หลินซานซานทะลุมิติไปใช้หนี้รัก
ข้อมูลเบื้องต้น
หลินซานซานทะลุมิติไปใช้หนี้รัก
จากลูกสาวเศรษฐีในยุค 2,000 ทั้งสวยรวย ต้องทะลุมิติไปในโลกที่ไม่รู้จัก และกลายมาเป็นคุณหนูอ่อนแอไร้ค่าที่ต้องหนีตายจากนักฆ่าที่มารดาเลี้ยงส่งมา ทั้งเธอยังเสียความบริสุทธิ์ตั้งแต่วันแรกที่ทะลุมิติมา หลินซานซานที่เป็นคุณหนูลูกเศรษฐี มีกินมีใช้โดยที่ไม่ต้องเดือดร้อนไปสามชาติจะมีชีวิตเช่นไรกับโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้
และเขาจะตามหานางเจอด้วยเบาะแสเพียงกลิ่นกายได้อย่างไร
แนะนำตระกูลหลิน
หลินจื่อเชียน เสนาบดีกรมพิธีการ ขุนนางฝ่ายบุ๋นของแคว้นเฉิน ไม่ค่อยสนใจหลังจวน ยึดติดกับอำนาจ
หลินเหวินซวน คุณชายใหญ่ตระกูลหลินที่เกิดจากภรรยาเอกซ่งซีซวน ขาดการติดต่อไปนานถึง 5 ปี ทุกคนทราบเพียงว่าเขาไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาแห่งหนึ่งในเขตรอยต่อของสี่แคว้น
หลินซานซาน คุณหนูรองตระกูลหลินที่เกิดจากภรรยาเอกซ่งซีซวน เป็นสตรีอ่อนแอไร้ค่า ไม่สามารถฝึกพลังปราณได้ นางรู้ความลับบางอย่างจึงถูกตามฆ่าจนหลินซานซานในยุค 2,000 เข้ามาอาศัยอยู่ในร่างนี้แทน
หลินเว่ยซิน คุณหนูสามตระกูลหลินที่เกิดจากภรรยารองอี้เหมยฮวา เป็นสตรีงดงามอ่อนหวาน มีพรสวรรค์ นางมีพลังธาตุถึงสองธาตุ เกลียดหลินซานซานมากเพราะคิดว่าเป็นสตรีไร้ค่าแต่กลับได้เป็นบุตรีของภรรยาเอก
หลินซีจิ้ง คุณหนูสี่ตระกูลหลินที่เกิดจากอนุหนึ่งเหมยเซียน
หลินลี่ลี่ คุณหนูห้าตระกูลหลินที่เกิดจากอนุสองฟางเหนียง
หลินซินฉี คุณหนูหกตระกูลหลินที่เกิดจากอนุสามอิงฮวา
หลินจิ้นเหอ บุตรชายของเฉินเฟยเทียนกับหลินซานซาน (แฝดพี่)
หลินจิ้นหู บุตรชายของเฉินเฟยเทียนกับหลินซานซาน (แฝดน้อง)
ระดับพลังปราณ
พลังปราณระดับ 1-10 ซึ่งในแต่ละระดับจะมี ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง (พลังปราณสูงสุดในแผ่นดินเทียนจิน)
พลังปราณสีเงิน ซึ่งมีระดับ 1-9
พลังปราณสีขาว ซึ่งมีระดับ 1-9
พลังปราณสีทอง ซึ่งมีระดับ 1-9
พลังปราณระดับเทพ ซึ่งมีขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง
พลังปราณระดับมหาเทพ ซึ่งมีขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง
ระดับพลังปราณของสัตว์อสูรจะเป็นเช่นเดียวกันกับระดับพลังปราณของมนุษย์
พลังธาตุสามัญมี 4 ธาตุคือ
1 ธาตุดิน สีน้ำตาล
2 ธาตุน้ำ สีฟ้า
3 ธาตุลม สีเทา
4 ธาตุไฟ สีแดง
พลังธาตุพิเศษมี 2 ธาตุคือ
1 ธาตุไม้ สีเขียว
2 ธาตุสายฟ้า สีม่วง
ยิ่งคนที่มีพลังปราณสูงเท่าใดพลังธาตุก็จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ระดับของโอสถ
โอสถขั้นต้น คือระดับ 1-4
โอสถขั้นกลาง คือระดับ 5-7
โอสถขั้นสูง คือระดับ 8-10
โอสถระดับเทวะ
โอสถระดับเทวะราชัน
โอสถระดับเทพ
โอสถระดับเทพราชัน
โอสถระดับมหาเทพ
ระดับของอาวุธ
อาวุธธรรมดา
อาวุธวิญญาณระดับต่ำ
อาวุธวิญญาณระดับกลาง
อาวุธวิญญาณระดับสูง
อาวุธระดับเทวะ
อาวุธระดับเทพ
อาวุธระดับมหาเทพ
ค่าเงิน1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน1 ตำลึงเงิน = 1,000 อีแปะ
เวลา1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง1 เค่อ = 15 นาที
ยามโฉ่ว คือ 01.00-02.59 น.ยามอิ๋น คือ 03.00-04.59 น.ยามเหม่า คือ 05.00-06.59 น.ยามเฉิน คือ 07.00-08.59 น.ยามซื่อ คือ 09.00-10.59 น.ยามอู่ คือ 11.00-12.59 น.ยามเว่ย คือ 13.00-14.59 น.ยามเซิน คือ 15.00-16.59 น.ยามโหย่ว คือ 17.00-18.59 น.ยามซวี คือ 19.00-20.59 น.ยามห้าย คือ 21.00-22.59 น.ยามจื่อ คือ 23.00-24.59 น.
นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อ้างอิงกับประวัติศาสตร์ใดๆ ถ้าผู้เขียนใช้คำใดที่ผิดพลาดหรืออ่านแล้วไม่สนุกต้องขออภัยด้วย ผู้เขียนจะพยายามเขียนให้สนุกที่สุด
เสียตัว (รีไรท์)
หลินซานซานเบิกตาโพลงด้วยความตกใจพร้อมยกมือที่มีแรงอันน้อยนิดขึ้นผลักชายหนุ่มที่กำลังทาบทับอยู่บนตัวเธอออก แต่มีหรือที่เธอจะสู้กำลังของเขาได้
“นี่…คุณ…คุณเป็นใคร ปล่อยฉันนะ!” หลินซานซานดิ้นรนจนเหนื่อยหอบ เมื่อเขาไม่สนใจเธอจึงได้สบถด่า “ไอ้บ้า! นายทำอะไรปล่อยฉันนะ!”
