป็นเด็กน้อยแม่ของเธอเองก็เคยสอนเรื่องอธิษฐานนี้เช่นกัน เธอเคยเฝ้าภาวนาขอให้แม่มีชีวิตที่ยืนยาวแต่ก็ไม่เคยจะสมหวังจนอ้ายหลินโตขึ้นถึงได้รู้ว่ามันก็แค่คำลวงโลก

“ถ้าหากว่าคำอธิษฐานแห่งดวงดาวมีจริงอ้ายหลินคนนี้ขอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ฉันปรารถนาจะชำระแค้นนี้ทั้งหมดอย่างสาสมไม่ว่าใครหน้าไหนฉันก็จะลากพวกมันมาลงนรกให้หมด ฉันจะทำให้พวกมันทุกข์ทรมานเจ็บเจียนตายมากกว่าฉันร้อยเท่าพันเท่า!”

สิ้นคำอธิษฐานหญิงสาวก็ได้กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง เสียงร่ำไห้จวนจะขาดใจตายของอ้ายหลินดังก้องไปทั่วทุกสารทิศแม้แต่มวลเหล่าสัตว์ป่าเองก็ยังพากันหวาดกลัว

สายลมกระโชกพัดผ่านร่างของหญิงสาวอย่างรุนแรงก่อนที่จะมีแสงสว่างวูบหนึ่งสาดซัดเข้ามายังดวงตาของอ้ายหลินราวกับว่าคำอธิษฐานของหญิงสาวได้ส่งไปถึงดวงดาวแล้ว

ร่างบอบบางคล้ายกับถูกคนดึงกระชากไปยังที่ไหนสักแห่งหนึ่งก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นเพียงความมืดมิด

++++++++++++

ตอนที่ 1 ฉันกลับมาแล้ว [Rewrite]

ตอนที่ 1

ท่ามกลางแสงแดดสาดส่องของฤดูใบไม้ผลิ

เสียงพูดคุยผสมผสานกับเสียงหัวเราะของผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลช่างทำให้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด หญิงสาวโฉมสะคราญวัยยี่สิบสี่ปีกำลังนั่งเหม่อมองไปยังกลุ่มเด็กน้อยที่วิ่งเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

องศาความงามของหญิงสาวทำให้ใครหลายคนต้องแอบมองจนเหลียวหลัง ยามนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนกะพริบเพียงหนึ่งครั้งแทบทำผู้คนหยุดกลั้นหายใจ หญิงสาวมีเส้นผมสีดำขลับยาวตกจนถึงกลางหลัง ขนตางามงอนโค้งรับกับใบหน้ารูปไข่ได้อย่างลงตัว ริมฝีปากชมพูไร้การแต่งแต้มช่างดูบริสุทธิ์ดั่งดอกไม้กำลังแย้มบาน

ช่วงหลายวันที่ผ่านมานักร้องสาวเอาแต่เก็บตัวอยู่ภายในห้องพักจนพยาบาลผู้ดูแลได้แนะนำให้เธอออกไปเดินสูดอากาศเล่น วันนี้เป็นอีกวันที่สภาพอากาศปลอดโปร่งหญิงสาวจึงถือโอกาสออกมาเดินสูดรับลมอยู่ข้างนอก

โฉมงามกอดกระชับเสื้อคุมของตัวเองแน่นก่อนจะทอดสายตายาวมองไปยังเด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่นหัวเราะอย่างร่าเริง ตอนนั้นเธอเองก็เคยวาดฝันเอาไว้ว่าอยากมีลูกเล็กสักคนเหมือนกันแต่ทว่าเมื่อเธอเผลอคิดถึงความชั่วร้ายนั้นหญิงสาวก็ได้แต่ไล่ความคิดไร้สาระออกไป

เธอได้ช่วงเวลาที่ตัวเองยังสาวกลับคืนมามีหรือที่เธอจะยอมเสียมันไปอีก!

เป็นเวลาเกือบสี่วันแล้วที่อ้ายหลินพักรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลแห่งนี้ ยามที่เธอฟื้นขึ้นมาครั้งแรกเธอนึกแปลกใจว่าใครกันช่างใจกล้าบ้าบิ่นกระโดดลงไปช่วยเธอในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก แต่แล้วความคิดของอ้ายหลินต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเมื่อเธอได้รับรู้ความจริงว่าตัวเองถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเนื่องจากถูกลอบวางยาในน้ำดื่มไม่ใช่การฆาตกรรมอย่างที่คิด

หญิงสาวสับสนมึนงงกับเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามาจนเธอได้ทบทวนความทรงจำว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งตอนเธออายุยี่สิบสี่ปี ซึ่งมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่อวี้เม่ยจะส่งคนมาจับตัวเธอเกือบสี่ปี

หมายความว่าอ้ายหลินไม่ได้ถูกช่วยจากการฆาตกรรมแต่เธอได้ย้อนอดีตกลับมา?

“นั่นน้องสาวแห่งชาติว่านอ้ายหลินนี่!” เสียงของกลุ่มญาติคนไข้รีบเอ่ยกับคู่สนทนาตน

“เมื่อวันก่อนฉันเข้าไปอ่านข่าวเธอในแอปวี่ป๋อได้ยินมาว่าเธอแสร้งเข้าโรงพยาบาลเพราะไม่อยากถ่ายรายการสตรีทแดนซ์ไอดอล” หญิงสาวคู่สนทนาเอ่ยตอบกลับเพื่อน

“เธอก็พูดเกินไปจะบอกว่าอ้ายหลินแสร้งได้ยังไงในเมื่อเราก็เห็นกันอยู่ว่าเธอสวมชุดคนไข้ ทำไมเธอต้องว่าอ้ายหลินแรงขนาดนั้นด้วย!” หญิงร่างท้วมขมวดคิ้วเอ่ยตักเตือนเพื่อนสาวไป

“ใครเขาก็รู้กันดีนั่นแหละว่าอ้ายหลินเต้นไม่เก่ง ท่าเต้นเพลงของเธอก็ออกแสนจะง่ายดายไม่รู้ว่าได้ฉายาน้องสาวแห่งชาติมาได้ยังไง”

“ถ้าเธอเต้นเก่งมากนักก็ลองไปแข่งเต้นเองสิ!” หญิงร่างท้วมเอ่ยเถียงกลับอย่างประชดประชัน

“เอ๊ะ! แล้วเธอจะมาชวนฉันทะเลาะทำไมเนี่ย” หลังจากนั้นเสียงของทั้งสองสาวก็ค่อยๆ หายไปจนลับสายตา

รายการสตรีทแดนซ์ไอดอล (Street Dance Idol) เป็นรายการแนวเต้นที่นำเหล่านักร้องไอดอลผู้หญิงมาร่วมลงแข่งขันกัน อ้ายหลินเองก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันถึงแม้ว่าตัวเธอจะจำใจทำก็ตาม

เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่เซี่ยวหานเข้ามาขอร้องให้อ้ายหลินไปรายการแข่งเต้น ตอนแรกอ้ายหลินปฏิเสธเสียงแข็งเนื่องจากเธอไม่ใช่สายนักเต้นแต่จนแล้วจนรอดแฟนหนุ่มของเธอก็สามารถโน้มน้าวให้อ้ายหลินลงแข่งขันได้

