โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อนุสรณ์ มอง ‘ราษฎรประสงค์’ สัญลักษณ์ ‘คนตัวเล็กไม่จำนน’ โอนเงินประกันหลักสิบ สื่อเจตจำนงการเมือง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 มิ.ย. 2566 เวลา 12.58 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2566 เวลา 12.58 น.

อนุสรณ์ มอง ‘ราษฎรประสงค์’ สัญลักษณ์ ‘ความไม่จำนน’ 112 ยอดฮิต คนตัวเล็กระดมเงินหลักสิบ-ร้อย สะท้อนเจตจำนง

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการเสนอชื่อให้มูลนิธิสิทธิอิสราได้รับโล่เกียรติยศประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี พ.ศ. 2566 พร้อมเสวนาวิชาการ “เจตนารมณ์ของราษฎร: พลังของคนสามัญในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม” นำโดย รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ, ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยทางสังคม คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย น.ส.ปพิชญานันท์ จารุอริยานนท์ นักศึกษาหลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ กล่าวถึงมูลนิธิสิทธิอิสรา หรือกองทุนราษฎรประสงค์ ว่าอยู่ในฐานะองค์กรของคนตัวเล็ก ที่ไม่ยอมจำนนต่อการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม มีความสืบเนื่องและคงทนมากที่สุดเท่าที่เรามีอยู่ในตอนนี้

“ทำไมผมถึงเรียกว่าเป็นการไม่ยอมจำนน ถ้าเราย้อนกลับไปถึงแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะช่วยเหลือการในประกันตัว ด้วยการใช้เงินกองทุน 1 2 3 4 5 แต่กองทุนราษฎรประสงค์ ตั้งจริงเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2564 ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่รัฐใช้มาตรการก็คือกำลัง บวกกับกฎหมายในการที่จะกดปราบการเคลื่อนไหวของเยาวชน ซึ่งขยายตัวอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ในช่วงกรกฏาคม ลากจนมาถึงตุลาคม และหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์ในเดือนพฤษจิกายนของปลายปีนั้นว่า จะบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายในทุกมาตรา ในทุกกรณี ก็เป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เข้ามาเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมาก ทำให้จำเป็นที่จะสร้างกองทุนนี้ขึ้นมา

นอกจากกองทุนราษฎรประสงค์ที่ตั้งขึ้นตอนต้นปี พ.ศ.2564 แล้ว ก็ยังมีอีก 2 กลุ่มด้วยกัน ที่ไม่ยอมแสดงความจำนนก็คือ ในเดือนมีนาคม มีกิจกรรมแรกที่ตั้งขึ้นมาอยู่ตรงหน้าศาลฎีกา คือ ‘ยืนหยุดขัง’ แต่ครั้งนั้นทำในวาระของ ‘อากง’ แล้วก็เรียกตรงนั้นว่าลานอากง และมีการจัดกิจกรรมเรื่อยมา หลังจากนั้นในเดือนกรกฏาคมก็มีกิจกรรมที่เรียกว่า ‘คาร์ม็อบ’ เริ่มต้น 3 กรกฏาคม สมบัติทัวร์ โดยคุณสมบัติ งามอนงค์ แล้วจัดอีกที 10 กรกฎาคม ต่อเนื่องด้วยคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และงานครบรอบ 2 ปี ของคณะร่วมราษฎรก็จัดอีก ซึ่งก็คึกคักขยายตัวกันไปในพื้นที่เขตต่างจังหวัด” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า มี 3 กิจกรรมด้วยกัน ที่แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมจำนนต่อการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม มันเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ขบวนการนิสิต นักศึกษา และเยาวชน อยู่ในสภาวะที่อาจเรียกว่า “ตั้งรับ” ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดี ไม่ได้มีโอกาสในการจัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เว้นแต่ในกลุ่มเล็ก ที่เน้นในเรื่องของการเคลื่อนไหวเผชิญหน้า อาจจะเป็นกลุ่ม REDEM หรือ กลุ่มราษฎร อย่างไรก็ว่าไป ที่น่าสนใจถึงบอกว่าแสดงความไม่ยอมจำนน คือ ถ้าเราไปดูกิจกรรม เป้าหมายของกองทุนราษฎรประสงค์ ก็ต้องบอกว่า เป็นไปตามหลักการที่เรียกว่าประชาชนช่วยเหลือกัน อันที่จริงแล้วความคิดของมันมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ที่ นายอานนท์ นำภา ตั้งสิ่งที่เรียกว่า “สำนักงานราษฎรประสงค์” ให้ความช่วยหลือในส่วนของผู้ต้องหาที่เป็นส่วนของพวกที่เป็นเสื้อแดงทั้งหลายที่ถูกดำเนินคดี ก็ได้สำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ให้ความช่วยเหลือ โดยหลักการประชาชนช่วยเหลือกัน

