โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก หลวงพ่อคูณ ถึง หลวงพ่อรวย : พระเกจิใน ‘ลูกคอพุทธคุณ’ เพลงลูกทุ่งไทย (ตอนจบ)

The101.world

อัพเดต 18 ก.ค. 2567 เวลา 14.57 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2567 เวลา 03.30 น. • The 101 World

อ่าน พระเกจิในเพลงลูกทุ่งไทย (ตอน 1) : พลทหาร ยอดรัก สลักใจ กับ ‘ลูกคอพุทธคุณ’ สู้คอมมิวนิสต์

การสิ้นสุดของยุคสู้คอมมิวนิสต์และการเข้าสู่สังคมโลกาภิวัตน์ในช่วงทศวรรษ 2530 ที่มาพร้อมกับความฝันในการกลายเป็น ‘เสือ’ ตัวที่ 5 ของเอเชีย ไม่เพียงส่งผลต่อระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจของไทยเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อความคาดหวังของประชาชนคนไทยที่มีต่อพุทธคุณ/บารมีของพระเกจิ ดังเห็นได้จากปรากฏการณ์ชื่อเสียงของ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เกจิชื่อดังแห่งวัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา ที่นอกจากพุทธคุณทางด้านแคล้วคลาดปลอดภัยแล้ว หลวงพ่อคูณ ยังมีชื่อเสียงในด้านการปลุกเสกพระเครื่องและวัตถุมงคลในด้านเมตตา มหานิยม และโชคลาภร่ำรวย จนเป็นที่เลื่องลือ ในขณะที่วัฒนธรรมประชานิยมอย่างเพลงลูกทุ่งไทย ก็เห็นได้จากภาพลักษณ์ของนักร้องลูกทุ่งอย่าง ยอดรัก สลักใจ ซึ่งเคยเป็นร่างทรงของทหารไทยที่พกพระเครื่องและเครื่องรางของขลังติดตัวออกสู่สมรภูมิรบในเพลง ‘ทหารใหม่ไปกอง’[1] เปลี่ยนแปลงสู่การเป็นนักร้องลูกทุ่งสมัยใหม่หรือแนวกึ่งสตริงกึ่งลูกทุ่งแนวมหาเสน่ห์ โดยมีผลงานเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างเพลง ‘เอาแน่’ ‘สามสิบยังแจ๋ว’ ‘เด็กเอ๊าะๆ’ ‘เด็กมันยั่ว’ ‘ไม่มีเวลาไปหาเมียน้อย’ และ ‘คาถามหานิยม’

เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย และระบบความเชื่อ/ความศรัทธาของคนในสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2530 ก่อให้เกิดปรากฏการณ์น่าสนใจมากมาย ดังที่งานศึกษาของ ณัฐพล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์ กล่าวสรุปว่า

“การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม มีการรับวัฒนธรรมต่างชาติ รวมถึงเรื่องความมั่นใจในทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เติบโตขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางของสังคม โดยสะท้อนออกมาให้เห็นในหลายๆ รูปแบบ อาทิ เกิดการขึ้นของลัทธิเสด็จพ่อ ร.5 การนับถือเจ้าแม่กวนอิม เกิดกระแสนับถือพระสุพรรณกัลยา รวมถึง พระเครื่องที่สร้างขึ้นโดยพระเกจิอาจารย์และมีการตั้งชื่อรุ่นต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงความเชื่อกับเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งพระเกจิอาจารย์ที่สร้างพระเครื่องและได้รับความนิยมจากผู้คนเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้น คือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา”[2]

หลวงพ่อคูณ

ปรากฏการณ์ของ หลวงพ่อคูณ ในช่วงทศวรรษ 2530 คือภาพที่ชัดเจนที่สุดของประวัติศาสตร์ พระเกจิในช่วงระยะเวลารอยต่อแห่งการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังต่อพุทธคุณของพระเกจิในสังคมไทย ซึ่งในงานศึกษาของ ปีเตอร์ เอ แจ็คสัน (Peter A. Jackson) เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “จากคงกระพันชาตรีสู่ความร่ำรวย”[3]

กล่าวโดยสังเขป ในระยะแรก หลวงพ่อคูณ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในด้านพุทธคุณอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย จากการปลุกเสกเหรียญรุ่นแรกในปี 2512 ซึ่งเป็นหนึ่งในเหรียญที่ทหารไทยแทบภาคอีสานนิยมพกติดตัวเมื่อออกสู่สมรภูมิรบในสงครามการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ที่ลาวและเวียดนาม