ช่วงแรกของการเตรียมตัวฝึกซ้อมโชว์ความสามารถแบบเดี่ยวอ้ายหลินถูกหัวเราะเยาะจากเพื่อนร่วมวงการว่าเพลงที่เธอเลือกมานั้นเป็นเพลงแนวสดใสที่มีท่าเต้นเหมือนกับเด็กน้อย

หลังจากนั้นกระแสซุบซิบนินทาเธอเริ่มแพร่ออกเป็นวงกว้างจนกลายเป็นหัวข้อให้ผู้คนพากันขบขัน คนภายในรายการต่างตั้งฉายาให้อ้ายหลินใหม่เป็น ‘น้องสาวแห่งชาติผู้อ่อนหัด’ จนเธออับอายแทบไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

ถ้อยคำดูถูกเหล่านั้นทำให้อ้ายหลินฝึกซ้อมตัวเองอย่างหนักและเมื่อรายการใกล้เวลาเปิดกล้องถ่ายทำก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

วันหนึ่งวันที่อ้ายหลินไปถ่ายภาพยนตร์อยู่แถวนอกเมืองแก้วน้ำของเธอถูกสับเปลี่ยนให้ผสมกับสารพิษบางอย่าง หญิงสาวอาเจียนออกมาพร้อมกับมีแผลอยู่ภายในปากจนทีมงานกองถ่ายต้องนำตัวอ้ายหลินส่งโรงพยาบาลอย่างกะทันหัน

แพทย์ได้วินิจฉัยว่าอ้ายหลินดื่มน้ำที่ผสมกับความเป็นกรดอาจจะเป็นน้ำยาล้างห้องน้ำหรือไม่ก็พวกน้ำยาซักล้าง คอเป็นหัวใจสำคัญหลักของการเป็นนักร้องอ้ายหลินไม่อยากจะคิดเลยว่าหากเธอดื่มเข้าไปเยอะชีวิตเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป

อาการบาดเจ็บของอ้ายหลินทำให้ทั้งงานภาพยนตร์ รายการบันเทิง สื่อโฆษณาต้องหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน

ช่วงเวลานี้คล้ายกับเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตไอดอลที่น่าอดสูสำหรับเธอเพราะหลังจากอ้ายหลินขอยุติการถ่ายทำงานทั้งหมดเนื่องจากปัญหาสุขภาพทีมงานภายในกองถ่ายรายการก็เริ่มนำเรื่องราวของเธอออกมาใส่สีเติมไข่กล่าวหาว่าอ้ายหลินจงใจดื่มสารพิษเพื่อที่เธอจะได้ออกจากการแข่งขัน

ที่แท้เรื่องราวทุกอย่างมันเริ่มต้นจากช่วงเวลานี้..เธอมันช่างเหมือนกับนกน้อยผู้แสนโง่เขลาทั้งที่มีคนที่รักเธออยู่ใกล้ตัวแล้วแท้ๆ เธอกลับมาวิ่งเต้นตามหาความรักของเซี่ยวหาน

อ้ายหลินก้มมองมือขาวซีดของตนพลางรู้สึกขมฝาดอยู่ในลำคอ..เธอจดจำช่วงเวลาที่ต้องยืนมองดูศพของตัวเองได้เป็นอย่างดี

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของหญิงสาวค่อยฉายแววเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวในเมื่อดวงดาวยังมีตาให้โอกาสเธอกลับมาแก้แค้นอ้ายหลินคนนี้ก็จะตอบแทนพวกมันอย่างสาสม!

“อยู่ที่นี่เองพี่ก็คิดว่าเธอหายไปไหน!” หญิงสาวผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิด

“พอดีว่าฉันออกมาสูดอากาศข้างนอกค่ะ ว่าแต่พี่เถอะฉันเข้าโรงพยาบาลมาตั้งหลายวันแล้วทำไมพึ่งจะโผล่มาละคะ” นักร้องสาวเอ่ยกับผู้จัดการส่วนตัวอย่างเย็นชา

หากลองคิดคำนวณดูให้ดีแล้วโศกนาฏกรรมในชีวิตของอ้ายหลินมันคงเริ่มต้นมาจากผู้จัดการส่วนตัว ‘ไป๋หลี่ชิ่น’ คนนี้

เมื่อครั้งอ้ายหลินยังเป็นเด็กน้อยเธอได้พบกับหลี่ชิ่นในฐานะผู้จัดการส่วนตัวที่อาจารย์ถงฟางเป็นคนหามาให้ ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นเวลาเดียวกันกับที่เธอได้รับแรงกดดันทั้งจากการสอบเข้ามหาลัยรวมไปถึงคำสบประมาทจากเพื่อนร่วมงานในวงการบันเทิง

อ้ายหลินไม่รู้วิธีรับมือคนพวกนั้นจนกลายเป็นว่าเธอด้อยค่าความสามารถของตัวเอง

ช่วงเวลาแสนยากลำบากอ้ายหลินมักจะได้หลี่ชิ่นคอยมาอยู่เคียงข้างพร้อมกับแสดงความเข้าอกเข้าใจจนเธอสามารถเปิดอกคุยกับผู้จัดการส่วนตัวได้ทุกเรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องชายคนรักอย่างเซี่ยวหาน กระทั่งวันที่อ้ายหลินทะเลาะกับอาจารย์ถงฟางครั้งใหญ่ผู้จัดการส่วนตัวเธอคนนี้ก็เป็นคนแนะนำให้เธอย้ายสังกัดไปอยู่กับเซี่ยวหาน

เด็กน้อยผู้หลงทางอย่างเธอในตอนนั้นหลงเชื่อคำยุแยงของผู้จัดการส่วนตัวจนทอดทิ้งอาจารย์ผู้คอยห่วงใย

หลี่ชิ่นถือว่าเป็นผู้จัดการคนสนิทของอ้ายหลินที่อยู่กับเธอมาเนิ่นนานหลายปี เธอคิดว่าหญิงสาวคนนี้เป็นคนที่ไว้ใจได้และเข้าอกเข้าใจเธอได้เป็นอย่างดีแต่ความจริงแล้วมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ผู้จัดการส่วนตัวของเธอถูกอวี้เม่ยซื้อตัวไปได้อย่างง่ายดาย

“ฉันมีงานของเธอที่ต้องไปจัดการน่ะสิ ทั้งเลื่อนตารางงานออกไปแล้วไหนจะโฆษณาอีกตั้งหลายตัว” หลี่ชิ่นกอดอกกล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจ

“ฉันก็เคยบอกพี่ไปแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าไม่ควรรับงานนอก” นักร้องสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

อ้ายหลินแทบไม่ทันสังเกตเลยว่าผู้จัดการส่วนตัวของเธอวางท่าทางสูงส่งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หลี่ชิ่นมักแอบรับงานนอกเหนือคำสั่งของค่ายจนหลายครั้งมันทำให้อ้ายหลินเหนื่อยล้ากับตารางงานที่อัดแน่นเต็มทุกวัน ผู้จัดการจอมโลภคนนี้ได้เงินทองของอ้ายหลินไปจำนวนไม่น้อยแต่ไม่เคยคิดสำนึกบุญคุณเธอเลยสักนิด

