พาสปอร์ตสู่โลกใบใหญ่ ชีวิตในภาพถ่ายของ ‘วินัย ดิษฐจร’
ภาพถ่ายหนึ่งใบแทนคำพูดได้หมื่นล้านคำ นี่คือสำนวนเก่าคร่ำครึที่ได้ยินเกลื่อนและเห็นอยู่บ่อย ๆ บางบริบทที่ถูกนำไปใช้ก็ยังเชยจนแทบไม่เหลือความโรแมนติก แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ซึ่งหลงใหลในภาพถ่าย หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว ภาพถ่ายที่คั้นกลั่นมาจากความคิดสร้างสรรค์ จากชีวิตและประวัติศาสตร์ จากเรื่องราว จากเลือดเนื้อ และจากประสบการณ์เคี่ยวกรำเข้มข้น ย่อมไม่ห่างไกลความหมายของสำนวนคร่ำครึข้างต้น
ในวัย 60 ปี วินัย ดิษฐจร นิยามตัวเองเป็นศิลปินภาพถ่ายอิสระ ผู้กำลังเดินเรื่องขอรับเบี้ยผู้สูงอายุ เขาคิดว่ายังมีเวลาอีก 15 ปี ก่อนจะอายุ 75 ปี ที่คาดไว้ว่าคงเป็นคืนวันของการเกษียณตัวเองจากการทำงาน กระนั้น เขาก็คิดว่าเวลา 15 ปีนั้นผ่านไปเร็วมาก นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขายังคงออกไปถ่ายภาพ และสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง
ย้อนกลับไปหลายสิบปี พี่วินัยค่อย ๆ สะสมความหลงใหลที่มีต่อการถ่ายภาพ จดและตัดแปะภาพในสมุดบันทึก ผ่านการถ่ายภาพฟิล์มม้วนแรกด้วยกล้องยี่ห้อ Petri เขาเป็นกระเป๋ารถเมล์อยู่เจ็ดปี ก่อนจะไปเป็นทหาร แล้วลาออกมาทำงานในโรงงาน กระทั่งเก็บเงินจนซื้อ Pentax K1000 พร้อมเลนส์ 50mm ได้จากร้านย่านสะพานเหล็กในขณะนั้น
พี่วินัยเริ่มงานในฐานะช่างภาพนิตยสารสัตว์เลี้ยง “หมานี่แหละ ทำให้เราถ่ายรูปเป็น” ครั้งหนึ่งพี่วินัยเคยบอกกับผมแบบนั้น ต่อมาไม่นานพี่วินัยเปลี่ยนงานอีกสองครั้ง โดยไปทำกับนิตยสารท่องเที่ยวและหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และแล้วในปี 2003 พี่วินัยก็กลายเป็นช่างภาพไทยคนแรกที่ได้ร่วมงานกับสำนักข่าว EPA (European Pressphoto Agency) ของเยอรมนีที่มาเปิดสาขาในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พี่วินัยทำงานกับ EPA ราวสองปีครึ่ง ก่อนจะลาออกมาเป็นช่างภาพอิสระ
ระหว่างทำสารคดีสุนัขพลร่ม / วินัย ดิษฐจร
สองทศวรรษต่อมา พี่วินัยยังคงเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เช่า ใช้ทักษะของช่างภาพข่าวที่เคยทำในอดีต ลุยเดี่ยวฝ่าเส้นทางทั้งนอกและในประเทศ ขึ้นเหนือลงใต้ หลายคนที่พบเห็นเขา ต่างรู้สึกทึ่งในเรี่ยวแรงพลังแห่งความปรารถนาของช่างภาพวัย 60 ปี
พี่วินัยกล่าวว่า ทุกวันนี้เขาไม่ได้ถ่ายภาพในลักษณะภาพข่าวที่รายงานให้คนรับรู้สถานการณ์อีกแล้ว แต่เขาถ่ายภาพเพื่อทำให้ภาพถ่ายเป็นศิลปะ เพื่อให้ภาพเหล่านั้นเหมาะสมกับการแขวนผนังหรืออยู่ในหนังสือภาพ และนำไปสู่การที่ภาพถ่ายจะสามารถสื่อสารและหยิบจับมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง
พี่วินัยมีความตั้งใจแน่วแน่ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะเป็นช่างภาพ อะไรที่ทำให้รู้สึกชัดเจนแบบนั้น
มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราหลุดพ้นจากวิถีชีวิตที่ตัวเองไม่พอใจ จากประสบกาณ์การทำงานโรงงาน หรือเป็นกระเป๋ารถเมล์ ก็อยู่แต่สถานที่เดิมซ้ำ ๆ เราคิดว่าการถ่ายภาพเป็นเหมือนพาสปอร์ตสำคัญที่ทำให้เราไปเห็นโลก สำคัญคือเราได้เดินทาง เราได้เห็นโลก และเราได้ใช้ชีวิต
ตอนที่พี่วินัยเริ่มต้นถ่ายภาพ มีอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดบ้าง มีเรื่องไหนไหมที่ทำให้รู้สึกท้อแท้
มีไปตามช่วงเวลา ช่วงต้นก็เป็นกล้องฟิล์มทั่วไปที่ใช้ถ่ายได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องไปทำงานที่มีเงื่อนไขเพิ่มขึ้น อาจต้องมีความรวดเร็วในการขึ้นฟิล์ม รวดเร็วในการโฟกัส หรืองานที่มีข้อจำกัดของสภาพแสง หรือโจทย์ต่าง ๆ ในระดับมืออาชีพ อันนั้นก็เริ่มจะเป็นอุปสรรค อุปสรรคคือเราไม่มีตังค์ไปหาซื้อ หรืออย่างตอนเปลี่ยนที่ทำงานแล้วเจอกับความท้าทายใหม่ ๆ ความรู้ในการถ่ายสตูดิโอ หรือเทคนิคต่าง ๆ ที่ยากขึ้น แต่อุปกรณ์ของเราไม่ซัพพอร์ต มันก็เป็นอุปสรรคเหมือนกัน ซึ่งเราก็จะมีคำพูดอยู่ในใจว่า ‘สร้างสรรค์งานให้ดีภายใต้ข้อจำกัดของอุปกรณ์’ มันคือการแก้ปัญหา เดี๋ยวเราก็เติบโตไปตามเส้นทางของตัวเอง เมื่อเติบโตไปเราอาจได้เจอองค์กรที่ซัพพอร์ตได้มากขึ้น หรือเรามีสิทธิ์ในการเข้าถึงอุปกรณ์ที่ดีขึ้น
เรื่องไม่มีเงิน มันก็อาจเป็นไปตามช่วงเวลา ถ้าคุณทำงานสักวันคุณก็ต้องมีเงินบ้าง และคุณก็ต้องบริหารจัดการเงิน หรือการไปหาเงินมา การหาความรู้เพื่อที่จะมีความรู้เพื่อไปหาเงินมา การหาความรู้เพื่อที่จะมีทักษะ เพื่อที่จะทำงาน เพื่อที่จะได้ค่าตอบแทนที่ยุติธรรม มันก็จะเป็นไปตามสเต็ป
วินัย ดิษฐจร
เพราะอะไรพี่วินัยถึงเลือกที่จะเป็นช่างภาพข่าว ช่างภาพสารคดี
ที่จริงทำมาหลายสาย ถ่ายโฆษณา ถ่ายสิ่งของ แต่ที่เลือกทางนี้เพราะมันตอบสนองแรงปรารถนาอย่างที่บอก ได้เดินทาง ได้เห็นโลก ได้ใช้ชีวิต มันตอบโจทย์เรา และแน่นอนว่าการได้ใช้ชีวิตผ่านการเป็นช่างภาพ ก็ทำให้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตผู้คนและประวัติศาสตร์ไปด้วยในตัว เราใช้ชีวิตไปกับสิ่งนี้ ส่งต่อสิ่งที่ตาเห็นด้วยภาพถ่าย
ทราบมาว่าพี่วินัยกำลังทำภาพชุดใหม่เกี่ยวกับสงครามลับในลาว พอจะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ได้ไหม
เป็นภาพช่วงสงครามเย็นที่เกิดขึ้นในประเทศลาว ซึ่งต่อมาส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ภาพชุดนี้ค่อนข้างเป็นแลนด์สเคปกับจุดที่เป็นไอคอนิกของการสู้รบ เราได้เดินทางไปสถานที่สำคัญ ยกตัวอย่าง สนามบินลับล่องแจ้ง สถานที่ซึ่งอเมริกาเคยสนับสนุนให้เกิดขึ้นเพื่อสู้รบกับคอมมิวนิสต์ หรือสถานีเรดาร์ลับที่ CIA (Central Intelligence Agency) ตั้งไว้บนยอดเขา รวมถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่เคยเป็นสมรภูมิการสู้รบ สิ่งเหล่านี้เป็นอดีตก็จริง แต่การเดินทางย้อนเวลากลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้น