“ข้าไม่ไหวแล้ว ขอนะ” ชายที่ทาบทับอยู่ด้านบนเอ่ยขอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า จากนั้นมือของเขาก็ลูบคลำตามเนื้อตัวที่นุ่มนิ่มของหลินซานซานต่อโดยที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธ
“นายพูดบ้าอะไรอยู่ดีๆ มาขอกันง่ายๆ ได้ยังไง” แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
โอ๊ย! ปาดหัว!
หลิวซานซานยกมือขึ้นกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด จากนั้นความทรงจำบางอย่างก็ปรากฏขึ้นเหมือนละครฉากหนึ่ง
หลินซานซานนิ่งงัน พระเจ้าเธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้? งั้นก็แสดงว่าเธอตายแล้ว? หลินซานซานสงบจิตใจแล้วทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างนี้จนลืมไปว่าเธอกำลังถูกผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ขืนใจอยู่
ผ่านไปสักพักก็มีบางอย่างดึงสติเธอกลับมา “โอ๊ย! เจ็บ! เจ็บ! ออกไปฉันเจ็บ นี่…โอ๊ย! ให้ตายเถอะ! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” พูดไปก็เปล่าประโยชน์เธอไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะผลักเขาออกด้วยซ้ำ ที่หางตาพลันมีน้ำใสๆ ไหลออกมา เธอไม่อยากร้องไห้ แต่น้ำตามันไหลออกมาเอง นี่สินะที่เขาบอกว่าการเสียพรหมจรรย์มักจะทำให้ผู้หญิงร้องไห้โดยที่ไม่รู้ตัว ถึงเธอจะเป็นคนสมัยใหม่แต่เธอก็ไม่เคยมีอะไรกันกับผู้ชายเลยสักครั้ง เขาเป็นคนแรกทั้งในชาตินี้และก่อนที่จะทะลุมิติมา
หลินซานซานหันไปมองหน้าคนที่กำลังทำมิดีมิร้ายกับเธอให้ชัดขึ้น เมื่อเห็นหน้าชัดๆ หลินซานซานก็อึ้งงัน จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบจิตใจ นี่มัน! นี่มันมนุษย์หรือเทพบุตรกันแน่!
เขาเป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบ หน้าตาหล่อเหลางดงามราวกับเทพบุตร ริมฝีปากอมชมพู ผิวพรรณขาวผ่องเปล่งประกายจางๆ ท้าแสงจันทร์ เขาหน้าตาหล่อมาก มากกว่าพระเอกหนังที่เธอเคยเห็นด้วยซ้ำ เธอไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนหล่อขนาดนี้มาก่อน ขนาดตอนนี้เป็นตอนกลางคืนใบหน้าของเขายังขาวเนียนเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด
แต่ว่า เขาหน้าตาหล่อขนาดนี้จะไปหาผู้หญิงที่ไหนมาบำเรอก็ได้ทำไมต้องมาขืนใจเธอด้วย หลินซานซานขมวดคิ้วคิดอย่างสงสัย
หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ดูๆ ไปเขาก็ไม่ค่อยมีสติสักเท่าไหร่ และในมิตินี้มันน่ากลัวมาก ผู้คนฆ่ากันอย่างกับผักปลา หรือเขาจะโดนยาปลุกกำหนัด หลินซานซานหน้านิ่วคิ้วขมวดเพื่อใช้ความคิด
เมื่อไม่รู้คำตอบ หลินซานซานก็เลิกคิดให้ปวดหัว เธอพยายามยกแขนขึ้นเพื่อเขย่าตัวเขาที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนตัวเธอ “คุณ คุณ หยุดก่อน” ยิ่งขืนเขาก็ยิ่งเคลื่อนไหวแรงขึ้น “โอ้ย จะบ้าตาย! เจ็บก็เจ็บ!” หลิวซานซานยิ่งพยายามผลักเขาออก มันก็ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดให้กับตัวเอง ไหนเพื่อนบอกว่าการมีความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงจะทำให้มีความสุขเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ไง โกหกกันชัดๆ
“ตัวเจ้าหอมมาก ข้ารู้สึกดี” เขาพึมพำเสียงเบาพลางสูดดมกลิ่นกายของหลินซานซานเหมือนกับผู้ชายหื่นกาม
“ห๊ะ! หอมเหรอ” เจ้าของร่างนี้หนีตายตั้งแต่เช้าจรดค่ำยังจะหอมอีกเหรอ ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ หลินซานซานจึงหลับตา หยุดดิ้นรน แล้วปล่อยให้เขาทำตามความต้องการ
เอาเถอะอยากทำอะไรก็ทำ เธอยอมแพ้แล้วถึงยังไงเธอก็เสียความบริสุทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว รออีกสักพักจะเป็นไรไป ตอนนี้ถ้าไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้ก็คงต้องรอนิ่งๆ คิดซะว่าผู้ชายคนแรกที่เธอเสียตัวให้ก็หล่อเหลาราวกับเทพบุตรล่ะนะ หลินซานซานปลอบใจตัวเองอย่างจำยอม อย่างน้อยเขาก็คงไม่ได้ตั้งใจ
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหนชายคนนี้จึงพอใจ จากนั้นเขาก็หลับไปเพราะความอ่อนเพลีย
หลินซานซานมองหน้าเทพบุตรที่พรากพรหมจรรย์ของเธออีกครั้ง จากนั้นเธอก็พยายามลุกขึ้นแล้วรีบตะเกียกตะกายหนีออกไปให้ไกลจากที่นี่อย่างทุลักทุเล เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นใครและเป็นคนยังไง ถ้าเขาตื่นขึ้นมาแล้วฆ่าเธอปิดปากจะทำยังไง เธอยังไม่อยากตายอีกครั้งหรอกนะ ถึงแม้ว่าร่างนี้จะไม่มีอะไรดีก็เถอะ
หลินซานซานเดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้จุดหมายปลายทางจนกระทั่งเจอกับถ้ำแห่งหนึ่ง หลินซานซานไม่รอช้ารีบเข้าไปสำรวจดู มันเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ‘เอ๊ะ ตรงนี้มีทางแยกให้เดินต่อไปได้’ หลินซานซานจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดู เดินไปได้สักพักก็เจอกับโถงขนาดใหญ่ ใหญ่กว่าโถงก่อนหน้านี้มาก