“อ้ายหลินเธอก็รู้ดีว่าพี่มีลูกหลายคนที่ต้องเลี้ยงดู เธอเองก็เป็นคนรักเด็กเธอต้องช่วยพี่บ้างสิ เราสองคนเปรียบเสมือนพี่น้องที่ร่วมงานกันมาหลายปีเธอจะใจร้ายกับหลานได้ลงคอเชียวหรือ” หลี่ชิ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับคนละคนกับเมื่อสักครู่จนทำเอาอ้ายหลินนึกสะอิดสะเอียน

“ใช่แล้วค่ะฉันมองพี่เป็นเหมือนพี่สาวมาโดยตลอด..” แววตาของอ้ายหลินพลันเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบ

เธอคิดว่าหลี่ชิ่นเป็นพี่สาวผู้แสนดีมาโดยตลอดแต่ทว่าหลี่ชิ่นกลับไม่เคยมองเธอเป็นน้องสาวเลยสักครั้ง ความสัมพันธ์หลายสิบปีที่ถูกซื้อด้วยเงินไม่กี่ล้านหยวนอ้ายหลินจดจำมันได้เป็นอย่างดี

“เห็นมั้ยล่ะ อ้ายหลินเราต้องเห็นใจซึ่งกันและกันสิถึงจะถูก” ถ้อยคำเห็นแก่ตัวยังพล่ามออกมาไม่หยุดปากจนนักร้องสาวต้องรีบเอ่ยแทรกขึ้น

“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็คงต้องเห็นใจฉันบ้างแล้วล่ะค่ะ ตลอดสองสามปีที่ผ่านมาฉันแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลยต่อจากนี้พี่อย่ารับงานนอกอีกนะคะเพราะฉันสุขภาพไม่ดีเหมือนแต่ก่อนแล้ว เราต้องเห็นใจซึ่งกันและกันสิคะถึงจะถูก” นักร้องสาวเอ่ยย้อนกลับไปทันที

ผู้จัดการหลี่ชิ่นชักสีหน้าอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นว่ายัยเด็กหัวอ่อนมีท่าทีไม่เหมือนกับคนที่เธอเคยรู้จัก อ้ายหลินมันไปกินยาอะไรผิดสำแดงมาถึงได้มีคำพูดคำจาเชือดเฉือนเช่นนี้

“รู้แล้วต่อไปฉันจะไม่รับงานนอกอีก!” หลี่ชิ่นบอกปัดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

ผู้จัดการสาวหรี่สายตาเล็กลงราวกับกำลังประเมินอ้ายหลินยิ่งเมื่อนึกถึงผลประโยชน์ของเธอที่กำลังจะหดหายในใจก็พลันมีโทสะ

“วันนี้ฉันจะมาบอกเธอว่าทางค่ายต้องการให้เธอถอนตัวออกจากรายการเต้น ซึ่งเรื่องนี้ฉันเองก็เห็นด้วยเหมือนกันเพราะว่าเธอเองก็กำลังป่วยอยู่อย่าได้ไปสร้างภาระให้กับทีมงานและกองถ่ายเลย” ผู้จัดการสาวเอ่ยอย่างคนเหน็บแนม

อ้ายหลินถึงกับเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ ครั้นพอเธอได้ย้อนอดีตกลับมาแล้วฟังประโยคเดิมที่พวกเขาเคยใช้เป็นข้ออ้างในการกำจัดเธอมันก็ทำให้อ้ายหลินนึกสมเพชอย่างบอกไม่ถูก ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งขอร้องอ้อนวอนให้อ้ายหลินไปออกรายการพอมาบัดนี้กลับมาเล่นแง่จะใช้เธอเป็นเครื่องมือ

เซี่ยวหานนะ..เซี่ยวหาน แค่ต้องการเดบิวต์ถงเหยาขึ้นมาเป็นศิลปินแทนอ้ายหลินถึงขนาดต้องสร้างเรื่องฉาวมาทำร้ายเธอเลยหรือ ในเมื่อน้องสาวอยากเป็นนักร้องแข่งขันเธอเสียขนาดนั้นอ้ายหลินก็ควรจะสนองให้!

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงนะคะพอดีว่าฉันโทรคุยกับโปรดิวเซอร์เสิ่นชางเอาไว้แล้ว ฉันกับเขาตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าฉันจะถ่ายรายการให้เขาต่อจนจบแน่นอน” สิ้นคำกล่าวของอ้ายหลินใบหน้าของหลี่ชิ่นก็พลันซีดเผือดทันที

“ไม่ได้!” ผู้จัดการตะโกนตอบกลับเสียงดังลั่น

“พี่หลี่ชิ่นทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วยล่ะคะ? ฉันก็แค่กลับไปถ่ายรายการที่พี่อยากให้ไปนักหนาต่อเท่านั้นเอง” ใบหน้าของอ้ายหลินยังคงเปื้อนรอยยิ้มพลางเอ่ยกับผู้จัดการสาวด้วยน้ำเสียงติดตลก

นับตั้งแต่นักร้องสาวเข้าโรงพยาบาลหลี่ชิ่นก็ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ยกเลิกคิวรายการเต้นของอ้ายหลินออกทันทีแต่เพราะหลี่ชิ่นยุ่งวุ่นวายจากการยกเลิกงานนอกของตัวเองมากไปจนเธอลืมว่าต้องยกเลิกรายการเต้นด้วย

เธอไม่คาดคิดว่านักร้องสาวจะยอมแข่งขันให้ผู้คนหัวเราะเยาะต่อ ถ้าหากว่าเบื้องบนทราบว่าเธอลืมยกเลิกคิวรายการเขาคนนั้นคงไม่เก็บเธอเอาไว้แน่

“ไหนเธอบอกว่าสุขภาพไม่ดีไงแล้วทำไมต้องไปรายการเต้นต่อ เธอเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเกลียดการเต้นและไม่อยากไปรายการนี้แล้ว” หลี่ชิ่นเอ่ยโน้มน้าวหญิงสาวอย่างรวดเร็วแต่ทว่าอ้ายหลินรีบตอบกลับทันที

“ฉันไม่ต้องการถอนตัวจากรายการนี้เพราะว่าฉันอยากเต้นต่อค่ะ พี่ก็เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอคะว่าฉันร้องเพลงได้ก็ต้องเต้นได้ให้สมกับการเป็นไอดอล” นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองผู้จัดการสาวอย่างไร้ความรู้สึกจนหลี่ชิ่นต้องลอบกลืนน้ำลายตัวเองลง

“ฉันแนะนำเพราะเป็นห่วงเธอเท่านั้นเองอ้ายหลิน ตอนนี้เรายังจับคนร้ายไม่ได้ถ้าเธอถูกวางสารพิษขึ้นมาอีกจะทำยังไง เด็กดีเดี๋ยวฉันจะโทรไปขอโทษโปรดิวเซอร์ให้เองนะ..”