แม้เป็นภาพแลนด์สเคป แต่ก็เป็นแลนด์สเคปที่มีประวัติศาสตร์ มีชีวิตอยู่ในนั้น ยกตัวอย่างสมรภูมิที่เคยโดนเครื่องบินของอเมริกายิงระเบิดเข้าใส่ มีคนตายในถ้ำ 300 กว่าคน หรืออย่างสถานีเรดาร์ลับ Lima Site 85 ที่อยู่ภูผาที ห่างจากชายแดนประเทศเวียดนาม 7 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศลาว สร้างโดยอเมริกาแล้วถูกทำลายด้วยกองทัพเวียดนามเหนือ ซึ่งในวันที่เราไปถึงนั้น ตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์ในอดีตพอดี เป็นเรื่องบังเอิญมาก ตอนแรกจะไปก่อนหน้านั้นหนึ่งวันแต่ไปไม่ถึง สภาพอากาศไม่ดีเลยขี่มอเตอร์ไซค์กลับ พอวันที่สองอากาศดี เราไปถึง เช็กข้อมูลปรากฏว่าเป็นวันเดียวกัน เวลาเดียวกันด้วย เป็นเรื่องมหัศจรรย์
สถานที่เกิดเหตุการณ์ส่วนใหญ่ของสงครามลับในลาว ผ่านกาลเวลามาแล้ว 50 ปี แต่ภาพจะมีความเป็นศิลปะ ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของโศกนาฏกรรม โดยทั่วไปคนที่ไปที่นั่นอาจไปเที่ยวในช่วงเช้าของวันที่ท้องฟ้าสีน้ำเงินแสงสดใส มันก็จะเป็นบรรยากาศแบบสถานที่ท่องเที่ยว แต่เราเลือกไปในวันที่ท้องฟ้าครึ้ม ๆ หรือพลบค่ำ ตอนที่บรรยากาศหมองหม่นดูลึกลับน่ากลัว เราเลือกไปในเวลาแบบนั้นเพราะต้องการให้ภาพเล่าเรื่องราวในอดีตออกมามากที่สุด ซึ่งต้องแลกกับการเดินทาง ฝ่าฟันอุปสรรค การต่อสู้กับความกลัว
เมื่อต้องเข้าไปทำงานในพื้นที่เฉพาะ อย่างการถ่ายสารคดีในประเทศลาว หรือในม็อบที่มีการชุมนุมทางการเมือง มีความจำเป็นไหมที่ช่างภาพต้องทำตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับผู้คนและสถานที่
แล้วแต่สถานการณ์ เมื่อก่อนเชื่อว่าเราต้องไปเป็นพวกเขาหรือสนิทกับเขา แต่เวลาผ่านมาก็ไม่จำเป็น เราก็อยู่เป็นคนนอกของเราไป แต่ไม่ต้องไปต่อต้าน ไม่ต้องทำตัวโดดเด่น หรือไปทำอะไรให้เขาระคายเคืองหัวจิตหัวใจ เราไม่จำเป็นต้องไปสนิทกับเขา ไม่ต้องเป็นพวกเขาก็ได้ เพราะบางทีเขาก็ไม่ได้อยากเป็นพวกกับเราหรอก เราแค่อย่าไปทำอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานก็พอ
ช่างภาพไม่ได้ถ่ายทุกอย่างที่ตาเห็น มีสิ่งใดบ้างที่ทำให้ตัดสินใจกดชัตเตอร์ในแต่ละครั้ง
ด้วยความเป็นภาพนิ่ง เราไม่ได้ทำตัวเป็นกล้อง CCTV หรือเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ถ้าพูดในทางวารสารศาสตร์ เราจะรู้ว่าช่วงเหตุการณ์แบบไหนน่าจะเหมาะสำหรับการเล่าภาพข่าว แต่ของเราจะเพิ่มเรื่องความเป็นศิลปะ เราเน้นเรื่องความงามทางศิลปะเข้าไปด้วย บางครั้งในหน้างานอาจยังไม่มีเหตุการณ์แบบข่าวหน้าหนึ่ง แต่มีองค์ประกอบของแสง รูปทรง องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีคุณค่าของการเป็นภาพถ่าย เราก็เลือกบันทึกไว้ ตรงนี้เป็นเรื่องของประสบการณ์ เรื่องรสนิยม รวมถึงการคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้า