หลินซานซานสำรวจดูโถงแห่งนี้ มันสะอาดมาก สะอาดเหมือนมีคนเคยอยู่มาก่อน เธอจึงได้หาที่เหมาะๆ นั่งพักแล้วคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมวิ่งหนีพวกนักฆ่านับสิบคน เธอหนีตายตั้งแต่เช้าจนตะวันตกดินจนกระทั่งเธอวิ่งเข้ามาในป่าแห่งนี้จนพลัดตกหน้าผาตายไป จากนั้นเธอก็ทะลุมิติมายึดร่างนี้แทน โชคดีที่หน้าผาไม่ลึกมากและมีหญ้ารก ร่างกายนี้จึงไม่ได้เสียหายมากนัก แค่มีรอยขีดข่วนเท่านั้น แต่เจ้าของร่างเดิมคงถึงฆาตจึงได้ตายไปอย่างง่ายดาย
เจ้าของร่างเดิมชื่อหลินซานซานเหมือนกัน เธอวิ่งหนีนักฆ่าที่แม่เลี้ยงส่งมาจนตกหน้าผาตาย ตั้งแต่เด็กแม่เลี้ยงคนนี้ก็ไม่ชอบเจ้าของร่างเดิมอยู่แล้ว แต่ก่อนถึงจะไม่ชอบยังไง แม่เลี้ยงคนนี้ก็ไม่ถึงขนาดเอาชีวิตกันอย่างโหดเหี้ยมแบบนี้ แต่ครั้งนี้เจ้าของร่างเดิมดันไปรู้ความลับบางอย่างที่ยิ่งใหญ่มากๆ เข้า แม่เลี้ยงกลัวว่าเจ้าของร่างเดิมจะเปิดเผยความลับ นางเลยจ้างนักฆ่าให้มาฆ่าปิดปากซะเลย หลินซานซานยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว ทำไมถึงโหดเหี้ยมขนาดนี้เนี่ย
คนทั่วไปเรียกแผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินเทียนจิน ซึ่งแผ่นดินนี้มีทั้งหมด 4 แคว้น คือ
แคว้นหาน แคว้นจ้าว แคว้นโจว และแคว้นเฉิน
เจ้าของร่างเดิมเป็นคนแคว้นเฉิน อายุสิบสี่ปี เป็นบุตรคนรองของเสนาบดีกรมพิธีการ มีพี่ชายมารดาเดียวกันหนึ่งคน มีน้องสาวต่างมารดาสี่คน มารดาเสียชีวิตเมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนนี้ภรรยารองอี้เป็นผู้กุมอำนาจในจวน และยังเป็นคนสั่งฆ่าเจ้าของร่างเดิมด้วย
หลินซานซานนั่งโอดครวญ ทำไมเธอต้องมาอยู่ในร่างนี้ด้วย เธอจำได้ว่าก่อนหน้านี้เธอกำลังขับรถกลับบ้าน แต่ดันเกิดอุบัติเหตุเข้า แต่เธอจำได้ว่ารถชนไม่ได้รุนแรงถึงขนาดที่เธอต้องตายนะ อีกอย่างรถรุ่นที่เธอขับคือ ลัมโบร์กีนี กัลลาร์โด ซึ่งมีความแข็งแกร่งมาก รถชนแค่นี้ไม่น่าจะตายได้
โอ๊ย หรือสวรรค์จะกลั่นแกล้งเธอ เห็นเธอมีความสุขเลยอิจฉาหรือยังไง สวรรค์ไม่ยุติธรรมเลย หลินซานซานตะโกนเสียงดังตัดพ้อสวรรค์
เธอเป็นลูกสาวเศรษฐีมีเงินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด อยากได้อะไรก็ได้ ครอบครัวอบอุ่นเป็นที่รักของพ่อแม่และพี่ชาย แต่ต้องมาอยู่ในร่างนี้เนี่ยนะ มีพ่อก็เหมือนไม่มี พี่ชายก็อยู่ห่างไกล แม่เลี้ยงก็ใจร้าย บรรดาเมียน้อยของพ่อก็คอยแต่จะชิงดีชิงเด่น พวกน้องสาวก็ประชันขันแข่งกันทุกเรื่อง อิจฉาริษยากัน เฮ้อ สวรรค์
ที่นี่เป็นเหมือนกับยุคโบราณแต่ก็ไม่เชิง บางคนมีพลังปราณ บางคนก็ไม่มี น่าจะคิดเป็น 50/50 ใครที่มีพลังปราณจะมีคนนับหน้าถือตา ยิ่งพลังปราณสูงอำนาจก็ยิ่งสูงไปด้วย แต่เจ้าของร่างเดิมไม่สามารถฝึกพลังปราณได้
บนสวรรค์ชั้นเก้า
“เจ้ารู้ความผิดหรือไม่”
“ทราบขอรับ”
“แล้วจะแก้ไขอย่างไร นางยังไม่ถึงฆาตเลย เจ้าไม่เพียงแต่รับวิญญาณมาผิดแถมยังให้มาโผล่ที่มิติแห่งนี้อีก”
“ข้าขอรับการลงโทษขอรับ”
“เฮ้อ เอาเถอะ ไม่ใช่เวลามาขอรับโทษ เจ้าเห็นหรือไม่นางทั้งประณามทั้งตัดพ้อสวรรค์อยู่นั่นน่ะ เห็นหรือไม่ แบบนี้จะแก้ไขอย่างไร”
“เอ่อ..ส่งนางกลับไปในที่ที่จากมาดีหรือไม่ขอรับ”
“เจ้า! ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้ ที่มิติแห่งนั้นเวลามันเหลื่อมล้ำกันเจ้าก็รู้ ป่านนี้ร่างของนางคงได้เป็นเถ้าธุลีไปแล้ว อีกอย่างพวกเขาทั้งสองก็ได้วนมาเจอกันเร็วขนาดนี้ เจ้าไม่คิดว่านี่คงจะเป็นโชคชะตาของนางหรอกหรือ”
“ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดีขอรับ”
“เจ้าลงไปทำให้นางสามารถใช้พลังปราณได้ แค่นี้นางก็น่าจะพอใจและสามารถใช้ชีวิตอยู่ในมิติแห่งนี้ได้อย่างสบาย”
“แต่ดูจากท่าทีของนางคงไม่พอใจแน่ๆ”
“เฮ้อ มนุษย์นั้นมีความโลภ เจ้าลงไปจัดการตามที่เห็นสมควรเถอะ”
“ขอรับ”
กลิ่นดอกเย่ไหลเซียง (รีไรท์)
หลินซานซานซึ่งกำลังนั่งโอดครวญให้กับโชคชะตาของตัวเองอยู่นั้น ฉับพลันก็ยกมือขึ้นบังดวงตากับแสงสว่างที่เกิดขึ้นมากะทันหัน เมื่อแสงสว่างจางหายไปเธอก็ลดมือลงแล้วปรับสายตามองไปตรงบริเวณที่มีแสงสว่างเมื่อสักครู่
เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หลินซานซานก็เบิกตาโตด้วยความตกใจแล้วกระเถิบถอยหลังตามสัญชาตญาณ “คะ..คุณ คุณเป็นใคร ทำไมคุณถึงมาโผล่ที่นี่ได้ คุณเป็นผี มนุษย์ หรือว่าเทพ” อย่าบอกนะว่าผู้ชายคนนี้จะมาข่มขืนเธออีกคนหลินซานซานคิดในใจ
“เจ้าอย่าคิดฟุ้งซ่าน ข้าไม่ใช่เทพที่จะไปขืนใจใครก็ได้นะ”
“ห๊ะ…เทพหรือ!”