ชื่อเสียงและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์วัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณเลื่องลืออย่างมากใน ปี 2536 เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมโรงแรมรอยัลพลาซ่า ถล่มกลางเมืองนครราชสีมา มีผู้เสียชีวิตถึง 137 ราย บาดเจ็บกว่า 300 ราย[4] ท่ามกลางเหตุสลดใจดังกล่าวปรากฏข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ๊งบางคนได้สังเกตเห็นว่า ‘ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ล้วนห้อยพระหลวงพ่อคูณทั้งสิ้น’ ไม่เพียงเท่านั้น หลวงพ่อคูณ ยังได้เดินทางมาบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และอาสากู้ภัยในการปฏิบัติงาน โดยก่อน หลวงพ่อคูณ จะเดินทางกลับ แม่ทัพภาคที่ 2 ในขณะนั้นได้กราบถามหลวงพ่อคูณถึงสภาพความเสียหายของตึกที่ตั้งโด่เด่เหลืออยู่เพียงแท่งเดียวและมีความเสี่ยงจะพังทลายลงมา ว่า “ไอ้ตึกที่มันตั้งโด่เด่ อยู่แท่งเดียวนี้มันจะล้มไหมครับ” หลวงพ่อคูณตอบกลับว่า “กูว่ามันไม่ล้มลงมาดอก” ผลปรากฏว่าต่อมา เจ้าหน้าที่ได้นำลวดสลิงและหมอนไม้มายึดรากฐานของตัวตึกได้สำเร็จ จนกลายเป็นที่กล่าวขานเลื่องลือว่าสาเหตุที่ตึกไม่ล้ม เพราะหลวงพ่อคูณสะกดอาคมไว้[5]

ไม่เพียงในด้านพุทธคุณแคล้วคลาดปลอดภัย หลวงพ่อคูณยังมีชื่อเสียงในด้านการเป็น ‘พระนักพัฒนา’ เนื่องจากเงินรายได้จากการให้เช่าบูชาวัตถุมงคลในช่วงทศวรรษ 2520 ได้ถูกนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งคมนาคม การศึกษา และพยาบาล ซึ่งล้วนเป็นโครงการ/กิจกรรมที่เกิดประโยชน์กับคนจำนวนมาก ขณะที่ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2530 วัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณก็เชื่อมโยงกับแรงปรารถนาทางเศรษฐกิจของคนในสังคมไทยขณะนั้น ที่กำลังฝันที่จะกลายเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย ดังที่แจ็คสันตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า

“ก่อนปี พ.ศ. 2533 ชื่อรุ่นเหรียญพระเครื่องของหลวงพ่อคูณมักมีชื่อเรียกตามธรรมเนียม รุ่นที่สร้างตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2510 และ 2520 เรียกว่า ‘รุ่นโรงเรียน’ มาจากการให้เช่าบูชาวัตถุมงคลเพื่อระดมทุนสร้างโรงเรียนในชุมชน หรือ ‘รุ่นใบโพธิ์’ ที่เรียกตามสัญลักษณ์ทางศาสนาพุทธโบราณของต้นโพธิ์ซึ่งพระโคดมพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ ใต้ต้นไม้นั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ชื่อรุ่นเหรียญพระเครื่องของหลวงพ่อคูณกลับเชื่อมโยงเข้ากับการระดมทุนอย่างชัดเจน”[6]

สอดคล้องต่อเนื่องกับข้อสังเกตในงานของ ณัฐพล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์ ที่สังเกตว่า

“พระเครื่องของหลวงพ่อคูณที่สร้างขึ้นในช่วง พ.ศ.2535 – พ.ศ.2538 มีมากกว่า 1,000 รุ่น ซึ่งในการสร้างพระเครื่องแต่ละครั้งนั้นจะมีการตั้งชื่อรุ่นของพระเครื่องให้แตกต่างออกไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าชื่อรุ่นพระเครื่องของหลวงพ่อคูณที่สร้างขึ้นมาในช่วงระยะเวลานี้ จะมีชื่อรุ่นที่สื่อความหมายเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเงิน ฐานะ อาทิ รุ่นกูให้ทำ ผู้บูชารวยลูกเดียว, รุ่นรวยแน่, รุ่นรวยไม่เลิก, รุ่นรวยบูรพา, รุ่นมหาเศรษฐี, รุ่นดวงเศรษฐี, เจ้าสัวมหาเศรษฐี เหลือกินเหลือใช้, รุ่นมงคลปริสุทโธดวงเศรษฐี, รุ่นทวีคูณ, รุ่นคูณ เงิน ทอง โชค ลาภ, รุ่นคูณให้ลาภ เป็นต้น”[7]