“ถ้าหากว่าพี่หลี่ชิ่นยังบีบบังคับให้ฉันถอนตัวจากรายการอีก ฉันคงจะต้องพิจารณาสัญญาที่กำลังจะหมดลงในอีกไม่ช้านี้”

อีกเพียงสองเดือนเท่านั้นอ้ายหลินก็จะหมดสัญญาระหว่างฮั๋วเอนเตอร์เทนเมนท์ หากลองมันนับย้อนดูแล้วหลังจากเธอถ่ายรายการเต้นจบก็เท่ากับว่าเธอได้รับอิสระจากบริษัทปลิงดูดเลือด ถ้าเซี่ยวหานได้เห็นว่าบ่อเงินบ่อทองอย่างอ้ายหลินไม่เซ็นสัญญากับเขาต่อไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะหอบคำหวานมาให้เธออีกสักกี่คำ

แววตาของอ้ายหลินในยามนี้ช่างดูแตกต่างจากอ้ายหลินที่หลี่ชิ่นเคยรู้จักเป็นอย่างมาก โดยปกติแล้วนักร้องสาวไม่เคยปฏิเสธคำแนะนำของหลี่ชิ่นแม้แต่ครั้งเดียวและนี่ถือได้ว่าเป็นการปฏิเสธครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา

“งะ งั้นฉันจะไปบอกกับทางบริษัทให้เอง” หลี่ชิ่นมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าอ้ายหลินมีท่าทีจะไม่ต่อสัญญา

“ว่าแต่ผ่านมาหลายวันแล้วทางบริษัทยังไม่สามารถหาเบาะแสคนร้ายที่ลอบวางยาฉันได้อีกหรือคะ” หญิงสาวเอ่ยกับผู้จัดการอย่างเยียบเย็น

“เรื่องนั้นคงจะเป็นไปได้ยากเพราะที่แถวนั้นไม่ได้ติดกล้องวงจรปิดเอาไว้แถมยังเป็นกองถ่ายที่มีผู้คนเดินเข้าเดินออกมากมายเต็มไปหมด พี่คิดว่ามันคงจะเป็นไปได้ยากหากจะหาตัวของคนร้าย” หลี่ชิ่นอธิบายอย่างใจเย็น

ชาติก่อนอ้ายหลินไม่สามารถตามจับคนร้ายที่วางยาเธอได้เนื่องจากเหตุผลคนในกองถ่ายมีหลายคนอีกทั้งยังมีนักข่าวจากข้างนอกเข้ามาทำข่าว ในครั้งนี้เธอจะทำให้เรื่องทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจากเดิม ชีวิตที่สองนี้อ้ายหลินจะลากพวกมันทุกคนออกมาชดใช้ให้เธอจนหมด

แม้พวกมันจะเหลือเพียงกระดูกอ้ายหลินก็จะนำมันออกไปโปรยทิ้งในสุสานไร้ญาติ

“ทั้งที่ฉันไม่เคยทำอะไรให้ใครเจ็บช้ำเลยแท้ๆ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้มีคนมาลอบทำร้ายฉันด้วย ชีวิตของฉันลำบากตั้งแต่ยังเด็กเมื่อโตขึ้นยังต้องลำบากอีก” หญิงสาวจ้องมองผู้จัดการส่วนตัวด้วยสายตาเย็นเยียบจนชวนให้หนาวสะท้าน

ภายในใจของหลี่ชิ่นเริ่มสั่นกลัวในสิ่งที่เธอได้ทำเอาไว้ ผู้จัดการสาวพยายามคลี่รอยยิ้มออกมาให้สีหน้าของตนดูไม่มีพิรุธแต่ทว่ารอยยิ้มของเธอกลับยิ่งดูยิ่งบิดเบี้ยวไปมากกว่าเดิม

หรือว่าอ้ายหลินจะรู้แล้วว่าเธอเป็นคนสั่งให้ผู้ช่วยเป็นคนวางยามัน?

“อ้ายหลินเธออย่าได้เป็นห่วงไปเลยทางค่ายจะต้องหาตัวคนร้ายมาได้อย่างแน่นอน” ผู้จัดการสาวเอ่ยกับอ้ายหลินด้วยแววตาลุกลี้ลุกลน

ทางค่ายจะช่วยงั้นหรือ?

อ้ายหลินจำได้ดีว่าพวกเขาไม่ทำอะไรเลยด้วยซ้ำขนาดว่าเธอจะเข้าแจ้งตำรวจพวกเขายังสั่งห้ามด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องการให้อ้ายหลินเป็นข่าว หญิงสาวได้แต่หัวเราะออกมาให้กับตัวเองอย่างน่าสมเพชนี่เธอถูกชักจูงจากค่ายที่แสนเห็นแก่ตัวแบบนี้ได้อย่างไรกัน

“นั่นสินะคะ ทางค่ายจะต้องช่วยอย่างแน่นอน” หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างคนเฉยเมย

เพราะเธอใจดีกับพวกเขาเกินไปจึงปล่อยผ่านเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ แม้ว่าอ้ายหลินเกือบจะใช้เสียงไม่ได้ตลอดชีวิตพวกเขายังไม่คิดจะแยแส เซี่ยวหานช่างเป็นผู้ชายที่อำมหิตในสายตาของเขาอ้ายหลินคงเป็นเพียงหมากตัวน้อยอยู่บนกระดานธุรกิจสินะ

“ช่วงนี้เธอสุขภาพไม่ค่อยดียังคิดจะไปเต้นอีกจริงๆ น่ะหรือ” น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยของหลี่ชิ่นยังคงเอ่ยต่อ

“ฉันสัญญากับโปรดิวเซอร์เสิ่นชางเอาไว้แล้วนี่คะ หากผิดสัญญาก็เกรงว่าจะทำให้ผิดใจกันเสียเปล่าๆ อีกอย่างฉันก็ชอบเนื้อหาของการแข่งขันนี้ด้วย พี่เองก็เคยพูดนี่ว่าเป็นการออกไปพัฒนาทักษะ..จริงมั้ย?”

“งั้นก็ตามใจเธอแล้วกัน ถ้าหากว่าโดนลอบทำร้ายขึ้นมาอีกฉันจะไม่สนใจเธอแล้ว!” เมื่อหลี่ชิ่นวางแผนการโน้มน้าวนักร้องสาวไม่สำเร็จเธอจึงสะบัดก้นเดินหนีไปทันที

หญิงสาวเผยรอยยิ้มน่าสะพรึงกลัวออกมาพลางมองแผ่นหลังของเหยื่อแสนหวานที่กำลังเดินห่างออกไป อ้ายหลินหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมาก่อนจะปิดเครื่องบันทึกเสียงพร้อมกับส่งไฟล์เข้าอีเมลของเธอทันที

ถ้าหากว่าโดนลอบทำร้ายขึ้นมาอีกงั้นหรือ?

อ้ายหลินทบทวนคำพูดของผู้จัดการคนสนิทอยู่ซ้ำไปซ้ำมาก่อนที่นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจะพลันสาดประกายเย็นยะเยียบออกมาวูบหนึ่ง แผนการบางอย่างค่อยผุดเข้ามาในหัวของหญิงสาวราวกับเป็นภาพฉาย

นับว่าเทพแห่งดวงดาวยังมีตาส่งให้อ้ายหลินย้อนเวลากลับมายังจุดเริ่มต้นของความพังพินาศ..เธอจะชำระแค้นนี้อย่างสาสมเชียว!