“ใช่ ข้าคือเทพชะตา”
“เทพ….เทพชะตาจริงหรือ” หลินซานซานไม่อยากจะเชื่อ อยู่ดีๆ จะมาเจอกับเทพชะตาได้ยังไง หรือเขาจะหลอกเธอ
“เจ้าอย่าคิดอะไรเหลวไหล”
“ท่านได้ยินสิ่งที่ฉัน เอ่อ ข้าคิดหรือ” หลินซานซานเปลี่ยนคำพูดให้เหมือนซีรี่ส์จีนโบราณ
“ใช่”
“โอ๊ะ เทพเกินไปแล้ว”
“เอาล่ะ ข้าลงมาที่นี่ก็เพราะเจ้า”
“เพราะข้า? ทำไม?” หลินซานซานชี้ที่จมูกตัวเองอย่างแปลกใจ
“เพราะ..เอ่อ..ไม่ต้องรู้เหตุผลหรอก ข้าจะทำให้เจ้าใช้พลังปราณได้ เจ้าหลับตาลง”
หลินซานซานทำตามโดยไม่อิดออด จากนั้นก็มีแสงสว่างวาบเข้ามาในหัวของเธอ
“เอาล่ะ เสร็จแล้ว จากนี้ไปเจ้าก็สามารถฝึกพลังปราณได้เหมือนคนอื่นแล้ว ข้าไปล่ะ” เทพชะตาอยากจะรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
หลินซานซานเหมือนจะคิดอะไรได้ เธอจึงได้เอ่ยรั้งไว้ “เดี๋ยวก่อน! ท่านลงมาช่วยข้าแบบนี้ต้องมีเหตุผลแน่ๆ หรือว่าท่านทำอะไรผิดพลาดเหมือนในนิยายแล้วลงมาชดใช้ความผิดให้กับข้า เอ๊ะ! หรือว่าข้ายังไม่ถึงฆาต ข้าพูดถูกไหม” หลินซานซานหรี่ตามองเทพชะตาอย่างจับผิด
เทพชะตาพรูลมหายใจออกมาหนักๆ “เจ้าฉลาดมาก ในเมื่อรู้แล้วก็จงฝึกพลังปราณให้ดีอย่าให้เสียของ ข้าไปล่ะ”
“เดี๋ยวก่อน! มันจะไม่เป็นการชดใช้ที่น้อยไปหรือ ข้าอยู่ที่โลกเดิมมีความสุขอยู่ดีๆ แต่ต้องมาอยู่ในที่ที่ลำบากขนาดนี้” หลินซานซานทำสีหน้าน่าสงสาร
เทพชะตาบิดเบ้มุมปาก เขาอุตส่าห์จะรีบไปแล้วเชียว คิดไว้ไม่มีผิดเลยนางไม่ยอมแค่นี้แน่ “เจ้าต้องการอะไร”
“ข้าต้องการมิติเหมือนในนิยาย เก่งเรื่องค่ายกล ร่างกายต้านพิษได้ทุกชนิด ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ความจำดี ปรุงยาได้ มีพรสวรรค์ทุกเรื่อง และอะไรอีกนะที่นิยายเคยเขียนไว้….”
“พอๆ เจ้าอ่านนิยายมากเกินไปแล้ว ข้าให้มิติกับเจ้าได้ ส่วนเรื่องค่ายกล เรื่องปรุงยาเจ้าต้องไปเรียนรู้เอาเอง ข้าจะให้ตำรากับเจ้าก็แล้วกัน” สิ่งนี้มันเป็นของเจ้าตั้งแต่กาลก่อนแต่ยังไม่ถึงเวลาข้าจึงยังไม่อยากมอบให้เจ้า แต่คิดอีกทีให้ไปคงไม่เสียหายอะไร โชคชะตาคงต้องการให้พวกเจ้ามาพบกันก่อนเวลาอันควร และสิ่งนี้หวังว่าจะช่วยให้เจ้าใช้ชีวิตต่อไปได้ดีในอนาคต เทพชะตากล่าวต่อในใจ
“ขอบพระคุณท่านเทพมากเจ้าค่ะ แล้วเรื่องร่างกายต้านพิษและซ่อมแซมตัวเองได้และความจำดีล่ะเจ้าคะ” หลินซานซานมองท่านเทพชะตาตาปริบๆ และทำหน้าให้น่าสงสารที่สุด
“เจ้าอย่าได้คืบจะเอาศอก ข้าให้ความสามารถในการจดจำกับเจ้าได้ ส่วนเรื่องร่างกายต้านพิษเจ้าก็ไปปรุงยาเอาเอง ส่วนเรื่องซ่อมแซมร่างกายตัวเอง มันมากไปให้ไม่ได้ ขนาดเทพชะตาอย่างข้ายังทำไม่ได้เลย” เจ้านี่พอมาเกิดเป็นมนุษย์ทำไมถึงได้โลภมากขนาดนี้นะ
“ก็ได้ ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านเทพ” หลินซานซานกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
“เจ้าหลับตาสิ”
จากนั้นท่านเทพชะตาก็ส่งพลังบางอย่างเข้ามาที่หน้าผากของหลินซานซาน “เอาล่ะเสร็จแล้ว ไหนเจ้าลองตั้งจิตนึกถึงมิติสิ”
หลินซานซานทำตามที่ท่านเทพบอก เธอเจอกับสถานที่แห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้ไม่ใหญ่มาก มันมีขนาดประมาณสิบหมู่ มีต้นไม้ผล ไม้ดอกนานาพรรณ มีบ่อน้ำขนาดเล็กหนึ่งบ่อ มีสมุนไพรแปลงใหญ่ แต่เธอไม่รู้ว่ามีสมุนไพรอะไรบ้าง ขายได้เงินเยอะไหมนะ มีกระท่อมหนึ่งหลังและพื้นที่โล่งกว้างประมาณหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่ทั้งหมด
หลินซานซานเข้าไปดูในกระท่อม กระท่อมนี้แบ่งออกเป็นห้องๆ นางเปิดประตูเข้าไปสำรวจดูห้องแรก ซึ่งห้องนี้มีตำรามากมายวางเรียงรายอยู่บนชั้นหลายชั้น จากนั้นนางก็เปิดประตูเข้าไปสำรวจดูห้องถัดไปห้องนี้มีหม้อปรุงยา และอุปกรณ์ที่จำเป็นวางอยู่ ‘คงจะเป็นห้องสำหรับปรุงยาสินะ’ หลินซานซานพึมพำเสียงเบา
จากนั้นเธอก็เปิดประตูเข้าไปดูห้องถัดไป ห้องนี้มีอาวุธ วัตถุดิบ และอุปกรณ์ในการหลอมอาวุธวางอยู่ คงจะเป็นห้องสำหรับหลอมอาวุธ ส่วนห้องสุดท้ายมีเตียงนอนวางอยู่ด้านใน หึหึ หลินซานซานยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้มาอยู่ในร่างคนไร้ค่าเหมือนก่อนหน้านี้ล่ะนะ