อยากให้พี่วินัยช่วยเล่าประสบการณ์ในการทำงานถ่ายภาพที่ประทับใจให้ฟังสักเหตุการณ์
เอาเป็นล่าสุดแล้วกัน อย่างการไปประเทศลาว เราเคยรับรู้ว่า ครั้งหนึ่งไทยสนับสนุนให้อเมริกามาตั้งฐานทัพ สนับสนุนการฝึกเพื่อไปรบต่อต้านการเข้ามาของกองทัพเวียดนามเหนือกับลาวฝ่ายซ้ายในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งมารู้ภายหลังว่าที่เรียกว่าสงครามลับนั้นลับยังไง แต่ช่วงนั้นเราเห็นเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่แค่ในหนังไทยหรือนวนิยาย เรื่องแต่งเกี่ยวกับชีวิตทหารรับจ้างในลาว สยุมภู ทศพล, ทุ่งไหหิน หรือ ค่ายนรกเดียนเบียนฟู อะไรต่างๆ เหล่านี้ และพอเราได้เดินทางไป ซึ่งก็ยากลำบาก หนทางลูกรัง ขี่มอเตอร์ไซค์คนเดียว ต้องต่อสู้กับการหามุมภาพ เดินขึ้นเขาในวัยหกสิบ ทั้งนี้ความประทับใจอยู่ตรงที่เราได้เดินทางย้อนเวลาไปหาอดีต สถานที่ซึ่งยังคงหลงเหลือเศษซากจากสงครามให้เห็น และเราได้บันทึกภาพเป็นงานศิลปะ ซึ่งเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ เป็นประสบการณ์ที่เรารู้สึกว่าเป็นหนึ่งในงานมาสเตอร์พีซในช่วงชีวิตของเรา แม้ว่ายังอยู่ในช่วงของการทำงาน แต่เรามองออกเลย งานชิ้นนี้คือการตกผลึกในแง่ประสบการณ์
จากการเป็นผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ทางการเมืองภาคประชาชนมาร่วม 2 ทศวรรษ จนถึงวันนี้ หากเปรียบสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นเหมือนเฟรมภาพที่ต่อเนื่องมาจากอดีต ตามความเห็นส่วนตัว พี่วินัยมีความรู้สึกอย่างไรกับเฟรมภาพใบนี้
เมื่อมองกลับไป จะพบว่าความขัดแย้งของสองขั้วที่ดูเหมือนจะจบลง พอเวลาผ่านไปกลับมีโจทย์หรือข้อขัดแย้ง หรือปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ถูกรื้อฟื้นด้วยคนกลุ่มใหม่อยู่เสมอ เรื่องเดิมที่ถูกขยายเป็นประเด็นใหม่ ๆ พร้อมข้อเรียกที่ต่างไป เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยถูกพูดถึงแต่เขากล้าที่จะพูด ซึ่งจะเห็นได้ในช่วงปรากฏการณ์ 4-5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงบุคลิก ความเชื่อ วัฒนธรรมการประท้วงของเขาก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ เราคิดว่าน่าสนใจ ตรงนี้มีส่วนทำให้เกิดแรงปรารถนาที่จะบันทึกภาพต่อไป เพราะเราเห็นแล้วว่ามันไม่หยุดนิ่ง แต่อย่างที่บอกไปแล้ว ที่จริงตัวเองไม่ใช่คนที่ถ่ายการเมืองจ๋าอย่างเดียว เพียงแต่ช่วงเวลาหนึ่ง 10-15 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เราได้บันทึกมันและเป็นเจ้าของภาพชุดนี้ในฐานะช่างภาพอิสระ ซึ่งเมื่อถึงเวลาได้แสดงภาพเป็นกลุ่มเป็นก้อนก็ทำให้คนคิดว่าเราถ่ายแต่การเมือง