พวกสารเลวทั้งหลายอ้ายหลินคนนี้กลับมาแล้ว..

++++++++++++++

ตอนที่ 2 Street Dance [1] [Rewrite]

ตอนที่ 2

สองอาทิตย์ถัดมา

ค่ำคืนหนึ่งบนตึกสูงใหญ่ชั้นสิบเก้าภายในสตูดิโอพื้นที่โล่งสะอาดตาถูกเนรมิตให้กลายเป็นเวทีสำหรับการเปิดตัวผู้เข้าแข่งขันรายการสตรีทแดนซ์ไอดอล ฉากเวทีการแสดงรวมไปถึงแสงไฟสปอร์ตไลฟ์ถูกเปลี่ยนเป็นสีขาวดำคล้ายกับฮิปฮอปในสมัยยุคเก้าศูนย์

ชาติก่อนหลังจากอ้ายหลินขอถอนตัวออกจากรายการเธอได้รับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด่าทอเป็นวงกว้างจากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าแอนตี้แฟน และเมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็มีกระแสข่าวฉาวของนักการเมืองมาดังกลบข่าวเสียหายของอ้ายหลินไป

กระแสโซเชียลมีเดียก็เหมือนกับพายุฝนในฤดูหนาวเมื่อผ่านเข้ามาแล้วย่อมผ่านไปอย่างรวดเร็ว

วงการบันเทิงเปรียบได้ดั่งโลกแห่งมายาเบื้องหน้าอาจดูสวยงามหากแต่เบื้องลึกลงไปสกปรกราวกับขยะเน่าเหม็น การแกร่งแย่งงานรวมไปถึงเส้นทางการต่อสู้เพื่อไปอยู่จุดสูงสุดของวงการไอดอลอ้ายหลินพบเห็นมันมามากมายจนชินตา

“คุณอ้ายหลินจะอยู่คิวลำดับสุดท้ายนะครับและอย่าลืมไปรวมตัวกันที่หลังเวทีด้วย” ทีมงานเอ่ยกับนักร้องสาวด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

“ฉันเข้าใจแล้วขอบคุณค่ะ” อ้ายหลินตอบกลับเขาเสียงเรียบเฉยจนเธอเดินผ่านร่างเขาไปนานแล้วแต่ชายหนุ่มก็ยังไม่หยุดเหลียวมอง

ปกติผู้คนมักจะจดจำภาพลักษณ์ของอ้ายหลินในรูปแบบเรียบร้อยอ่อนหวานและไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่นักที่จะได้เห็นหญิงสาวสวมชุดเซ็กซี่แนวฮิปฮอป นักร้องสาวจงใจเลือกชุดให้เหมาะสมเข้ากับสไตล์แนวเพลงด้วยชุดเกาะอกสีขาวแดง ส่วนท่อนล่างสวมเป็นกางเกงยีนเอวต่ำสีดำที่เผยให้เห็นหน้าท้องเรียบเนียน

นับว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้คนได้เห็นอีกด้านหนึ่งที่แปลกตาของเธอ

นักร้องสาวจัดได้ว่าเป็นคนที่มีผิวกายขาวซีดพอเธอได้เปิดเผยเนื้อหนังออกจึงชวนทำให้รู้สึกใจเต้นแรงอย่างน่าประหลาด เส้นผมยาวถูกปล่อยตกลงมาถึงกลางหลังก่อนจะสวมทับด้วยหมวกบักเก็ต ใบหน้าสะสวยถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนร้อนจนได้กลิ่นอายความเป็นตะวันตกที่ขับเน้นเนื้อสีผิวให้เห็นโครงหน้าชัดเจน

รายการสตรีทแดนซ์ไอดอลเป็นรายการที่จับเอาเหล่านักร้องไอดอลมากความสามารถเข้ามาแข่งขันกัน โดยการเข้าร่วมแข่งขันอาจจะเป็นสมาชิกของวงเกิร์ลกรุปวงใดวงหนึ่งรวมไปถึงไอดอลนักร้องแบบเดี่ยวอย่างอ้ายหลิน ซึ่งการแข่งขันนี้คล้ายกับเป็นการจับเอาตัวหลักสายแดนซ์ออกมาสร้างชื่อเสียงหรือแม้แต่เป็นการโปรโมตตัวเองไปในตัว

อ้ายหลินในวัยยี่สิบสี่ปีชาติก่อนไม่ถึงกับเรียกว่าตัวเองเต้นเก่งหากแต่เรียกว่าพอเต้นได้สำหรับไอดอลคนหนึ่งน่าจะดีกว่า โดยส่วนตัวเธอมองว่าการเต้นแนวสตรีทแดนซ์มีความแตกต่างจากการเต้นแบบไอดอล จริงอยู่ว่าอาจจะเป็นการเต้นที่ดูเหมือนหรือคล้ายกันแต่สตรีทแดนซ์จำเป็นต้องอาศัยทักษะและเทคนิคหลายอย่างเข้ามาฝึกฝน

การเต้นแนวสตรีทแดนซ์ให้ดีไม่ใช่เรื่องยากหรือง่ายเกินไปเสียทีเดียวแต่อาจจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วง ซึ่งชาติก่อนหลังจากอ้ายหลินได้รับคำสบประมาทจากผู้คนมากมายเธอจึงลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการฝึกซ้อมเต้นเพื่อเอาชนะคำดูถูกของคนเหล่านั้น

ในปีนี้รายการสตรีทแดนซ์ไอดอลจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนในปีถัดไปทางช่องได้จัดให้มีการแข่งขันขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งอ้ายหลินที่มีความแค้นฝังลึกกับรายการนี้เธอจึงลงเข้าแข่งขันอีกครั้งอย่างไม่ลังเลและได้คว้าแชมป์เป็นที่หนึ่งของรายการในซีซั่นสอง

“ว้าว! นึกว่าใครที่แท้ก็น้องสาวแห่งชาติผู้อ่อนหัด”

ร่างหญิงสาวในชุดรัดรูปคนหนึ่งเดินแทรกกายเข้ามาดักหน้าของอ้ายหลินเอาไว้ นักร้องสาวปรายตามองคนตรงหน้าด้วยแววตาว่างเปล่าก่อนจะเดินผ่านร่างเธอไปราวกับว่าผู้มาใหม่เป็นเพียงอากาศ

“อ้ายหลินแกกล้าเมินฉันเหรอ!” หลัวอวิ้นรั่วกัดฟันกรอดพลางกระทืบเท้าอย่างโมโห

หลัวอวิ้นรั่วเป็นศิลปินเดี่ยวที่เดบิวต์มาทีหลังอ้ายหลินประมาณสองสามปี หญิงสาวคนนี้ชอบปฏิบัติตัวหยาบคายต่อหน้าอ้ายหลินราวกับว่าเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ไม่ว่าอ้ายหลินจะไปปรากฏตัวในรายการวาไรตี้ไหนหญิงสาวคนนี้ก็มักจะติดสอยห้อยตามเธอไปด้วยเสมอ