ไม่เพียงแต่พระเครื่องและวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณที่สะท้อนภาพสังคมเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษ 2530 จากรายการ Nation Talk ของ สุทธิชัย หยุ่น และ สุภาพ คลี่ขจาย ในปี 2538 ยังปรากฏภาพแรงปรารถนาทางเศรษฐกิจของผู้คนที่นำโฉนดที่ดินมาให้หลวงพ่อคูณเหยียบเพราะเชื่อว่าจะทำให้ซื้อขายที่ดินได้ง่าย[8] อันสะท้อนภาพปรากฏการณ์ ‘เศรษฐกิจฟองสบู่’ ของอสังหาริมทรัพย์ไทยก่อนการเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในช่วงราวปี 2540 เช่นเดียวกับภาพผู้คนที่ยื่นกระเป๋าเงินหรือวัตถุสิ่งของให้หลวงพ่อคูณเอามือสัมผัสเพราะเชื่อว่าเป็นสิริมงคลจะทำให้ร่ำรวย รวมไปถึงภาพการ ‘เคาะกะโหลก’ เพื่อปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บและเสริมสิริมงคล ซึ่งถือเป็นภาพเอกลักษณ์ประจำตัวของหลวงพ่อคูณ

อนึ่ง หากพิจารณาด้วยสายตาแบบชาวบ้านทั่วไปแล้ว อิทธิฤทธิ์สำคัญที่สุดของหลวงพ่อคูณเห็นจะได้แก่ การครองตนให้เป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดจนถึงกาลมรณภาพ ซึ่งนับว่าหายากในบรรดาพระเกจิที่มีชื่อเสียงในระดับเทียบเท่าหลวงพ่อคูณ นอกจากนี้ หลวงพ่อคูณยังเป็นพระที่ใช้ ‘วาทศิลป์แบบชาวบ้าน’ กล่าวคือ นอกจากประโยคทั่วไปอย่าง กู มึง ไอ้นาย ที่หลวงพ่อคูณนิยมใช้แล้ว หลวงพ่อคูณมิได้มีภาพลักษณ์เป็นพระนักเทศน์ที่นิยมใช้คำหรือภาษาบาหลีซึ่งคนทั่วไปมักไม่เข้าใจ โดยหลวงพ่อคูณจะนิยมตอบคำถาม/ข้อสงสัยด้วยวิธีการ อุปลักษณ์/อุปมาอุปไมย ผ่านเรื่องราวง่ายๆ ทั่วไปที่ชาวบ้านเข้าใจได้ เช่น ด้วยรายได้ในการจำหน่ายวัตถุมงคลของวัดบ้านไร่ที่สูงถึงหลักหลายแสนบาทต่อวันและหลักล้านบาทต่อสัปดาห์ ทำให้หลวงพ่อคูณและคณะกรรมการวัด ถูกวิจารณ์และตั้งข้อสงสัยถึงจำนวนรายได้ที่แท้จริงและการนำเงินไปใช้ประโยชน์ ซึ่ง หลวงพ่อคูณ ได้เคยสัมภาษณ์กับสื่ออย่างเข้าใจง่ายและสิ้นสงสัยไปในทีว่า “ทำบัญชีเอาไว้อย่างดี เพื่อให้สบายใจว่าเอาเงินไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร” และเปรียบเทียบถึงปัญหาข้อสงสัยในการใช้เงินว่า “การรั่วไหลก็รั่วไป เอ็งไปกั้น ตักปลา จะให้ได้ทุกตัวใครเขาเคยเล่า ตัวไหนได้ก็เอา ตัวไหนรอดไปได้ข้ามไปได้ก็ช่างมัน”[9]

เช่นเดียวกับการตอบคำถามผ่านสื่อสาธารณะ หลวงพ่อคูณ ก็มักนิยมตอบคำถาม/ข้อสงสัยด้วยความเรียบง่ายธรรมดา เช่น เมื่อ สัญญา คุณากร ถามว่า ผู้คนมักรอดตายมาได้เพราะห้อยพระหลวงพ่อคูณเป็นพระปาฏิหาริย์ใช่ไหมครับ หลวงพ่อคูณ ตอบกลับง่ายๆ ว่า “ไม่ใช่เลยหลาน คนมันไม่ถึงคราวตาย” และเมื่อสัญญาขอให้หลวงพ่อคูณเขียนยันต์อักขระแคล้วคลาดคลาดปลอดภัย หลวงพ่อคูณ ก็ใช้ปากกาเมจิเขียนใส่ลงกระดาษด้วยประโยคว่า “คนประมาท ตายไปหมดแล้ว ยังอยู่แต่คนไม่ประมาท อย่าประมาทไม่ดี”[10]