“พอใจหรือไม่” เทพชะตากล่าวถาม
“พอใจเจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านเทพมากนะเจ้าคะ” หลินซานซานกล่าวขอบคุณท่านเทพอย่างจริงใจเพราะสิ่งเหล่านี่มันสามารถช่วยนางได้มาก
“เจ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจ เพราะข้าได้ร่ายมนตร์อำพรางสายตาจากคนภายนอกและสัตว์อสูรไว้แล้ว ไม่มีใครรู้ว่ามีถ้ำแห่งนี้แน่นอน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” ก่อนที่เธอจะมีพลังปราณที่สามารถปกป้องตัวเองได้ เธอคงจะไม่สามารถออกไปไหนได้
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ชายคนหนึ่งลืมตาขึ้นช้าๆ เขาพยุงตัวลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆ กลับพบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นห้องนอนของเขาเอง ก่อนหน้านี้เขาจำได้ว่าในงานเลี้ยงของราชสำนัก เขาประมาทเกินไปไม่คิดว่าจะมีคนกล้าเล่นเล่ห์กับเขาในงานเลี้ยงได้ เขาคิดด้วยสีหน้าเยียบเย็น
ตอนนั้นเขารู้ถึงความผิดปกติของร่างกายจึงรีบออกมาจากงานเลี้ยง แต่ก็ไม่พ้นที่มีคนตามมาขัดขวาง เขาจึงพยายามหนีจนเข้าไปในป่าแสงจันทร์ จากนั้นก็เจอกับสตรีนางหนึ่ง ตอนนั้นเขาทนต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงได้ล่วงเกินนางเข้า เขาจำหน้าตาของสตรีนางนั้นไม่ได้แต่กลิ่นกายของนางช่างหอมมาก หอมเย็นสบายน่าหลงใหล อยู่ใกล้ๆ แล้วรู้สึกสบายกายสบายใจจนตอนนั้นเขาไม่อยากปล่อยนางไปเลย มันทำให้เขาหลงใหลจนเขาเผลอตักตวงความสุขจากร่างกายนางมากขึ้นอีกครั้งและอีกครั้งจนเขาเพลียหลับไปตอนไหนก็สุดจะรู้
“ท่านอ๋อง” เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในห้อง จิวซาองครักษ์ประจำตัวเฉินอ๋องจึงตัดสินใจกล่าวออกไป
“เข้ามา”
จิวซาเดินเข้ามาในห้องแล้วคุกเข่าลง “กระหม่อมมาขอรับโทษพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องมีสีหน้าเย็นชา ทำให้ผู้คนรอบข้างหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ สายตาของเขาคมกริบเหมือนคมดาบพร้อมที่จะแทงทะลุคนได้ทุกเมื่อ ซึ่งทำให้คนที่มองต้องขาสั่นด้วยความกลัว อีกทั้งแรงกดดันที่มีมาแต่กำเนิดทำให้ผู้คนนึกหวั่นเกรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับหน้าตาของเขามาก เขาหน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพบุตรลงมาจากสรวงสวรรค์ ริมฝีปากอมชมพู ผิวพรรณขาวผ่อง สตรีใดได้เห็นจำต้องยอมศิโรราบ
เขาคือ ‘เฉินเฟยเทียน’ หรือเฉินอ๋องซึ่งเป็นทายาทของวีรบุรุษนามว่า ‘เฉินเฟยหลง’ ที่ร่วมแรงร่วมใจสู้รบเพื่อก่อตั้งแคว้นเฉินขึ้นมาร่วมกับ ‘เหลียงคุน’ ซึ่งเป็นวีรบุรุษอีกคนและเป็นบรรพบุรุษของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนามว่า ‘เหลียงเค่อ’
เนื่องจากบรรพบุรุษของเฉินเฟยเทียน ไม่ต้องการขึ้นเป็นฮ่องเต้ เหลียงคุนจึงได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ปกครองดินแดนแห่งนี้ เขาจึงได้ตั้งชื่อเป็นแคว้นเฉินเพื่อตอบแทนสหายร่วมรบคนนี้ และแต่งตั้งให้เป็นอ๋องโดยมีนามของแคว้นเป็นบรรดาศักดิ์ สืบต่อกันชั่วลูกชั่วหลาน
“ลุกขึ้นเถอะ” เฉินเฟยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“รายงานมา”
“พ่ะย่ะค่ะ มันคือยาปลุกกำหนัดผสมกับยากดข่มพลังธาตุลมกับธาตุน้ำพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของเฉินเฟยเทียนเข้มขึ้น มิน่าล่ะเขาใช้พลังธาตุลมกับธาตุน้ำเพื่อสลายยาพิษไม่ได้เลย เขาจึงได้ใช้พลังธาตุสายฟ้าแทน แต่สลายออกได้แค่ครึ่งเดียว โชคดีที่คนพวกนั้นไม่รู้ว่าเขามีธาตุพิเศษไม่อย่างนั้นเขาคงจะหนีออกมาไม่ได้ ครั้งนี้เขาประมาทเกินไปแล้ว ไม่คิดว่าแคว้นเล็กๆ นี้จะมียาชนิดนี้ได้
“ฝีมือใคร” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่คนฟังถึงกับหนาวสะท้าน ท่านอ๋องโกรธเข้าให้แล้ว คนพวกนั้นกล้ามาแตะขีดจำกัดของเขาเชียวหรือ