ตอนแรกเธอเองก็นึกสงสัยเช่นกันว่าทำไมอวิ้นรั่วถึงได้ดูจงเกลียดจงชังเธอนักจนกระทั่งเธอได้มาทราบทีหลังว่าอวิ้นรั่วแอบมีใจให้กับเซี่ยวหานตั้งแต่เด็ก และพอมีข่าวหลุดออกไปว่าอ้ายหลินกำลังแอบซุ่มคบหาดูใจกับเซี่ยวหานเมื่อปีก่อนอวิ้นรั่วจึงเริ่มทำท่าทางเกลียดชังอ้ายหลินขึ้นมา

อ้ายหลินเมินเฉยต่อการกระทำหยาบกระด้างของอีกฝ่ายอย่างไม่สนใจก่อนจะเดินไปนั่งรวมตัวกันกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่น อวิ้นรั่วที่เห็นท่าทางไม่ใส่ใจของไอดอลสาวก็ได้แต่ส่งสายตาอาฆาตแค้นไปทางอ้ายหลินพร้อมกับเดินกระทืบเท้ากลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง

หากว่าเป็นอ้ายหลินคนก่อนเธอคงหลุดปะทะฝีปากกับอวิ้นรั่วไปนานแล้วแต่ทว่าตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กน้อยผู้อ่อนหัดคนนั้น ประสบการณ์ในวงการไอดอลสั่งสอนให้อ้ายหลินรู้จักประหยัดถ้อยคำและไม่ควรให้ค่ากับผู้คนที่เกลียดชังเพราะการกระทำเหล่านั้นเป็นเหมือนกับกระจกเงาที่สะท้อนไปยังตัวพวกเขาเอง

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อว่าจางเจียวมิ่งมาจากวงซิคทูซิค..คือฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของคุณอ้ายหลินนะคะ” หญิงสาวที่นั่งข้างอ้ายหลินหันมาทักทายเธออย่างตื่นเต้น

“ขอบคุณค่ะ ฉันชื่ออ้ายหลินเป็นศิลปินเดี่ยวนะคะ” อ้ายหลินแนะนำตัวเธอด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง

หลังนัดพบคุยงานกันในครั้งก่อนอ้ายหลินแทบไม่ค่อยได้ทำความรู้จักกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นเท่าไหร่นักนั่นจึงทำให้เธอไม่มีเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษา อ้ายหลินเฝ้าครุ่นคิดชื่อวงของเจียวมิ่งภายในความทรงจำอยู่นานแต่คิดเท่าไหร่เธอก็คิดไม่ออก

“วงของฉันเป็นวงที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงค่ะ” เจียวมิ่งยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย ซึ่งอ้ายหลินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและรู้ดีว่าวงการนักร้องไอดอลโหดร้ายเพียงใด

ชีวิตไอดอลหลังจากได้เดบิวต์ออกมาเป็นศิลปินใช่ว่าจะสวยงามสดใสอย่างที่ใครคิด การได้เดบิวต์ออกมาเป็นศิลปินนั่นถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็นแต่การที่จะทำให้ตัวเองโด่งดังนั้นยากเย็นยิ่งกว่า ชื่อเสียงจะเป็นตัวชี้วัดว่าควรมีสิทธิ์อยู่ในวงการนี้ต่อได้หรือไม่

ตลอดหลายปีที่อ้ายหลินอยู่ในวงการเพลงเธอได้พบเห็นไอดอลวงน้องใหม่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดและจากไปในเวลาเดียวกัน เบื้องหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแสนสดใสแต่เบื้องหลังมาพร้อมกับการแข่งขัน

“หลังจากเสร็จงานคืนนี้ฉันจะกลับไปฟังเพลงของคุณนะคะ” อ้ายหลินเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนดวงดาวนี้เช่นกัน

“ขอบคุณค่ะ” เจียวมิ่งยิ้มรับอย่างใสซื่อพลางคิดว่าคืนนี้เธอจะกลับไปบอกกับน้องในวงว่าเธอได้พูดคุยกับน้องสาวแห่งชาติแล้ว

“เหอะ! คนห่วยแตกก็มักจะคบคนห่วยแตกเหมือนกันสินะ!” อวิ้นรั่วมองมายังอ้ายหลินด้วยแววตาเย้ยหยัน

“ก็ดีกว่าคบคนปากเหม็นแล้วกัน” หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบดูทรงพลังจนบางคนถึงกับส่งสายตานับถือ

เจียวมิ่งแอบลอบมองใบหน้าของอ้ายหลินอย่างนึกชื่นชมเพราะเป็นที่รู้กันดีในรายการแข่งขันว่าอวิ้นรั่วมีอิทธิพลในวงการบันเทิงซึ่งไม่ควรเข้าไปมีเรื่องด้วย แต่สำหรับน้องสาวแห่งชาติไม่ใช่อย่างนั้นเนื่องจากเธอมาพร้อมชื่อเสียงและฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นจนสามารถปะทะฝีปากกับใครก็ย่อมได้

“อ้ายหลิน!” อวิ้นรั่วตวาดออกมาเสียงดัง

“คุณอวิ้นรั่วเตรียมตัวขึ้นเวทีการแสดงได้แล้วครับ” เสียงทีมงานรายการเอ่ยแทรกขึ้นมาท่ามกลางสงครามประสาท

“ระวังเงาหัวของเธอไว้เถอะ รายการนี้มันไม่ใช่ที่สำหรับเธอ!” อวิ้นรั่วกัดฟันกรอดมองหน้าของอ้ายหลินอย่างนึกเกลียดชัง

น้องสาวแห่งชาติไม่ได้ตอบกลับไปหากแต่เธอกลับมาโฟกัสที่สมาธิตัวเองต่อ อ้ายหลินไม่อยากเสวนากับคนไร้สมองอย่างอวิ้นรั่วให้เสียเวลาเปล่าเพราะเธอรู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์ พวกคนโง่ที่ชอบใช้อารมณ์สักวันจะตายด้วยคมดาบของคนเสแสร้ง

การแสดงเต้นแนะนำผู้เข้าแข่งขันในค่ำคืนนี้จะถูกถ่ายทอดสดออกไปให้คนทั่วประเทศได้รับชมกันโดยทางรายการได้เชิญเหล่านักเต้นที่มีชื่อเสียงจากทั่วทุกมุมโลกมาเป็นคณะกรรมการแข่งขัน หากอ้ายหลินจำไม่ผิดพลาดคืนนี้จะมีกรรมการรับเชิญมาสามคน

คนแรกนามว่า ‘ซ่งมินยอง’ นักออกแบบท่าเต้นให้กับศิลปินระดับโลกหลายท่าน ส่วนคนที่สองนามว่า ‘หวังซีลีน’ นักเต้นสายสตรีทที่เติบโตในประเทศฝั่งตะวันตกก่อนจะย้ายกลับมาเป็นนักเต้นมืออาชีพที่ประเทศบ้านเกิด

คนสุดท้าย ‘ลีไคล์’ เป็นผู้เชี่ยวชาญนักออกแบบท่าเต้นโครรีโอกราฟ (Choreograph) หรือการออกแบบท่าเต้นที่คิดค้นผ่านความหมายอารมณ์ของเพลง พวกเขาถูกเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการเต้นด้วยรางวัลการันตรีระดับโลกมากมาย