กล่าวได้ว่า สื่อมวลชนเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อคูณโด่งดังเป็นอย่างมาก และความโด่งดังของหลวงพ่อคูณก็สะท้อนผ่านมิติวัฒนธรรมประชานิยมในเพลงเพื่อชีวิตอย่างเพลง หลวงพ่อคูณ ของวง คาราบาว ผลงานการประพันธ์ของ พยัพ คำพันธุ์ จากอัลบั้ม รุ่นคนสร้างชาติ ในปี 2537 ที่ผู้คนมักจดจำและเรียกอัลบั้มดังกล่าวของวงคาราบาวว่า ‘อัลบั้ม หลวงพ่อคูณ’ มากกว่าชื่ออัลบั้มจริงด้วยซ้ำ ซึ่งเนื้อหาของเพลงก็สะท้อนปรากฏการณ์หลวงพ่อคูณ ในแง่ความคาดหวังต่อบารมีพุทธคุณพระเกจิในด้าน โชคลาภร่ำรวย ได้เป็นอย่างดี ดังที่ น้าแอ๊ด คาราบาว ร้องขึ้นต้นว่า

“เมตตามหามงคล แด่สาธุชนศิษย์หลวงพ่อคูณ หลั่งไหลกันมาทำบุญ พรหลวงพ่อคูณขอให้รวยให้รวย รับแจกวัตถุมงคล ประพรมน้ำมนต์สาธุชนพระช่วย เดินสายปลอดภัยไปได้สวย ค้าขายร่ำรวยดั่งถูกหวยเบอร์ใหญ่”

พระเกจิใน‘ลูกคอพุทธคุณ’ เพลงลูกทุ่งไทย

ไม่เพียงการปรากฏภาพความเปลี่ยนแปลงจากพุทธคุณอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย สู่พุทธคุณโชคลาภร่ำรวย[11] อีกหนึ่งพุทธคุณที่ปรากฏในวัฒนธรรมประชานิยมเพลงลูกทุ่งในช่วงต้นทศวรรษ 2540 คือ พุทธคุณเมตตา มหานิยม ดังปรากฏในเพลง คาถามหานิยม ของ ยอดรัก สลักใจ ที่ขับร้องว่า

“โอม จะเป่าคาถา มหาละลวย ดลหัวใจคนสวย ให้มาหลงเสน่ห์

ทั้งสาวใหญ่สาวเล็ก ทั้งนางเอกลิเก ทั้งแม่ค้าหาบเร่ ทั้งที่อยู่โรงงาน

โอม จะเสกคาถา ลงนะหน้าทอง ให้ฉันมีชื่อก้อง อยู่ทั่วทุกมุมบ้าน

อย่าให้ต้องอกหัก ให้คนรักนานๆ เป็นขวัญใจชาวบ้าน ทั่วถิ่นฐานเมืองไทย”

จะเห็นได้ว่า จากพุทธคุณอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย ในช่วงทศวรรษ 2510 เมื่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไป ความคาดหวังต่อพุทธคุณพระเกจิในสังคมไทยก็เปลี่ยนแปลงมาสู่เมตตา มหานิยม ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องชื่อเสียง เศรษฐกิจ เงินทอง มากกว่าจะเป็นเรื่องภัยความมั่นคงทางการเมืองและการทหาร

ภาพความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นในเพลงดังอย่างเพลง ‘เสรีขอพร’ ที่ขับร้องโดย เสรี รุ่งสว่าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานเพลงที่ประพันธ์โดย พยัพ คำพันธุ์ เซียนพระชื่อดังเบอร์ต้นๆ ของวงการพระเครื่องไทย โดยเพลง เสรีขอพร เป็นผลงานเพลงที่แฟนๆ เพลงลูกทุ่งน่าจะคุ้นหูมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2550 เพราะเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คณะวงดนตรีลูกทุ่งต่างจังหวัด รวมทั้งยังถือเป็นอีกหนึ่ง ‘เพลงชาติ’ ของวงการประกวดเพลงลูกทุ่งไทยในปัจจุบัน

