พลิกโฉม สปป.ลาว ก้าวสู่ Transit Hub เชื่อมโลกการค้า
ถามอีก กับอิก TAM-EIG
อัพเดต 20 ก.ค. 2566 เวลา 04.08 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2566 เวลา 01.00 น. • tam-eig.comพลิกโฉม สปป.ลาว ก้าวสู่ Transit Hub เชื่อมโลกการค้า
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน หลายประเทศต่างก็เจอศึกหนักจากทั้งวิกฤตโควิด-19 สงครามระหว่างประเทศ หรือเงินเฟ้อ แต่เมื่อปัจจัยหลาย ๆ อย่างเริ่มคลี่คลายแน่นอนว่านักลงทุนอย่างพวกเราก็คงต้องเริ่มมองหาโอกาสในการลงทุน
สปป.ลาว เองก็เจอกับความท้าทายไม่น้อยเช่นกัน ทั้งต้นทุนสินค้าและบริการที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางของเงินเฟ้อ ความผันผวนของค่าเงินกีบ หรือปัญหาขาดดุลการค้า
แต่ ณ นาทีนี้ เศรษฐกิจของ สปป.ลาว กลับเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว บวกกับหลายกลยุทธ์ที่วางไว้สนับสนุนการเติบโตระยะยาวเริ่มผลิดอกออกผล
สัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีอะไรบ้าง และเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยที่อยากลงทุนเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนสม่ำเสมอและเติบโตไปพร้อมกับ สปป.ลาว ได้อย่างไรบ้าง #TAMEIG #ทุกเรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ ชวนเพื่อน ๆ นักลงทุนมาวิเคราะห์กันครับ
[10 ปีที่ผ่านมากับ GDP เติบโต 6%-7% ต่อปี]
ข้อสังเกตคือ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจ สปป.ลาว ก่อนการมาของโควิด-19 GDP เติบโตประมาณ 6%-7% ต่อปี และแม้ว่าในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้จะเจอกับวิกฤตโควิด-19 แต่ก็ยังสามารถเติบโตได้ในทุกปี:
ปี 2563 GDP เติบโต 3.0%
ปี 2564 GDP เติบโต 3.5%
ปี 2565 GDP เติบโต 4.4%
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สปป.ลาว คือการส่งออกพลังงานไฟฟ้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 28% ของการส่งออกทั้งหมด (ที่มา: ธนาคารแห่ง สปป.ลาว) โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุด และด้วยเศรษฐกิจไทยและอาเซียนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอสำหรับ สปป.ลาว
[4 สัญญาณการฟื้นตัวระยะสั้นและกลางของเศรษฐกิจ สปป.ลาว]
1) รัฐบาล สปป.ลาว คาดการณ์ปี 2566 GDP จะเติบโตประมาณ 4.5% โดยจะมาจาก
-ภาคการบริการ ขยายตัว 4.7% คิดเป็นร้อยละ 37.5% ของ GDP
-ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว 5.0% คิดเป็นร้อยละ 34.2% ของ GDP
-ภาคการเกษตร ขยายตัว 2.5% คิดเป็นร้อยละ 17.2% ของ GDP
-รายได้ภาษี – ภาษีผลิตภัณฑ์สุทธิ ขยายตัว 4.3% คิดเป็นร้อยละ 11.1% ของ GDP
โดยการเติบโตหลัก ๆ มาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกพลังงานไฟฟ้า ผลิตผลทางการเกษตรและแร่ธาตุที่ส่งออกได้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากโครงการรถไฟฟ้าลาว-จีน ที่ช่วยทำให้ต้นทุนการขนส่งต่ำลง รวมถึงการค้าภาคบริการที่จะกลับมาฟื้นตัวหลังจากเริ่มเปิดประเทศให้เดินทางได้
2) ตัวเลขเกินดุลการค้า เพิ่มสูงขึ้น
แม้ว่าในช่วงอดีตย้อนหลังไป 10 ปี ตัวเลขดุลการค้าของ สปป.ลาว จะเป็นขาดดุลการค้า แต่จุดที่น่าสนใจคือนับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 สปป.ลาว สามารถพลิกกลับมามีตัวเลขเกินดุลบัญชีการค้า (Trade Surplus) ได้แล้ว จากมูลค่าการส่งออกที่มากกว่านำเข้า ซึ่งสัดส่วนการส่งออกส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกแร่ธาตุ ไฟฟ้า ผลิตผลจากไม้ เยื่อไม้และกระดาษ สินค้าเกษตร เป็นต้น
โดยการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ เป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ดุลการค้าเกินดุลได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
3) Foreign Direct Investment (FDI) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ตัวเลขเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของ สปป.ลาว มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ปี 2562: 760 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ปี 2563: 970 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ปี 2564: 1.07 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