รายการจงใจเชิญพยัคฆ์ร้ายแห่งวงการเต้นเพื่อมาฆ่าไอดอล

อ้ายหลินจำได้แม่นว่าสี่ปีต่อมาโปรดิวเซอร์รายการอย่างเสิ่นชางให้สัมภาษณ์ถึงความสำเร็จของเขาว่าเขามีอคติกับเหล่าไอดอลนักร้องหน้าตาดี ชายหนุ่มมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้หาเงินได้จากการขายความสวยงามซึ่งไม่สมควรเรียกตัวเองว่าไอดอล

หลังจากบทสัมภาษณ์ถูกปล่อยออกไปเสิ่นชางได้ถูกกลุ่มแฟนคลับโจมตีใส่อย่างหนักแต่ทว่าเขากลับไม่สนใจพร้อมกับโพสต์วี่ป๋อตอกย้ำอีกว่าเขาจงใจเชิญปรมาจารย์การเต้นมาเป็นกรรมการและถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศก็เพื่อให้คนทั้งโลกรู้ว่าไอดอลไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น

เขาเป็นผู้ชายที่มีทัศนคติดูถูกความพยายามของคนอื่นและเธอเกลียดชังคนแบบนี้เป็นที่สุด!

อ้ายหลินนั่งผ่อนลมหายใจทำสมาธิกับตัวเองโดยมีไอดอลคนแล้วคนเล่าขึ้นไปและลงมาพร้อมกับคราบของน้ำตา รายการนี้ไม่ต่างอะไรกับการพาไอดอลออกมาเชือดให้ประชาชนทางบ้านได้เห็น มีไอดอลมากมายถูกใช้เป็นเหยื่อในการเรียกกระแสจนชีวิตของบางคนแทบพังพินาศ

หมอนี่มันชักจะดูถูกกันจนเธอไม่สบอารมณ์เลยแฮะ

“คุณอ้ายหลินพร้อมนะครับ” ทีมงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะผายมือไปยังเวทีถ่ายทอดสด

“สาวๆ พวกเรามารอดูน้องสาวอ่อนหัดเต้นกันเถอะ!” เสียงเหน็บแนมของอวิ้นรั่วเอ่ยขึ้น

นักร้องสาวมีสายตาว่างเปล่าไม่ได้ตอบโต้และแสร้งยืนนิ่งเฉยให้ผู้คนภายนอกเป็นคนตัดสินใจกันเอง การสงวนคำพูดของวงการบันเทิงถือว่าเป็นพื้นฐานอีกอย่างหนึ่งที่ควรมีและยิ่งเป็นบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงมากยิ่งต้องรักษาภาพลักษณ์เอาไว้

โลกแห่งวงการมายามักจะถูกโบยตีจากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าชาวเน็ต

“ฉันพร้อมแล้วค่ะ” นักร้องสาวพยักหน้ารับอย่างแน่วแน่ก่อนจะเดินขึ้นไปบนเวทีการแสดง

อ้ายหลินยิ้มกว้างโบกมือทักทายเหล่าแฟนคลับของเธอในห้องส่งเล็กน้อยก่อนจะจัดท่าทางตัวเองเพื่อรอเวลาที่กล้องตัดภาพเข้ามายังรายการแข่งขัน นัยน์ตาสีน้ำตาลแสนหวานที่เคยประกายอ่อนโยนให้กับกลุ่มแฟนคลับพลันสว่างวาบขึ้นเมื่อเสียงเพลงดัง

Keep the Smile On! (ยิ้มเข้าไว้)

Life isn’ t perfect. But my Hair is! (ชีวิตมันไม่เพอร์เฟกต์แต่เส้นผมของฉันต้องเพอร์เฟกต์!)

Today’ s the best kind of day. (วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุด)

ทันทีที่เสียงเพลงดังขึ้นเหล่าผู้ชมภายในห้องส่งต่างมีหัวใจเต้นแรงพลางประหลาดใจกับเสน่ห์ที่เปลี่ยนไปของน้องสาวแห่งชาติ เพลงหวานน่ารักถูกดัดแปลงให้กลายเป็นท่อนแร๊พแนวอเมริกันสไตล์โดยมาพร้อมกับสายตาเย้ยหยันที่นักร้องสาวมองไปยังกรรมการ

จังหวะดนตรีถูกปรับให้เป็นเสียงสแครชแผ่นคล้ายกับเพลง
ที่วัยรุ่นชอบเปิดเต้นกันตามท้องถนนในยุคเก้าศูนย์ สตรีทแดนซ์เป็นแนวการเต้นที่เน้นเสน่ห์อันแสนเร้าใจ แข็งแรง หนักแน่น มั่นคง โดยได้นำแนวการเต้นจากทั่วโลกมาผสมผสานเข้าด้วยกันจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อ้ายหลินขยับสรีระร่างกายของตนผ่อนหนักบ้างผ่อนเบาบ้างสลับกันหากแต่ไม่ลืมความมั่นคงของฝีเท้า เธอมีร่างกายที่สวยงามและถูกยืดใช้งานอยู่เป็นประจำ ซึ่งเธอต้องขอขอบคุณความร่ำรวยสมัยเด็กที่ทำให้ตัวเองได้เรียนเต้นบัลเล่ต์และถูกยืดกล้ามเนื้อมาจนถึงอายุสิบสามปี

หลังจากอ้ายหลินออกจากโรงพยาบาลเธอก็ได้เริ่มฝึกควบคุมลมหายใจรวมไปถึงการควบคุมกล้ามเนื้อยามขยับร่างกาย แม้
อ้ายหลินจะยังไม่สามารถจัดการคุมกล้ามเนื้อกายได้เต็มที่แต่ยังถือว่าทำออกมาได้ดี

ตึก! ตึก!

หญิงสาวใช้เท้ากระทืบพื้นเป็นจังหวะสองครั้งก่อนที่เพลงจะเปลี่ยนเข้าไปสู่จังหวะเวอร์ชันรีมิกซ์ที่อ้ายหลินแต่งขึ้นมาใหม่เองเกือบทั้งหมด แววตาจากที่เคยอ่อนหวานบัดนี้หายสิ้นเหลือเพียงหญิงสาวสุดเจ๋งจนโปรดิวเซอร์รายการเสิ่นชางถึงกลับต้องสั่งให้กล้องซูมเข้าไปยังใบหน้าของนักร้องสาวใกล้ๆ

Happiness is a new lipstick. (ความสุขก็คือลิปสติกแท่งใหม่นั่นล่ะ)

Life isn’ t perfect but your outfit can be (ชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ชุดของคุณเป๊ะได้)

The happiest girls always have the prettiest nails. (ผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดมักจะมีเล็บที่สวยที่สุดเสมอ)

ผู้ชมภายในห้องส่งต่างอ้าปากค้างบางคนที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับของอ้ายหลินเองก็ยังกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง หญิงสาวสลัดคราบความสวยงามการเป็นไอดอลออกไปจนหมดสิ้นหลงเหลือเพียงสตรีทแดนซ์บนเวที

อ้ายหลินจัดการใช้เทคนิคที่เธอเคยได้เรียนในอดีตออกมาอย่างสุดความสามารถจนกระทั่งท่อนสุดท้ายของเพลงใกล้มาถึง นักร้องสาวเหยียดรอยยิ้มออกมาอย่างยั่วยวนก่อนจะเดินหันหลังให้กล้องและปิดท้ายด้วยการตบก้นตัวเองไปหนึ่งที

“กรี้ด! อ้ายหลินฮอตเกินไปแล้ว!”