หมายความว่าช่วงเวลาร่วม 20 ปี ความขัดแย้งทางการเมืองไทยคือการวนลูป
มันจะมีช่วงการก่อตัวของอำนาจที่ไม่ชอบมาพากล ความอยุติธรรม แล้วก็จะมีกลุ่มที่มาต่อต้าน สู้เพื่อให้ความไม่ถูกต้องนั้นสลายหายไป จากนั้นก็เกิดการปะทะหรือการเจรจาต่อรอง หาจุดลงตัว ตามมาด้วยช่วงเวลาพบจุดลงตัวแบบที่ผู้มีอำนาจพอใจในระดับหนึ่ง แต่อาจไม่เป็นที่พอใจของประชาชน ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนถูกทำให้อ่อนแรงไม่สามารถสู้ได้ หวานอมขมกลืน จำยอมกันไปก่อน แต่แล้วพอผ่านไประยะหนึ่งก็จะมีช่วงเวลาที่ประชาชนกลับมาก่อตัวเพื่อต่อต้านอีกครั้ง วนกันไปแบบนี้ นี่คือสิ่งที่เราเห็นจากการเป็นช่างภาพ เป็นผู้สังเกตการณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งถามว่าถ้ารู้อย่างนี้แล้วทำไมยังออกไปถ่าย เราถ่ายเพราะเห็นคุณค่าของภาพถ่ายในการบันทึกประวัติศาสตร์ มันไม่ใช่แค่ภาพถ่าย แต่เป็นการเคลื่อนไหวของพลังประชาชน เราหลงใหลกับคาแรกเตอร์ ใบหน้าของผู้คน การแสดงออกของพวกเขา ซึ่งอธิบายความหมายของความเชื่อ ฉากหลังของสถานที่ มันมีเสน่ห์ตรงนี้
Thiti Wannamontha
มีอะไรที่พี่วินัยคิดว่ายังไม่ได้ทำ และอยากจะทำ อยากจะไป อยากจะสัมผัสประสบการณ์นั้น
พี่ก็อยากไปทุกที่ ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนหรืออุปกรณ์ ไปกับยานอวกาศก็ยังอยากไป ยังอยากเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน หรืออะไรก็ตามที่มีมาให้ทำ อยากทำต่อไปเรื่อยๆ ดูแลตัวเองให้แข็งแรง
คำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็นช่างภาพ
ถ้าในปัจจุบัน เรารู้สึกว่าในยุคดิจิทัล การทำงานของกล้องเปลี่ยนไปไม่เหมือนยุคฟิล์มแล้ว ถ้าจะมัวยึดติดกับรูปแบบเก่า ๆ มันไม่มีอุปกรณ์อะไรที่จะตอบสนองความต้องการได้เพียงพอ เพราะฉะนั้นคุณมุ่งไปดิจิทัลเลย คุณรู้กระบวนการควบคุมกล้อง คุณไม่ต้องไปรู้เหมือนในยุคก่อน คุณดูจากหน้าจอ ดูจากช่องมองภาพ จากฮิสโตแกรม จากนั้นคุณก็มาเรียนรู้การอีดิตรูป มุ่งไปสู่มิตินี้เลย ไม่ต้องคิดว่าต้องเก่งฟิล์มก่อน ไม่เกี่ยว ถ้าคุณจะทำเป็นอาชีพ นอกจากคุณถ่ายฟิล์มเป็นงานอดิเรก เป็นความโรแมนติกส่วนตัว แต่ผมพูดถึงค่ากลางของคนที่จะเดินหน้าไปเป็นช่างภาพ
ถ้าเราปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่ของการถ่ายภาพ และทำเป็นอาชีพ เราจะสื่อสารกับคนเจเนอเรชันใหม่ได้ ผมเห็นคนรุ่นผมบางคน พวกเคยเก่งกาจเชี่ยวชาญ คุ้นชินชำนาญกับสกิลเก่า ๆ แล้วไม่ปรับเปลี่ยนหรือถึงขั้นต่อต้านสิ่งใหม่ ซึ่งเขาอาจจะสบายไปแล้ว อันนี้ก็แล้วแต่ ส่วนผมอยากทำเพราะมีงานมีเงิน ได้ใช้ชีวิต ผมก็ปรับตาม ที่จริงไม่ใช่ปรับหรอก ผมสนุกกับการเรียนรู้ เราได้สื่อสาร ได้ถ่ายภาพ ใช้ศาสตร์ของโลกยุคใหม่ให้เป็นประโยชน์ รวมถึงเรื่องการหาข้อมูลก็เป็นหนึ่งในงานที่สำคัญ