(ที่มา: Worldbank.org)
ประเทศที่เข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว อันดับต้น ๆ เช่น จีน เวียดนาม รวมถึงประเทศไทยเอง ซึ่งตัวเลข FDI ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติได้เป็นอย่างดี
4) การบริหารจัดการงบประมาณที่ดีขึ้น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สปป.ลาว ขาดดุลงบประมาณ (Budget Deficit) ซึ่งถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็หมายความว่า งบประมาณรายได้น้อยกว่างบประมาณรายจ่าย แต่แนวโน้มของการขาดดุลเริ่มขาดดุลน้อยลงเรื่อย ๆ
ปี 2563 ขาดดุลงบประมาณ 5.22% ของ GDP เพราะเจอกับวิกฤตโควิด-19
ปี 2564 ขาดดุลงบประมาณลดลงเหลือเพียง 1.3% ของ GDP
ปี 2565 ขาดดุลงบประมาณลดลงเหลือเพียง 0.3% ของ GDP
ตัวเลขขาดดุลที่มีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลงเป็นผลจากการที่รัฐบาลออกนโยบายที่มุ่งลดการขาดดุล และการสะสมหนี้ของรัฐบาล ตั้งแต่ก่อนการเริ่มระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้สามารถลดการขาดดุลงบประมาณ (Budget Deficit) ลงได้
โดยรัฐบาลฯ ได้ตั้งเป้าหมายช่วงปี 2564 – 2568 ขาดดุลงบประมาณเฉลี่ยที่ 1% (แต่ไม่เกิน 2%)
[2 กลยุทธ์ผลักดันสู่การเติบโตระยะยาว]
ขยับจากระยะสั้นและกลางมาดูภาพระยะยาวกันบ้างครับ สปป.ลาว มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่วางกลยุทธ์หลักโดยใช้จุดแข็งของประเทศที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้ มาดูกลยุทธ์แรกกันก่อนครับ
1) “แบตเตอรี่” แห่งอาเซียน
ด้วยภูมิประเทศของ สปป.ลาว ที่เป็นพื้นที่รับน้ำฝนที่ไหลลงผ่านแม่น้ำสายต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 202,000 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 85% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้เหมาะสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำ หนึ่งในพลังงานสะอาดที่ปลอดภัย คุ้มค่าและยั่งยืน ป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและสภาวะโลกร้อน
สปป.ลาว จึงมีแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าภายในปี 2573 จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแห่งใหม่อีกหลายโครงการ ซึ่งจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งจาก 11,000 เมกะวัตต์ เป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งประมาณ 20,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศและการส่งออกให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ตามกรอบความร่วมมือ (MOU) การซื้อขายไฟฟ้า เช่น ไทย กัมพูชา เวียดนาม เมียนมาร์ มาเลเซีย และสิงคโปร์
กลยุทธ์นี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยหนุนให้สปป.ลาวมีโอกาสสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอจากการขายไฟฟ้าพลังงานน้ำ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและในอนาคต
2) “Transit Hub” เชื่อมโลกการค้าอาเซียน
สปป.ลาว เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล ซึ่งเป็นจุดเสียเปรียบหลายประเทศในอาเซียนที่มีทางออกทั้งทางบกและทางทะเลในการขนส่งหรือส่งออกสินค้าต่าง ๆ แต่ สปป.ลาว มีพื้นที่ที่ยาวและมีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย จีน เวียดนาม เมียนมาร์ และกัมพูชา ทำให้เกิดวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนจากประเทศ Land-Locked สู่ประเทศ Land-Linked
ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ก็คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดเด่นทางด้านการคมนาคมขนส่ง ผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าของลุ่มแม่น้ำโขง อีกทั้งยังช่วยเปิดประตูการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว สร้างการเติบโตและลดต้นทุนการทำธุรกิจระยะยาวอีกด้วย ผมยกตัวอย่าง 4 โครงการหลัก ๆ ให้ฟังครับ
<1. โครงการรถไฟฟ้าลาว-จีน>
เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่สำคัญของสปป.ลาว โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยง สปป.ลาว – จีน และกลุ่มประเทศอาเซียน เชื่อมต่อการส่งออกจาก สปป.ลาว ไปสู่หลายประเทศในอาเซียนและมีแผนที่จะขยายการเชื่อมต่อไปยังยุโรปในอนาคต
โดยโครงการนี้รถไฟขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าความเร็วสูงถึง 160 กม./ชม. สำหรับผู้โดยสาร
ซึ่งจากเดิมที่การขับรถจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปบ่อเต็นจะใช้เวลามากถึง 15 ชั่วโมง ก็จะลดลงเหลือ 4 ชั่วโมงเท่านั้น และการเดินทางจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปคุนหมิงจะใช้เวลาในการเดินทางไม่ถึง 10 ชั่วโมง ทำให้คาดว่าจะลดต้นทุนการขนส่งลงได้ถึง 30-40%
โครงการนี้ถือเป็น Mega Project ที่ใช้เงินลงทุนกว่า 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแหล่งเงินลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ
-60% ของมูลค่าเงินลงทุน ประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นส่วนของหนี้ที่เป็น Project Finance ซึ่งเป็นภาระของบริษัทที่ร่วมลงทุน
-40% ของมูลค่าเงินลงทุน ประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นส่วนของทุนระหว่างจีนและ สปป.ลาว
และในส่วนของทุนระหว่างจีนและ สปป.ลาว ประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แบ่งออกเป็น
-70% ของเงินลงทุนส่วนทุน (1,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เป็นเงินลงทุนของจีน
-30% ของเงินลงทุนส่วนทุน (730 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เป็นเงินลงทุนของ สปป.ลาว
ซึ่งในส่วนเงินลงทุนของ สปป.ลาว จะมีแหล่งเงินทุนมาจาก 2 ส่วน (1) ส่วนที่ใช้เงินงบประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งชำระครบเรียบร้อยแล้ว และ (2) ส่วนที่เป็นเงินกู้จาก China Exim Bank ประมาณ 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 2.3% ต่อปี ระยะเวลา 25 ปี และมีระยะปลอดดอกเบี้ย (grace period) ช่วง 5 ปีแรก จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูง แต่ภาระของทางรัฐบาลลาวคือส่วนที่เป็นเงินกู้จาก China Exim Bank ประมาณ 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการ
โครงการนี้มีอายุสัมปทาน 50 ปี โดย สปป.ลาว คาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของสปป.ลาว และอาเซียน ช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีนโดยเฉพาะสินค้าเกษตร เนื่องจากสามารถขนส่งสินค้าที่เน่าเสียง่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังจะช่วยเปิดตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้าน นำไปสู่การสร้าง Commercial and Agricultural Land และการลงทุนใหม่ระหว่างแนวทางสถานีรถไฟ ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้งานในวันชาติลาวที่ 2 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา
<2. โครงการทางด่วนเวียงจันทน์-บ่อเต็น>
ทางด่วนเวียงจันทน์-บ่อเต็นถือเป็นทางด่วนสายแรกที่ก่อสร้างในประเทศลาว โดยจะมีระยะทางทั้งหมดรวม 445 กม. ช่วยร่นเวลาการขับรถจากเวียงจันทน์ไปบ่อเต็น จากประมาณ 13 ชั่วโมงเหลือเพียง 5 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างลาวและภูมิภาค
โครงการทางด่วนสายนี้เป็นลงทุนในรูปแบบ BOT (Build-Operate-Transfer) ระหว่างจีน และรัฐบาลลาว ในสัดส่วน 95:5 โดยทางรัฐบาลลาวไม่ต้องใช้เงินลงทุน แต่ให้สัมปทานอายุ 50 ปี ในการเก็บค่าผ่านทางพิเศษ
<3. ท่าบกท่านาแล้ง และเขตโลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์>
เป็นด่านสากลให้บริการด้านพิธีศุลกากรสำหรับสินค้าขาเข้า-ขาออกระหว่างประเทศ และสินค้าผ่านแดนระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญ โดยเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟไทย-ลาว, สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์), และ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีเวียงจันทน์ใต้ (สถานีปลายทางสำหรับขนส่งสินค้า โครงการรถไฟฟ้าลาว-จีน) บนพื้นที่กว่า 2,387.5 ไร่