ความน่าสนใจคือ เนื้อหาในเพลง เสรีขอพร ปรากฏพระเกจิจำนวนหลายรูปในลักษณะเดียวกับเพลงทหารใหม่ไปกอง ของ ยอดรัก สลักใจ แต่ทว่า พุทธคุณที่ เสรี รุ่งสว่าง คาดหวังนั้นมิใช่เรื่องอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย หากแต่เป็นเรื่อง เมตตา มหานิยม มีคนรักคนหลง มีชื่อเสียงโด่งดัง ดังที่ เสรี ขับร้องอย่างไพเราะว่า

“สิบนิ้วพนม แล้วก้มลงกราบ ขอบารมี พ่อปู่ฤๅษีผู้มีวิชา

ให้เสียงกังวานหวานแว่ว ดั่งมีมนตรา ขอให้เมตตามหานิยม

กราบหลวงพ่อเงิน แห่งวัดบางคลาน แคว้นเมืองพิจิตร ใครเห็นสักนิดขอให้ลุ่มหลง

วอนหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก ใครเห็นต้องงง

กราบหลวงพ่อคง ลงนะจังงัง

เสรีไม่หล่อ ขอพรต่อหลวงปู่ศุข ขอจงช่วยลูก สะกดให้มีมนต์ขลัง

กราบหลวงปู่โตพรหมรังสี ที่วัดระฆัง ขอให้ลูกดังกังวานสักคน

สิบนิ้วพนม แล้วก้มลงกราบ แทบบาทพ่อแล้ว

กราบหลวงพ่อแก้วที่อยู่เมืองชล

วอนหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ โปรดได้ช่วยดล แฟนๆ ทุกคนสงสาร เสรี”

จากเพลง ‘ทหารใหม่ไปกอง’ ถึงเพลง ‘เสรีขอพร’ มีข้อสังเกตและน่าสนใจอย่างน้อย สองประการ คือ หนึ่ง ความคาดหวังในพุทธคุณพระเกจิของคนในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากพุทธคุณอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย เปลี่ยนแปลงสู่พุทธคุณเมต ตามหานิยม โชคลาภร่ำรวย ซึ่งก็ปรากฏชัดในกรณีของหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ และหลวงปู่โต/หลวงพ่อโต วัดระฆัง ที่ในทศวรรษ 2510 ยอดรัก สลักใจ ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัยในสนามรบ แต่ในทศวรรษ 2550 เสรี รุ่งสว่าง ขอให้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคนรักคนเมตตา

สอง พระเกจิอาจารย์ส่วนใหญ่ในเพลงเสรีขอพร เป็นพระเกจิที่จำวัดหรือมีชื่อเสียงในเขตพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในแถบภาคกลางและภาคตะวันออก แตกต่างออกไปจากเพลงทหารใหม่ไปกอง ที่พระเกจิครอบคลุมในทุกภาคและเชื่อมโยงกับมิติด้านความมั่นคงเป็นสำคัญ กล่าวคือ ในเชิงภูมิศาสตร์ของพระเกจิที่ปรากฏในเพลงเสรีขอพร มีนัยยะเชื่อมโยงกับพื้นที่ความเจริญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคแรงงาน บริการ และอุตสาหกรรมโรงงาน ดังปรากฏว่าในเพลงเสรีขอพร มีพระเกจิที่จำวัดหรือมีชื่อเสียงอยู่ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรมถึงหกรูป ห้าจังหวัด หนึ่งเมืองหลวง ได้แก่ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จังหวัดฉะเชิงเทรา หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม จังหวัดสมุทรสงคราม หลวงปู่โต (สมเด็จโต) วัดระฆัง กรุงเทพมหานคร หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จังหวัดชลบุรี และหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี

รายนาม พระเกจิ ในเพลง เสรีขอพร

เกจิอาจารย์ วัด จังหวัด ภาค หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร เหนือ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทรา ตะวันออก หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม กลาง หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท กลาง หลวงปู่โต (สมเด็จโต) วัดระฆัง กรุงเทพมหานครฯ กลาง หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี ตะวันออก หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ ปัตตานี ใต้

กล่าวได้ว่า ลูกคอพุทธคุณในเพลงลูกทุ่งไทยช่วงทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา แสดงให้เห็นถึงแรงศรัทธาและพุทธคุณที่คาดหวังต่อพระเกจิอาจารย์ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับแรงปรารถนาและความเจริญทางเศรษฐกิจของผู้คน ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และระดับชนชั้นทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชนชั้นล่างถึงชนชั้นกลางประเภทกลุ่มอาชีพค้าขาย บริการ นักน้อง นักแสดง ไปจนถึงหนุ่มสาวในโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นแรงพลังขับเคลื่อนความศรัทธาและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้ก็เปรียบเสมือนทัพหน้าของผู้ที่ต้องได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก หากสังคมไทยเผชิญวิกฤตปัญหาทางเศรษฐกิจ ดังจะปรากฏชัดเจนต่อมาในเพลง ‘วอนหลวงพ่อรวย’ ของ มนต์แคน แก่นคูณ

