Next Chapter LINE ประเทศไทย เสริมแกร่ง SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
เป็นอีกหนึ่งดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดบ้านเรา สำหรับ “LINE-ไลน์” หากพิจารณาจากจำนวนผู้ใช้บริการกว่า 54 ล้านรายแล้ว (ณ มิ.ย. 2566) ซึ่งเติบโตอย่างมากในช่วงโควิดที่ผ่านมา เรียกได้ว่าคนไทยที่มีมือถือแทบจะทั้งหมดต่างมี “ไลน์ แอ็กเคานต์” ไม่เฉพาะบริการเบสิกอย่าง “แชต” เพราะไลน์ขยับขยายบริการไปมากมาย ทั้งด้านคอนเทนต์, อีคอมเมิร์ซ, โลจิสติกส์ เป็นต้น
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย ผู้นำที่นำพาองค์กรฝ่าวิกฤตโควิด-19 จนเติบโตอย่างโดดเด่น ที่ได้มาเปิดมุมมองว่า LINE ก็ไม่ได้สำเร็จทุกอย่าง มีบ้างที่ต้องพับเก็บล้มเลิกโครงการไปก็มี
รวมถึงเป้าหมายที่ต้องการจะให้เป็นดิจิทัล แพลตฟอร์ม ที่เติมเต็มความต้องการของผู้ใช้ ทุกวันทุกเวลา 24 ชั่วโมง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้ มาจากนโยบาย “Hyper Localization” ที่ให้อำนาจผู้บริหารในท้องถิ่นพัฒนาโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรม และความต้องการในประเทศนั้น ๆ ได้อย่างเต็มที่
Q : เป็นซีอีโอก่อนโควิดไม่นาน
เดือน ก.ค.ปีนี้ ก็รับหน้าที่นี้มาแล้ว 4 ปี เรียกว่ามาถึงก็เจอสถานการณ์ยากเลย คือโควิด-19 ซึ่งตอนแรกทุกคนต่างกังวล เราก็กังวลว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร แต่กลายเป็นว่าดี ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเติบโตล้อกันไปกับกราฟประชากรของประเทศไทย ฐานคนใช้เราขยับจาก 44 ล้านคน เป็น 54 ล้าน ในช่วงโควิด สะท้อนว่าคนไทยค่อนข้างให้ความเชื่อมั่นกับระบบของ LINE
จากที่เริ่มจากระบบแชต ตอนนี้เราทำอะไรได้เยอะมาก จ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าทางด่วน ก็ได้แล้ว
ตอนผมเข้ามา อยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจ ว่าจะเอาฟีเจอร์อะไรไปต่อ หรือทำอะไรใหม่ ๆ เพราะ LINE มีฟีเจอร์เสริมมาเยอะมาก บางโปรดักต์เติบโตดีมาก เช่น LINE TV หรือ LINE Jobs คนใช้ก็ชอบ ยอดในแง่การใช้เติบโต แต่การเติบโตของผู้ใช้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมองถึงโมเดลธุรกิจด้วย ว่าตอบโจทย์แค่ไหน ถ้าไปไม่ได้ก็ต้องตัดสินใจพับโครงการไปก่อน LINE TV เป็นหนึ่งในนั้น ทำมาแล้วมีคอนเทนต์ดี ๆ มากมาย แต่ก็ต้องพับเก็บไว้ หวังว่าสักวันจะนำกลับมาได้
นอกจากนี้ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Hyper Localization ทำให้การคิด และสร้างฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของเรา คำนึงถึงผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่ ฟีเจอร์หรือบริการบางอย่างในไทยก็เกิดจากประเทศไทย เช่น ไลน์แมน ซึ่งต่อมา spin off ออกไปแล้ว ต่างจาก กลายเป็นสตาร์ตอัพยูนิคอร์น
หรืออย่างการเสี่ยงเซียมซีบน LINE ก็มีที่ไทยก่อน ตอนนี้ไต้หวันก็สนใจ คิดว่าจะนำไปใช้บริการบ้าง เพราะน่าจะตอบโจทย์ผู้ใช้งานในประเทศเขาด้วย
Q : อะไรคือ เนกซ์สเต็ปของไลน์