“เป็นคุณหนูตระกูลจาง จางเจียอี้ นางต้องการแต่งเข้าจวนเฉินอ๋องจึงคิดแผนนี้ขึ้นมา อีกอย่างจางฮองเฮายังอยู่เบื้องหลังอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินเฟยเทียนขมวดคิ้ว “ข้าไม่รู้จักนาง”
“เอ่อ คุณหนูจางคือบุตรีของเสนาบดีกรมคลัง ‘จางซุน’ พี่ชายร่วมอุทรของจางฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” มีสตรีมากมายมาติดพันจนทำให้ท่านอ๋องจำไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก จิวซาคิดในใจ
เฉินเฟยเทียนมีสีหน้าเยียบเย็นนัยน์ตามีแววอำมหิตเหี้ยมโหดสายหนึ่งวาบผ่าน “ตระกูลจางอย่างนั้นหรือ ฮองเฮาอย่างนั้นหรือ”
“ทำเหมือนกับที่พวกนางทำกับข้า” เฉินเฟยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่คนฟังรู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก
“พ่ะย่ะค่ะ” จิวซารับคำด้วยเนื้อตัวสั่นเทาพลางคิดว่าฮองเฮากับคุณหนูจางถึงคราวอยู่ไม่สู้ตายแล้ว จิวซากำลังจะถอยออกไปแต่ต้องชะงักฝีเท้า
“เดี๋ยวก่อน”
“ท่านอ๋องมีคำสั่งใดเพิ่มหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนพวกเจ้าพาตัวข้ามามีสตรีอยู่ด้วยหรือไม่”
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” นี่ท่านอ๋องถามหาสตรีหรือ เขาหูฝาดหรือไม่
“ไม่มีเลยหรือ”
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
เงียบสักพักเฉินเฟยเทียนก็กล่าวขึ้นว่า “ส่งคนของเราไปสืบมาว่านางเป็นใคร”
“เอ่อ ท่านอ๋องจำหน้าตาของสตรีนางนั้นได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เขาจะได้วาดภาพเพื่อให้คนออกตามหา
“ไม่ แต่ตัวนางมีกลิ่นกายหอมเย็นเหมือนดอกไม้อะไรสักอย่าง เวลาอยู่ใกล้ๆ แล้วรู้สึกสบายตัว” น้ำเสียงเขาอ่อนโยนขึ้นมาเมื่อกล่าวถึงสตรีนางนี้
“แค่…แค่นี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” ดอกไม้ชนิดไหนยังไม่ทราบเลยแล้วจะหาเช่นไรล่ะ จิวซาคิดแต่ไม่กล้าโต้แย้ง ถ้าหลินซานซานได้ยินคงจะบอกว่าเป็นดอกเย่ไหลเซียง (ดอกราตรี) เพราะเธอไปเที่ยวต่างประเทศได้กลิ่นดอกไม้ชนิดนี้ ซึ่งตอนกลางคืนหอมมากทำให้หลับสบายแต่ตอนกลางวันจะไม่มีกลิ่นใดๆ เธอจึงหามาปลูกที่บ้านไว้หลายต้นเลย
“ใช่ เจ้าสืบเรื่องนี้เองและอย่าให้คนนอกรู้เด็ดขาด ส่วนเรื่องฮองเฮากับสตรีตระกูลจางก็ให้จิวซือไปทำ”
“เอ่อ..พ่ะย่ะค่ะ” ทำไมเขาอยากจะไปทำงานแทนจิวซือมากกว่านะ เบาะแสแค่นี้จะหานางพบหรือไม่ สงสัยสตรีนางนี้ทำให้ท่านอ๋องถูกใจเพราะท่านอ๋องไม่เคยสนใจสตรีนางไหนแบบนี้มาก่อน ทั้งๆ ที่ในจวนมีสตรีมากมายที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้เนื่องในโอกาสต่างๆ เฉินอ๋องไม่เคยปฏิเสธแต่ก็ไม่เคยแตะต้องเช่นกัน พอรับมาแล้วเขาก็สั่งให้บ่าวโยนไปอยู่สุดขอบบริเวณท้ายจวน ห้ามย่างกรายเข้ามาใกล้ส่วนในเด็ดขาด หากใครขัดคำสั่งฆ่าได้โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ส่วนสตรีพวกนั้นก็แปลก ไม่รู้ว่าพวกนางคิดอะไรอยู่ถึงได้พากันอยากเข้ามาเหี่ยวเฉาในจวนนี้นักนะ มีหลายคนทนไม่ได้จึงได้ขอจากไปเอง แต่หลายคนก็ยังมีความหวังที่จะรอ
บรรลุพลังปราณระดับหนึ่งขั้นต้น (รีไรท์)
เมื่อท่านเทพชะตาจากไปแล้วหลินซานซานก็เข้าไปในมิติอีกครั้ง เป้าหมายคือต้นผิงกั่ว นางรีบเด็ดผลผิงกั่ว (แอปเปิ้ล) จากต้นแล้วกัดกินอย่างตะกละตะกลาม จากนั้นนางก็เดินไปตักน้ำในบ่อมาดื่มอย่างกระหาย โดยที่นางไม่ได้สังเกตเลยว่าพลังปราณของนางไหลวนรอบตัวอยู่
‘เฮ้อ ค่อยยังชั่ว ถ้ามีไก่เคเอฟซีกับเบียร์เย็นๆ สักแก้วคงจะดีไม่น้อย คิดถึงจัง’
หลินซานซานนั่งพักผ่อนอีกไม่นาน นางก็เดินเข้าไปในกระท่อมเพื่อค้นหาตำราที่สามารถนำมาฝึกพลังปราณได้
ในห้องนี้มีตำรามากมาย มีทั้งตำราเกี่ยวกับการปรุงยาหลายเล่ม ตำราสมุนไพร ตำราฝึกพลังปราณขั้นพื้นฐาน ขั้นกลางและขั้นสูง ตำราค่ายกล ตำราหลอมอาวุธ ตำรายุทธ์ที่เหมาะกับธาตุต่างๆ หลายเล่ม แล้วนางล่ะมีธาตุอะไร?