วอนหลวงพ่อรวย

หากปรากฏการณ์หลวงพ่อคูณในช่วงทศวรรษ 2530 คือภาพสะท้อนแรงปรารถนาทางเศรษฐกิจในยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองของเศรษฐกิจไทยในยุคฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ปรากฏการณ์เพลง ‘วอนหลวงพ่อรวย’ ของ มนต์แคน แก่นคูณ ในปี 2563 กลับให้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ แม้ปรากฏการณ์ของทั้งสองหลวงพ่อจะเชื่อมโยงสัมพันธ์กับมิติเศรษฐกิจ แต่กลับมีลักษณะบริบททางสังคมเศรษฐกิจในลักษณะตรงข้าม

เมื่อเปรียบเทียบกัน บรรยากาศของปรากฏการณ์หลวงพ่อคูณเต็มไปด้วยพลังความหวังและความใฝ่ฝันทางเศรษฐกิจที่กำลังเจริญเติบโต ในขณะที่บรรยากาศของปรากฏการณ์ หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก เกจิดังแห่งวัดตะโก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลับเป็นความหวังในการหลุดพ้นจากภาวะพิษเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคำว่า ‘วอน’ ในเพลง ‘วอนหลวงพ่อรวย’ ที่สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์และความรู้สึกแห่งการ ‘ร้องขอ’ ‘อ้อนวอน’ และ ‘พึ่งพิง’ พระเกจิ[12] ด้วยอารมณ์สิ้นหวังและหมดหนทาง เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวผู้คนและเศรษฐกิจไทยกำลังประสบปัญหาอย่างหนักหน่วงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

เพลง ‘วอนหลวงพ่อรวย’ ประพันธ์โดย ครูสลา คุณวุฒิ ครูเพลงและปูชนียบุคคลสำคัญของวงการเพลงลูกไทย ผู้บันทึกพงศาวดารชีวิตของผู้คนในสังคมไทยลงบนอักษรคำร้องแห่งความไพเราะของเพลงลูกทุ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวชีวิตของกลุ่มพี่น้องผู้ใช้แรงงานและหนุ่มสาวในโรงงานอุตสาหกรรม[13] ซึ่งมีความเป็นไปได้ด้วยว่า เนื้อหาในเพลง วอนหลวงพ่อรวย ได้สะท้อนให้เห็นภาพของพี่น้องผู้ใช้แรงงานทั้งในภาคธุรกิจ บริการ และอุตสาหกรรมโรงงาน (หนุ่มสาวโรงงาน) ผู้ต่างถิ่น ที่หลั่งไหลเดินทางมาวัดตะโก เพื่อกราบสรีระสังขารของหลวงพ่อรวย ด้วยหวังว่าแรงศรัทธาและพุทธคุณของหลวงพ่อรวยจะช่วยปัดเป่าปัญหาทางการเงินและปัญหาชีวิต ดังที่ มนต์แคน ร้องว่า

“หอบใจโซๆ มาวัดตะโกกราบหลวงพ่อรวย การเงินมันติดชีวิตมันป่วยตัวช่วยไม่มีเลยพ่อ

ลูกมันคนจน ขาดคนจริงใจความหมายไม่พอ นับวันยิ่งจนแท้หนอ ขอพรหลวงพ่อช่วยที

อำเภอภาชี อยุธยา มุ่งมาด้วยใจ พระอาจารย์แก้ว หลวงพ่อองค์ใหม่ สานต่องานเต็มที่

อยู่ก็ร่มเย็น เบิ่งก็งามตา มหาเจดีย์ เป็นศูนย์รวมใจภาชี เป็นบุญลูกที่ได้มา

ตั้ง นะโม 3 จบ ต่อด้วยคาถาบูชาหลวงพ่อ นิมนต์เหรียญ ‘ชนะจน’ ขึ้นคอ

สวมเลส ‘พันล้าน’ ที่ข้อมือขวา ปัดเป่าความจน วอนพ่อช่วยดลให้คนเมตตา

ให้ลูกได้รวยกับเขาบ้างนะ ให้สมคำว่า ศิษย์หลวงพ่อรวย

ฝากใจโซๆ ให้วัดตะโก แผ่บุญบันดาล สิ่งที่เคยติดแค่คิดให้ผ่าน ทุกฝันวอนพ่อให้ช่วย

บาปที่ใครทำ เจ็บที่เคยโดน ให้พ้นความซวย ฐานะที่ยังล้มป่วย พ่อรวยโปรดช่วยชี้ทาง”