“คืนนี้ฉันจะไปเซฟคลิป ฉันต้องไปเซฟคลิปเก็บ!”

เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของผู้ชมในห้องส่งทำให้หญิงสาวที่รู้สึกเหนื่อยหอบยิ้มกว้างออกมาให้กับพวกเขา เธอเฝ้าใช้เวลาฝึกฝนร่างกายของตัวเองใหม่เกือบสองอาทิตย์นับว่ายังไม่สูญเปล่า

ความคิดเห็นที่ 305k เง็กเซียนฮ่องเต้เถอะ! ใครหน้าไหนบังอาจบอกว่าอ้ายหลินเต้นไม่เก่งวะ!

ความคิดเห็นที่ 475k ฉันกำลังจะตาย คุณเปลี่ยนเพลงน่ารักให้กลายเป็นฮิปฮอปได้ยังไง!

ความคิดเห็นที่ 551k นั่นใช่อ้ายหลินผู้อ่อนโยนของเราหรือเปล่า?

ความคิดเห็นที่ 997k พี่สาวคุณกินอะไรเข้าไปทำไมถึงได้เต้นโหดสะบัดแบบนี้!

เหล่ากรรมการที่ตั้งหน้าตั้งตารอดูการแสดงของไอดอลน้องสาวแห่งชาติต่างมีสีหน้าพึงพอใจเช่นเดียวกัน พวกเขาได้เห็นเทคนิคบางอย่างที่หญิงสาวนำมาผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัวจนนึกแปลกใจว่าเธอเป็นนักร้องคนเดียวกันกับที่อยู่ในข่าวลือจริงหรือ?

“คุณอ้ายหลินผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณเป็นคนเดียวกันกับน้องสาวแห่งชาติคนนั้น!” พิธีกรดำเนินรายการอย่างไป๋หนิงเดินเข้ามาพร้อมกับปรบมือไม่หยุด

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันไปหากรรมการเพื่อรอฟังความคิดเห็นจากพวกเขา

ชาติก่อนหลังจากอ้ายหลินขอถอนตัวออกจากรายการเธอได้รับคำวิจารณ์อย่างหนักจนเธอทุ่มใช้เงินจำนวนมหาศาลจ้างหวังซีลีนให้มาเป็นครูฝึกสอนการเต้นให้กับตน

“คุณอ้ายหลินคงจะเป็นคนเดียวในรายการที่สลัดความเป็นไอดอลออกไปจากตัวได้จนหมด ฉันขอถามได้มั้ยคะว่าใครเป็นคนสอนคุณเต้นท่าวิลลี่เบานซ์ให้แก่คุณ” หวังซีลีนเอ่ยถามหญิงสาวอย่างสงสัย

หากจะให้ตอบตามความเป็นจริงอ้ายหลินก็อยากจะตอบกลับไปว่าเป็นคุณที่สอนฉันแต่ในความเป็นจริงคงจะตอบเช่นนั้นไม่ได้เพราะอ้ายหลินในวัยยี่สิบสี่ปียังไม่เคยพบกับซีลีนเลยสักครั้ง

ท่าเต้นวิลลี่เบานซ์ (Willie Bounce) เป็นการเต้นดั้งเดิมที่มักแสดงร่วมกับดนตรีป๊อปโดยจะใช้ท่าทางที่เด้งขึ้นลงตามจังหวะและจำเป็นต้องควบคุมให้ไหล่ไหลไปฝั่งตรงข้ามกับขา อ้ายหลินใช้ท่าเต้นผสมผสานเข้ากับจังหวะเพลงช่วงรีมิกซ์ที่เธอเป็นคนนั่งหลังขดหลังแข็งแต่งมันขึ้นมาใหม่

“ฉันดูมาจากอินเทอร์เน็ตและฝึกบ่อยๆ เอาค่ะ” หญิงสาวตอบปัดไปจนซีลีนถึงกับร้องว้าวออกมา

“คุณเต้นได้แข็งแรงและมั่นคงมาก เรื่องที่ฉันเคยได้ยินมาว่าคุณเต้นไม่เก่งคงเป็นข่าวเท็จใช่มั้ยคะ เพราะเท่าที่เห็นจากคุณนำสไตล์การเต้นหลายแบบมาผสมเข้ากันคุณคงมีพื้นฐานมาไม่น้อย” นักเต้นสาวยิ้มกว้างราวกับว่าเธอเจอเพชรเม็ดงาม

“ฉันพอมีความรู้นิดหน่อยและนำมันเข้ามาปรับใช้เท่านั้นเองค่ะ” นักร้องสาวเอ่ยอย่างถ่อมตัว

“ผมว่าไม่นิดหน่อยแล้วนะครับถึงขนาดทำให้ซีลีนเอ่ยชมท่าวิลลี่เบานซ์ได้ขนาดนี้” ซ่งมินยองเอ่ยออกมาอย่างแซวๆ พลางยกนิ้วโป้งให้กับนักร้องสาว

เมื่ออ้ายหลินพูดคุยกับกรรมการพอเป็นพิธีเสร็จหญิงสาวก็ได้ก้าวเดินลงมาจากเวทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“อ้ายหลินคุณเจ๋งมากเลย! ฉันนึกว่าคุณเป็นสาวอเมริกันเกิร์ลไปแล้ว” เจียวมิ่งเอ่ยอย่างชื่นชมพร้อมกับกุมหัวใจของตัวเองเอาไว้

“ขอบคุณนะ” อ้ายหลินหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างมีความสุขเพราะค่ำคืนนี้คงมีคนหน้าแตกไปจำนวนไม่น้อย

เหล่าไอดอลที่ถูกเชิญให้มาร่วมการแข่งขันต่างมีสีหน้ามืดครึ้ม พวกเธอต่างเฝ้ารอดูว่าจะได้เห็นฉากเด็ดที่น้องสาวแห่งชาติถูกตำหนิแต่คาดไม่ถึงว่านอกจากจะไร้คำตำหนิแล้วอ้ายหลินยังสามารถกอบโกยคำชื่นชมจากกรรมการได้อีกมากมาย

นักร้องสาวปรายตามองอวิ้นรั่วอย่างเย้ยหยันก่อนจะเดินผ่านร่างของเธอไปราวกับเป็นอากาศ พออ้ายหลินได้ผ่านการใช้ชีวิตในวงการบันเทิงมาแล้วชาติหนึ่งเธอก็ตระหนักได้ว่าเราไม่ควรประมาท

การที่อวิ้นรั่วดูถูกอ้ายหลินออกนอกหน้าในค่ำคืนนี้ก็เหมือนกับตราบาปของคำพูดที่กำลังย้อนรอยกลับไปทำร้ายตัวเธอเอง

อ่า..การได้กลับมาเกิดใหม่ในครั้งนี้มันช่างหอมหวานเหลือเกิน

+++++++++++

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
0
0