ท่าบกท่านาแล้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร รวมถึงจุดเชื่อมจอด (Meeting point) สำหรับรถไฟไทย-ลาว และรถไฟฟ้าลาว-จีน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนทั้งภายในและต่างชาติ โดยคาดว่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งด้านคมนาคมพื้นฐาน ปรับสปป.ลาว ให้เป็น Central Transit Hub
<4. โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ>
อย่างที่ได้เล่าไปข้างต้นครับ ไฟฟ้าพลังงานน้ำถือเป็นการส่งออกที่สำคัญอันดับ 1 ของ สปป.ลาว ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ผลิตใน สปป.ลาว เป็นไฟฟ้าพลังงานน้ำมากถึง 80% ของกำลังการผลิตโดยรวม ซึ่งตอบสนองกับความต้องการพลังงานสะอาดในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และจากศักยภาพการผลิตทั้งหมดของทั้งประเทศ คาดว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 30,000 MW ในระยะยาว
[โอกาสการลงทุนที่เติบโตไปพร้อมกับ สปป.ลาว]
แต่แน่นอนว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ในภาพระยะยาว เพื่อต่อยอดจุดแข็งของประเทศนั้น จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนไปแล้วก่อนหน้านี้ และอยู่ในช่วงการเก็บเกี่ยวรายได้
ล่าสุดกระทรวงการคลังแห่ง สปป.ลาว จึงได้เตรียมเปิดขายพันธบัตรกระทรวงการคลัง ระดมทุนผ่านนักลงทุนในประเทศไทย เพื่อนำไปใช้รีไฟแนนซ์พันธบัตรที่จะครบกำหนดชำระในปี 2566 นี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องมายาวนานตั้งแต่ปี 2556 ไม่เคยมีประวัติการผิดนัดชำระ สามารถชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ตามเงื่อนไขมาโดยตลอด
โดยกระทรวงการคลังแห่ง สปป.ลาว มีการออกพันธบัตรสกุลเงินบาท (Baht Bond) ในประเทศไทยไปแล้วทั้งหมดกว่า 58,590 ล้านบาท (รวม 26 รุ่น) โดยมีการชำระคืนไปแล้วส่วนหนึ่ง ปัจจุบันมีมูลค่าพันธบัตรคงเหลืออยู่ที่ 30,748 ล้านบาท (รวม 13 รุ่น) ซึ่งจะเป็นพันธบัตรอายุ 3-15 ปี ที่เสนอขายแก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่
[พันธบัตรกระทรวงการคลังแห่ง สปป.ลาว ครั้งที่ 1/2566]
ปีนี้กระทรวงการคลังแห่ง สปป.ลาว เดินหน้าระดมทุนผ่านการเสนอขายพันธบัตรครั้งที่ 1/2566 ซึ่งเป็นพันธบัตรชนิด “ระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือพันธบัตร” ในรูปแบบสกุลเงินบาทไทย วงเงินรวมไม่เกิน 3,610.3 ล้านบาท โดยมี 2 ชุด
-ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 6.1% ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2569
-ชุดที่ 2 อายุ 4 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 6.6% ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2570
จุดประสงค์การระดมทุนเพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ไปรีไฟแนนซ์พันธบัตรชุดเดิม ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2566 โดยกำหนดการชำระดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน
สำหรับพันธบัตรชุดนี้ จะเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบัน และ/หรือ นักลงทุนรายใหญ่ ที่ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท จองขั้นต่ำ 100 หน่วย โดย ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Tris Rating ที่ระดับ BBB- และแนวโน้มอันดับเครดิต Negative
โดยจะมีการเปิดให้นักลงทุนจองซื้อได้ในวันที่ 31 กรกฎาคม และ 2-3 สิงหาคม 2566 ผู้ที่สนใจ สามารถจองซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังแห่ง สปป.ลาว ผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายทั้ง 7 ราย ได้แก่
1.บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
2.บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด
3.บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน)
4.บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จํากัด (มหาชน)
5.บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
6.บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด
7.บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน)
แต่ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ยังไงอย่าลืมศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนครับ #TAMEIG #ทุกเรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ #MOFL