จะเห็นได้ว่า แม้ความคาดหวังพุทธคุณพระเกจิที่ปรากฏในเพลงวอนหลวงพ่อรวยจะเป็นเรื่องโชคลาภร่ำรวย แต่บริบทที่รายล้อมในเนื้อหาทั้ง ‘ใจโซๆ ‘ ‘ชีวิตมันป่วย’ หรือ ‘ฐานะที่ยังล้มป่วย’ กลับสะท้อนภาพชีวิตผู้คนในระดับชนชั้นล่างถึงชนชั้นกลาง โดยเฉพาะพี่น้องผู้ใช้แรงงานในภาคธุรกิจ บริการ และอุตสาหกรรมโรงงาน ที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น เมื่อพิจารณา พระเกจิใน ‘ลูกคอพุทธคุณ’ เพลงลูกทุ่งไทย ดังที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น นอกจากภาพความเปลี่ยนแปลงแห่งความคาดหวังในพุทธคุณพระเกจิของคนในสังคมไทยที่สัมพันธ์ไปกับสภาพสังคมการเมืองและเศรษฐกิจไทยแล้ว ‘ลูกคอพุทธคุณ’ ในเพลงลูกทุ่งไทย ยังทำให้ได้สัมผัสถึงบรรยากาศของยุคสมัยที่ถูกบันทึกลงในคำร้องและทำนองของเพลงลูกทุ่ง ซึ่งก็อาจจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากหลักฐานประเภทอื่นๆ ในสังคมร่วมสมัยอย่าง แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ

ในขณะที่ทางโลกเชิงวิชาการ (ซึ่งคงไม่สำมะคัญเท่าใดนัก) ผู้เขียนขออนุญาตบันทึกปิดท้ายว่าสองบทความขนาดยาวต่อเนื่องนี้ ได้รับแรงบัลดาลใจจากการอ่านงาน ‘เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม’ ของ ปีเตอร์ เอ แจ็คสัน พร้อมๆ กับตั้งข้อสงสัยไปในทีว่า ข้อเสนอเรื่อง ‘ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง’ เป็นปรากฏการณ์ที่อาจจะพออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมไทยได้ในช่วงทศวรรษ 2530 แต่สำหรับในช่วงทศวรรษ 2540 และ 2560 ผู้เขียนในฐานะชาวบ้านคนหนึ่งกลับมีความรู้สึกว่า อารมณ์และความรู้สึกของคนระดับชั้นล่างและชนชั้นกลาง โดยเฉพาะพี่น้องผู้ใช้แรงงานในภาคธุรกิจ บริการ และอุตสาหกรรมโรงงาน มิได้วาดฝันถึงการ ‘บูชาความมั่งคั่ง’ เสียจนขนาดนั้น หากแต่มีลักษณะแบบ ‘วอน’ ‘พึ่งพิง’ ‘อ้อนขอ’ เพราะโลกแห่งความเป็นจริงทั้ง ‘ใจโซๆ’ ‘ชีวิตมันป่วย’ ‘ขาดคนจริงใจ’ และ ‘ฐานะที่ยังล้มป่วย’ ลัทธิบูชาความมั่งคั่งดูจะเป็นเพียงฝันที่ไกลเกินจริง

อาจจะฟังดูเหมือนโหดร้าย แต่จินตนาการทางเศรษฐกิจของเพลงวอนหลวงพ่อรวยนั้นมิใช่บูชาความมั่งคั่งแน่ๆ เพราะจุดหมายปลายแห่งความคาดหวังในพุทธคุณบารมีในเพลงวอนหลวงพ่อรวย จากการบันทึกของ ครูสลา คุณวุฒิ แสดงให้เห็นว่า แรงปรารถนาเป็นเพียงฝันเล็กๆ ที่ขอให้ชีวิตได้พ้นผ่านอย่างไม่ลำบากยากเข็ญดังที่เป็นอยู่ อย่างเช่น ‘ให้ลูกได้รวยกับเขาบ้างนะ’ ‘สิ่งที่เคยติดแค่คิดให้ผ่าน’ และ

‘ทุกฝันวอนพ่อให้ช่วย พ่อรวยโปรดช่วยชี้ทาง’.