ตอนเรามีคนใช้ 44 ล้าน ก็คิดว่าเยอะแล้ว แต่พอมีโควิด ขยับขึ้นมาเป็น 54 ล้านคน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในระบบในบริการของเรา โจทย์ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้คนอยู่กับบริการเรานานขึ้น ทุกวันนี้คนใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเฉลี่ยวันละ 200 นาที ในจำนวนนี้อยู่กับไลน์กว่า 1 ชั่วโมง เราจะทำยังไงที่จะให้เขาอยู่นานขึ้นกว่านี้อีก เพราะการเติบโตของผู้ใช้ จะสุดเพดานในไทยแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องโฟกัสอีกมาก อย่างแรกคือ เพิ่มระยะเวลาการใช้งานบนแพลตฟอร์ม
อย่างที่สอง โฟกัสอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ไม่ได้นิยามเอสเอ็มอีแบบเดิม เพราะเดี๋ยวนี้มีมือถือเครื่องเดียวก็ทำธุรกิจได้แล้ว ดังนั้นเอสเอ็มอีของเราจึงมากว่า 2-3 ล้านราย
ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียน LINE Official Account (LINE OA) ใช้สำหรับค้าขาย มี 5-6 ล้านรายแล้ว คนกลุ่มนี้ไม่ต้องมีเครื่องจักร ไม่ต้องมีฐานการผลิต แต่มีฐานผู้ติดตามที่สามารถไปหาสินค้ามาทีหลังได้
อย่างที่ 3 อยากขยายการบริการเข้าไปในบริการสาธารณะ นำระบบ นำโครงสร้างพื้นฐานของเราไปช่วยภาครัฐในการให้บริการประชาชนได้มากขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนไทยใช้ LINE แทบจะทั้งประเทศ นั่นเป็นสิ่งที่เราช่วยอำนวยความสะดวกได้ ทุกวันนี้บริการภาครัฐหลายอย่างมี LINE เข้าไปเชื่อม อย่างการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าทางด่วน ขอใบรับรองจากหมอพร้อม และอื่น ๆ
เราอยากมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย
Q : การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
ผมคิดว่า LINE เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่สามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้ เพราะเรามีคนใช้อยู่ 50 กว่าล้านคน ซึ่งเป็นคนที่พร้อมจะซื้อสินค้า มีผู้เห็นโฆษณาอยู่ 50 กว่าล้านคน มีผู้ขายที่ทุกวันนี้อยู่บน LINE MAN และ LINE SHOPPING น่าจะเกิน 1 ล้านคน ถือว่ามีอีโคซิสเต็มที่ครบแล้ว
แต่โจทย์ใหญ่คือจะผลักดันให้เกิดการเติบโตมากขึ้นอย่างไร ซึ่งปัจจัยสำคัญคือการพยายามลดต้นทุน เพื่อให้รายเล็กอยู่รอดในช่วงแรก อย่าง LINE BK ก็พยายามดูว่าจะมีวิธีใดบ้างที่เราจะสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการใช้เงินทุน แต่ไม่สามารถกู้เงินได้ในระบบเดิม ซึ่งเราก็พยายามอยู่เรื่อย ๆ ว่าคนกลุ่มนี้ต้องการอะไรอีก เพราะว่าธุรกิจใหญ่ ๆ สามารถครองตลาดได้ด้วย Economy of Scale หรือการผลิตในปริมาณมาก แต่ใช้ต้นทุนน้อย เราพยายามช่วยให้รายเล็กอยู่ได้ ไม่ต้องถึงกับล้มรายใหญ่ แต่สามารถเป็นส่วนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้าง GDP ให้กับประเทศได้ก็พอ
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องร่วมมือกับภาคเอกชนมากขึ้น และไม่เล่นบทเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตและช่วยให้ภาคเอกชนทำธุรกิจได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลในหลาย ๆ ด้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ในประเทศ หรือแม้แต่การจัดเก็บภาษีก็ตาม