ตลอดระยะเวลาการเป็นช่างภาพ อะไรที่ทำให้พี่วินัยยังคงออกไปลุย มีแรง มีแพสชัน มีความสุขกับงานมาจนถึงวันนี้
กลับไปที่คำตอบเดิม เพราะมันตอบโจทย์การได้เดินทาง ได้เห็นโลก ได้ใช้ชีวิต อีกอย่างคือพอเราสร้างผลงานมากขึ้นและเราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพถ่าย มีสิทธิ์ที่จะบริหารจัดการ ถ่ายทอดให้ผู้คนรู้สึกร่วมก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง
ชีวิตเราควรจะมีภารกิจอะไรสักอย่างที่ทำไม่มีวันจบสิ้น สิ่งที่ยิ่งทำก็ยิ่งเติมเต็มตัวเรา สำหรับผมมันคือการรักษาบ่อน้ำแห่งแรงปรารถนาไว้ไม่ให้แห้งเหือดไป
Creative ingredients
ภาพสารคดีม้วนแรก
ครั้งวัยรุ่น วันนั้นยืมกล้องของลุง ซื้อฟิล์มหนึ่งม้วนแล้วนั่งรถส้มไปพัทยาเหนือ พอถึงแล้วก็ลงเดิน ขึ้นไปบนภูเขาถ่ายวิว เดินถ่ายไปเรื่อยแบบคนที่หัดถ่าย บันทึกสถานที่และผู้คน จนถึงหาดจอมเทียนตอนพระอาทิตย์ตกดิน จากนั้นนั่งรถสองแถวไปพัทยาใต้ ภาพสุดท้ายของวันเป็นภาพขอทานที่นั่งอยู่หน้าบาร์เบียร์ คิดว่าน่าจะเป็นภาพแนวสารคดีที่เป็นคนเฟรมแรกในชีวิต
กระสุนลูกหลงระหว่างถ่ายภาพ
อย่าใช้คำว่าลูกหลงเลย ผมถูกยิงทั้งหมดนับได้ 4 ครั้ง ครั้งแรกหนักสุดคือเมื่อปี 2553 กระสุนจริงจากทหารพุ่งทะลุขาซ้ายบริเวณหน้าแข้งทะลุออกทางน่องด้านหลัง โชคดีไม่โดนกระดูก รักษาแล้วก็หาย สามารถเดินวิ่ง ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
ครั้งที่ 2 ปี 2556 หน้าศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร โดยกระสุนแก๊สน้ำตาความเร็วสูงแบบทรงกระบอกยิงใส่ที่บริเวณหัวไหล่ซ้าย จากนั้นวิ่งไปหลบในร่องคูน้ำ เกือบโดนกระสุนปืนจากตำรวจ ตอนนั้นได้ยินเสียงกระสุนแหวกอากาศดังวืดผ่านหัว
ส่วนครั้งที่้ 3 และครั้งที่ 4 คือเบามาก แค่เจ็บระบมสักชั่วโมงกว่าก็หาย โดนกระสุนยางจากตำรวจยิงใส่หน้าแข้ง วันเดียวกัน แต่เวลาห่างกันประมาณครึ่งชั่วโมง ที่แยกดินแดงปี 2564 ผู้ชุมนุมพยายามฝ่าด่านเครื่องกีดขวางตำรวจเพื่อไปบ้านพักของนายกรัฐมนตรีขณะนั้น
นิทรรศการแสดงผลงานครั้งแรก
เป็นการแสดงงานกลุ่มร่วมกับช่างภาพ Photo Journalist ในอินโดจีน ซึ่งของผมเป็นภาพขาวดำจากฟิล์ม ตอนนั้นไปเวิร์กช็อปกับมูลนิธิช่างภาพที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนามชื่อมูลนิธิ Indochina Media Memorial Foundation โดยเรียนกับผู้สอนชาวต่างชาติจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี 2543 ภาพจัดแสดงที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ FCCT ส่วนการแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก แสดงที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศเช่นกัน ชื่องาน Bangkok Noir ในปี 2552
ภาพ : จรณ์ ยวนเจริญ
เรื่อง : จรณ์ ยวนเจริญ