ไม่รอช้าหลินซานซานก็ทดลองดึงพลังธาตุออกมา ในชั่วอึดใจก็ปรากฏสีแดง (ธาตุไฟ) สีน้ำตาล (ธาตุดิน) และสีเขียว (ธาตุไม้) นางยิ้มกว้างอย่างยินดีเพราะมีตั้งสามธาตุ ขนาดบุตรสาวของแม่เลี้ยงอย่าง ‘หลินเว่ยซิน’ ที่ว่ามีพรสวรรค์ยังมีเพียงสองธาตุเลย
พลังธาตุสามัญมี 4 ธาตุคือ
1 ธาตุดิน สีน้ำตาล
2 ธาตุน้ำ สีฟ้า
3 ธาตุลม สีเทา
4 ธาตุไฟ สีแดง
พลังธาตุพิเศษมี 2 ธาตุคือ
1 ธาตุไม้ สีเขียว
2 ธาตุสายฟ้า สีม่วง
ยิ่งคนที่มีพลังปราณสูงเท่าใดพลังธาตุก็จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามไปด้วย
หลินซานซานเลือกหยิบตำราฝึกพลังปราณขั้นพื้นฐานออกมาก่อน จากนั้นนางก็เปิดอ่านดู นางลองทำตามขั้นตอนในตำราโดยนั่งขัดสมาธิมือวางหงายบนหัวเข่าทั้งสองข้าง หลังยืดตรงทำใจให้สงบแล้วรวบรวมพลังปราณที่อยู่รายล้อมเข้ามาเพื่อดูดซับเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นรวบรวมพลังปราณในร่างกายไปยังจุดตันเถียน หลินซานซานทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนนับจำนวนครั้งไม่ถ้วน ไม่รู้วันรู้คืน
ผ่านไปสามวัน หลินซานซานคล้ายมองเห็นกำแพงหนาขวางกั้น นางรู้สึกอยากจะทำลายกำแพงนั้น และนางก็ทำจริงๆ โดยรวบรวมพลังปราณเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น มากขึ้น จนพลังปราณมีมากพอที่จะทำลายกำแพงหนาให้ปริแตกจนนางสามารถข้ามผ่านไปได้
ปัง!
พลังปราณที่หมุนวนรอบตัวของหลินซานซานค่อยๆ จางหายไป นางลืมตาขึ้นช้าๆ นางรู้สึกว่าตอนนี้ร่างกายเบาสบายขึ้นอย่างบอกไม่ถูก หลินซานซานยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ‘พลังปราณระดับหนึ่งขั้นต้น’ ถึงจะเป็นแค่ระดับหนึ่งขั้นต้นก็ทำให้นางพอใจมากแล้วในระยะเวลาการฝึกแค่สามวัน ดีกว่าคนที่ไม่สามารถฝึกพลังปราณได้มากโข
โครกคราก!
เสียงท้องของหลินซานซานดังขึ้น หลินซานซานรู้สึกหิวขึ้นมา นางจึงเดินไปเด็ดผลผิงกั่วออกมาสองลูกแล้วกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย พลางคิดว่าทำไมท่านเทพถึงไม่ให้อาหารและเงินกับนางด้วยนะ ทีนี้นางจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อชุดมาไว้ผลัดเปลี่ยนล่ะ ชุดที่นางใส่อยู่นี้มันมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์แล้ว และถ้านางออกไปข้างนอกตอนนี้แล้วเจอกับคนของแม่เลี้ยงเข้า มีหวังนางได้ตายไปอีกรอบแน่ นางยังไม่อยากตายนะ คงต้องอยู่ที่นี่เพื่อให้มั่นใจว่าคนพวกนั้นคิดว่านางได้ตายไปแล้วจริงๆ
หลินซานซานก้มลงดูชุดที่ตัวเองใส่อยู่ตอนนี้ ‘หรือนางจะถอดออกมาซักตากให้แห้งก่อนดีนะ ที่นี่อยู่ในมิติคงไม่มีใครเห็นนางเปลือยหรอก’
เมื่อคิดได้ดังนั้นหลินซานซานจึงตักน้ำในบ่อขึ้นมาล้างเนื้อล้างตัวและถอดเสื้อผ้าเพื่อนำไปซัก จากนั้นก็ตากไว้ใกล้ๆ กับกระท่อม ส่วนหลินซานซานก็เข้าไปอยู่ในกระท่อมแล้วนำตำราวิธีการปรุงยาออกมาอ่านดู นางจะต้องหาเงินติดตัวไว้ใช้จ่ายเพราะนางไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดไปและไม่สามารถอยู่ที่เมืองแห่งนี้ได้อีกด้วย ก่อนที่นางจะแข็งแกร่งนางต้องไม่ให้ใครรู้ถึงตัวตนของนาง
หลินซานซานอ่านตำราจนจบเล่มแล้วปิดลง ถ้าจะปรุงยาจะต้องฝึกวิชาเกี่ยวกับการใช้ธาตุไฟ และธาตุไม้ก่อน ถึงจะสามารถปรุงยาออกมาได้ ถ้าอย่างนั้นคงต้องหาตำรายุทธ์ธาตุไฟ กับธาตุไม้มาฝึกก่อนสินะ
หลินซานซานเอาตำราการหลอมอาวุธมาอ่านดูบ้าง การหลอมอาวุธก็คล้ายกับการปรุงยาคือต้องฝึกวิชายุทธ์เกี่ยวกับธาตุไฟก่อน ยิ่งวิชาธาตุไฟกล้าแกร่ง อาวุธที่หลอมออกมาได้ก็จะมีความแข็งแกร่งตามไปด้วย ส่วนวัตถุดิบที่ใช้หลอมอาวุธนั้น ยิ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีอาวุธที่หลอมออกมาก็จะยิ่งมีคุณสมบัติในการต่อสู้ที่ดีและแข็งแกร่งตามไปด้วยเช่นกัน
อย่างเช่นแก่นอสูรที่มีระดับที่สูงก็ยิ่งดี หนังอสรพิษสามารถนำมาทำเสื้อเกราะได้ ถ้าเป็นหนังมังกรก็สามารถหลอมชุดเกราะออกมาได้แข็งแกร่งมากกว่าอสรพิษหลายเท่า แต่ในโลกนี้จะมีมังกรจริงๆ หรือ?