ผู้ที่ตั้งกองทุนนี้ คุณไอดา อรุณวงศ์ และคุณชลิตา บัณฑุวงศ์ ก็ได้สืบทอดไอเดียนี้มา ประกอบกับช่วงเวลานั้นมีการตั้งกองทุนยุติธรรม ในปี พ.ศ.2558 แต่มีข้อจำกัดในแง่ที่ว่าจะไม่ให้เงินสนับสนุน หรือ ช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีทางการเมือง ในขณะที่กลุ่มของคนเคลื่อนไหวถูกตั้งข้อหาดำเนินคดี มันเป็นความขัดแย้งทางการเมืองทั้งสิ้น เพราฉะนั้น คนเหล่านี้จึงไม่สามารถที่จะใช้เงินจากกองทุนยุติธรรมได้ เป็นเหตุให้จำเป็นต้องตั้งกองทุนนี้มาเพื่อเป็นการแบ่งเบา แต่เอาเข้าจริงแล้ว นอกจากกองทุนราษฎรประสงค์แล้ว ยังมีกองทุนอีกที่ตอนนั้นให้ความช่วยเหลือ อาจจะขนาดเล็กกว่า เช่น กองทุนดาตอร์ปิโด เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจของการตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา ก็ด้วยหลักการเป็นเรื่องของประชาชนช่วยเหลือกัน กล่าวคือ บางคนระดมทุนบริจาคอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็มีนัยยะทางการเมืองด้วย หลายคนที่ได้ไปคุยด้วยโดยเฉพาะกลุ่มที่บริจาคอย่างสม่ำเสมอ พูดว่า อันนี้นอกเหนือไปจากการช่วยเหลือเด็กๆ ซึ่งเสียสละเพื่อพวกเราแล้ว ก็ยังถือเป็นหนึ่งในช่องทาง หรือ วิธีในการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย เพราะในช่วงเวลานั้นการที่จะไปร่วมชุมนุม หรือกระบวนการเคลื่อนไหวไม่มีแล้ว ไม่มีม็อบให้เขาสามารถแสดงเจตจำนงทางการเมืองได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยการบริจาคเงินให้กองทุนราษฎรประสงค์ เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการแสดงออกถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาด้วย นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์เฉพาะหน้า คือการได้ประกันตัว ได้ช่วยเหลือเพื่อนที่ประสบ โดยเฉพาะระยะหลังคนที่ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดี ก็มักจะมีสถานะทางเศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก เพราะฉะนั้นเมื่อมีกองทุนนี้ขึ้นมา ก็ช่วยแบ่งเบาได้ค่อนข้างมากทีเดียว จึงเห็นว่านั่นคือ “ความไม่ยอมจำนน”

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ประการที่ 2 คือ คนตัวเล็ก มีความหมายคือคนกลุ่มที่ไม่ได้มีสถานะทางเศรษฐกิจดีนัก ไม่ใช่คนระดับกลางชั้นบนขึ้นไปที่เป็นส่วนใหญ่ หากแต่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อย เราดูได้จากจำนวนของยอดเงินที่บริจาคขึ้นมา ภาพรวมกองทุนราษฎรประสงค์ใหญ่มาก