[1] โปรดดูประเด็นนี้ในบทความตอนที่ 1 ใน อิทธิเดช พระเพ็ชร, พระเกจิในเพลงลูกทุ่งไทย (ตอน 1) : พลทหาร ยอดรัก สลักใจ กับ ‘ลูกคอพุทธคุณ’ สู้คอมมิวนิสต์, เข้าถึงข้อมูลใน https://www.the101.world/instructors-in-thai-country-music-part-1/

[2] ณัฐพล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์, พระเครื่องกับสังคมไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึง พ.ศ. 2550 : การศึกษาคติความเชื่อ รูปแบบ และพุทธพาณิชย์, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554, 173 – 174. และดูปรากฏการณ์อื่นๆ ได้ใน Peter A. Jackson ; แปลโดย วิราวรรณ นฤปิติ, เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2566),

[3] Peter A. Jackson ; แปลโดย วิราวรรณ นฤปิติ, เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม, 266 – 270.

[4] 30 ปี โศกนาฏกรรมตึกถล่มโคราช นาทีชีวิต 137 ศพ ใต้ซากปรักหักพัง,เข้าถึงข้อมูลใน https://www.thairath.co.th/scoop/flashback/2716230

[5] ปาฏิหาริย์ หลวงพ่อคูณ โรงแรมถล่ม คนติดซากรอดตาย ยืนทำนาย “กูว่าไม่ล้มดอก”, เข้าถึงข้อมูลใน https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1477816

[6] Peter A. Jackson ; แปลโดย วิราวรรณ นฤปิติ, เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม, 323.

[7] ณัฐพล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์, พระเครื่องกับสังคมไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึง พ.ศ. 2550 : การศึกษาคติความเชื่อ รูปแบบ และพุทธพาณิชย์, 175.

[8] สัมภาษณ์หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ, เข้าถึงข้อมูลใน https://www.youtube.com/watch?v=68YUk9ee0YU

[9] Peter A. Jackson ; แปลโดย วิราวรรณ นฤปิติ, เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม, 322 – 323.

[10] เจาะใจในอดีต I หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ, เข้าถึงข้อมูลใน https://www.youtube.com/watch?v=eq9zTd2l3Ws

[11] ผู้เขียนขอบันทึกว่า มีความเห็นด้วยกับข้อเสนอในงานของ Peter A. Jackson ว่าแรงปรารถนาทางเศรษฐกิจของผู้คนเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญในช่วงทศวรรษ 2530 แต่กลับไม่แน่ใจนักว่าจะสามารถเรียกได้ว่าเป็น “ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง” โดยตลอดได้หรือไม่ กล่าวคือ ผู้เขียนกลับมีความรู้สึกว่า “ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง” เป็นรูปคำที่ให้จินตภาพถึงกลุ่มคนชั้นกลางระดับ “นายทุนน้อย” ขึ้นไป แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาทั่วไปซึ่งก็มีแรงปรารถนาทางเศรษฐกิจเช่นกัน ความคาดหวังและแรงปรารถนาทางเศรษฐกิจอาจมิได้อยู่ในระดับเทียมเท่ากัน กล่าวคือ เมื่อกล่าวถึงแรงปรารถนาทางเศรษฐกิจในระดับชาวบ้านทั่วไป ผู้เขียนกลับคุ้นเคยและคิดถึงรูปคำว่า โชคลาภ/ร่ำรวย ดังที่ น้าแอ๊ด คาราบาว ร้องว่า “ค้าขายร่ำรวยดั่งถูกหวยเบอร์ใหญ่”

[12] ดูการวิเคราะห์เพลง วอนหลวงพ่อรวย ใน พรชัย นาคสีทอง ดิเรก ด้วงลอย และ พระปลัดระพิน พุทฺธิสาโร, เพลงวอนหลวงพ่อรวย วัดตะโก ของนักร้องมนต์แคน แก่นคูน: ภาพสะท้อนบริบทของสังคมไทยผ่านพฤติกรรม “อ้อนวอน-พึ่งพา” ในช่วงปี พ.ศ. 2563, วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (2564): พฤษภาคม – สิงหาคม 2564, 90 – 101.

[13] สามารถดูเพิ่มเติมได้ใน อิทธิเดช พระเพ็ชร, นอนห้องเช่า เข้าเซเว่นฯ เล่นมือถือ: ลูกคอบริโภคในเพลงลูกทุ่งไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 (ตอนจบ), เข้าถึงข้อมูลใน https://www.the101.world/capitalism-in-thai-country-songs-part-2/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...