หลินซานซานค้นหาตำรายุทธ์ธาตุไฟ และธาตุไม้บนชั้น ไม่นานก็เจอตำรายุทธ์ธาตุไฟ ‘วิชาไฟโลกันตร์’ ไฟสองขั้ว คือไฟร้อนกับไฟเย็น
ไฟร้อน คือ เปลวไฟสีแดงเวลาโดนผิวหนังจะรู้สึกร้อนเหมือนอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง
ไฟเย็น คือ เปลวไฟสีขาวเวลาโดนผิวหนังจะรู้สึกเย็นเหมือนน้ำแข็งแต่สามารถเผาไหม้ได้เหมือนไฟร้อน หรือจะทำให้เย็นได้ตามแต่ที่ต้องการ
อีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจคือตำรายุทธ์ธาตุไม้ ‘วิชาไม้หมื่นผันแปร’ ประโยชน์ตามชื่อ สามารถควบคุมให้พืชพรรณสามารถผันแปรไปตามรูปร่างที่เรากำหนดได้ ยิ่งพลังปราณแข็งแกร่งก็ยิ่งควบคุมได้ตามใจสั่งมากขึ้น
หลินซานซานเลือกฝึกวิชาไฟโลกันตร์ก่อนโดยทำตามขั้นตอนในตำรา
ผ่านไปสองชั่วยาม
พรึ่บ! พรึ่บ!
ลูกไฟสองขั้วขนาดเท่าลูกบอลปรากฏขึ้นสู่สายตา ซึ่งตอนนี้ขนาดลูกไฟใหญ่กว่าเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนหนึ่งเท่าตัว นางพยายามบังคับให้มันมีรูปร่างให้เป็นไปตามที่นางต้องการแต่… ‘เฮ้อ ดับซะแล้ว หรือว่าพลังปราณนางจะต่ำไป’
หลินซานซานฝึกต่ออีกหนึ่งชั่วยามผลที่ได้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ‘หรือว่าพลังปราณของนางจะต่ำเกินไปจริงๆ’
เมื่อคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น หลินซานซานจึงเลิกฝึก นางกำลังจะเดินออกไปนอกกระท่อมก็ต้องชะงักค้างเมื่อนางก้มมองดูร่างกายที่เปลือยเปล่าของตนเอง นางหน้าแดงด้วยความกระดากอาย ถึงจะไม่มีใครเห็นแต่นางก็อายฟ้าอายดิน ดังนั้นนางจึงหยิบเสื้อผ้าที่มีอยู่เพียงชุดเดียวมาสวมใส่ เฮ้อ ฝึกวิชาจนลืมไปว่าตัวเองยังเปลือยอยู่
เช้าวันใหม่วันนี้นางเลือกฝึกวิชาไม้หมื่นผันแปร นางหยิบตำรามาอ่านทำความเข้าใจหนึ่งรอบแล้วทำตามขั้นตอนอย่างไม่ตกหล่น นางรู้สึกเหมือนเคยทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ความรู้สึกตอนฝึกวิชาไฟโลกันตร์ก็เป็นเหมือนกัน รู้สึกคุ้นเคยเหมือนเป็นวิชายุทธ์สำหรับนางแต่เพียงผู้เดียว
หลินซานซานกำหนดจิตบังคับให้กิ่งของต้นไม้ต้นที่ใกล้ที่สุดงอกออกแล้วบังคับให้มันรัดรอบต้นไม้อีกต้นหนึ่ง
พรึ่บ! พรึ่บ!
‘โอ๊ะ สุดยอด!’
หลินซานซานกำหนดจิตให้มันคืนกลับสู่สภาพเดิม
พรึ่บ! พรึ่บ! ฟู่! สำเร็จไปหนึ่งขั้น จากนี้ไปต้องทดลองปรุงยาดูหน่อยแล้ว
หลินซานซานค้นหาตำราสูตรยาขั้นพื้นฐานบนชั้นแล้วเปิดอ่านดู ตำรานี้มีทั้งวิธีการปรุงยาแต่ละชนิด สัดส่วน รายชื่อสมุนไพร สรรพคุณ รูปภาพของสมุนไพร และบอกถึงความแตกต่างของสมุนไพรบางชนิดที่มีความคล้ายคลึงกัน
สูตรยาสมานแผลและยาห้ามเลือดใช้สมุนไพรตั้งสิบชนิด ยาแก้พิษทั่วไปใช้สมุนไพรยี่สิบชนิด ส่วนยาแก้พิษขั้นสูงซึ่งสามารถแก้พิษได้หนึ่งร้อยชนิดจะใช้สมุนไพรตั้งเกือบร้อยชนิดเลย
ยารวบรวมพลังปราณ ยาเพิ่มพลังปราณชั่วคราวหนึ่งขั้น ยารักษาภายในและยาฟื้นฟูพลังใช้สมุนไพรนับร้อยชนิดเช่นกัน นี่ขนาดเป็นตำราปรุงยาขั้นพื้นฐานนะถ้าเป็นตำราระดับสุดยอดจะขนาดไหน
หลินซานซานเดินออกไปที่แปลงสมุนไพรเพื่อเก็บสมุนไพรนับร้อยชนิดมาทดลองปรุงยารวบรวมพลังปราณก่อนเป็นอันดับแรก เพราะนางจะต้องแข็งแกร่งก่อนที่จะสามารถเอายาออกไปขายได้ นางเก็บสมุนไพรตามรายชื่อและรูปภาพตามตำรา เก็บไปสำหรับปรุงยาสามชุดเผื่อพลาดจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาเก็บหลายรอบ
เมื่อรวบรวมสมุนไพรครบแล้วหลินซานซานลุกขึ้นเดินเข้าไปในกระท่อม แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างก็ต้องหยุดชะงัก
หลินซานซานเบิกตาโพลงด้วยความตื่นเต้น เพราะสิ่งที่นางเห็นคือสมุนไพรในจุดที่เก็บออกมาก่อนหน้านี้ กำลังเติบโตขึ้นใหม่อีกครั้ง นางเดินไปดูจุดแรกที่เก็บสมุนไพรปรากฏว่าสมุนไพรจุดนั้นเติบโตขึ้นอีกครั้งแล้ว
‘โอ้ ขอบพระคุณท่านเทพมากๆ เจ้าค่ะที่เมตตาสตรีอ่อนแอบอบบางคนนี้’ หลินซานซานกล่าวพลางยิ้มกว้างอย่างยินดี