“เอาแค่ใน 1 ปี ที่ตั้งขึ้นมาหลังจากปี พ.ศ.2564 ในรอบ 1 ปีสามารถที่จะระดมเงินเข้ามาได้ถึงเกือบ 64 ล้านบาท เป็นเงินที่เยอะ แต่ถ้าลองไปดูยอดของบัญชีที่เข้ามา มันจะเข้ามาเป็นยอดหลักร้อยเป็นส่วนใหญ่ หลักพันน้อย หลักหมื่นไม่ต้องพูดถึงนานๆ มาที เพราะฉะนั้นจึงเป็นการแสดงออกทางการเมืองของคนตัวเล็กในเรื่องของเศรษฐกิจ คือมีเงินแค่นี้ก็ออกไป และขณะเดียวกันมันก็แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองของพวกเขาด้วย

เนื่องจากเงินจำนวนน้อยไปบวกกับตัวเลขที่มีนัยยะทางการเมือง ซึ่งตัวเลขยอกนิยมก็คือ 112 กับ 2475 โดย 112 ก็อาจจะชอบมาเป็น 112 บาทบ้าง หรือ 1,120 บ้าง หรือ 2475 ก็ซอยเป็น 24.75 บ้าง ที่น่าสนใจก็คือหลังจากที่ตั้งเป็นมูลนิธิแล้ว ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2565 แล้ว มีการรายงานผล ซึ่งสามารถดูได้จากเพจของมูลนิธิสิทธิอิสรา ยอดบริจาคส่วนใหญ่จะมาอยู่ที่ 100-199 บาท คิดเป็นคิดเป็น 60 กว่า เปอร์เซ็นของผู้บริจาคเข้ามาทั้งหมด และถ้าคิดสัดส่วนเป็นเงินที่อยู่ในกองทุนในรอบเงินปีของงบประมาณปีนั้นที่เขาแจ้ง คิดเป็น 30 กว่าเปอร์เซ็น”

รศ.ดร.อนุสรณ์ชี้ว่า สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกเหนือจากการบริจาคอย่างสม่ำเสมอแล้ว เรายังเห็นเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ในการบริจาคคิดว่าเป็น 2 เหตุการณ์ใหญ่ๆ คือ เหตุการณ์หนึ่งที่อยากจะยก เป็นเหตุการณ์ที่สลายการชุมนุมของหมู่บ้านทะลุฟ้า ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2564 หลังจากที่ตั้งกองทุนราษฎรประสงค์ได้แค่ 2 เดือน ในคืนนั้นมีคนถูกจับ 99 คน และจำเป็นต้องระดมทุนในการประกันตัวทั้ง 99 คน

“ตอนนั้นหัวค่ำเพจของกองทุนราษฎรประสงค์แจ้งไป ภายในคืนนั้นมีคนโอนเงินเข้ามาในบัญชีเกือบ 4,000 คน แล้วบางนาทีมีคนโอนเข้ามาเป็นร้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 3 ทุ่มกว่า และเงินบริจาคที่น่าสนใจ คือ เงินหลักสิบ หลักร้อย และมีหน้าหนึ่งมีตัวเลขโอนเข้า 30 คน แต่ประมาณ 26 คน เป็นหลักร้อยส่วนใหญ่ ซึ่งใส่มาเป็นตัวเลข 112 เป็นส่วนใหญ่ หรือ 112.20 หรือ 247.5 กินเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ คือมันชี้ให้เห็นว่าถึงแม้จะเป็นเงินน้อยนิด แต่ระดมกันมาอย่างกว้างขวาง และขณะเดียวกันก็แฝงนัยยะทางการเมืองเอามาไว้ด้วย นี่ก็คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ยอมจำนนของคนตัวเล็กที่มีต่อการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม”

รศ.ดร.อนุสรณ์ชี้ว่า อีกเหตุการณ์ที่มีความสืบเนื่องและคงทนที่สุดเท่าเรามีอยู่ตอนนี้ คือ การชุมนุมใหญ่ของขบวนการเยาวชนหลังจากวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2563 และมีการสลายในเช้าวันที่ 15 ตุลาคม ก็ไม่มีการจัดการชุมนุมใหญ่อีก หลังจากนั้นก็เป็นกลุ่มย่อยกระจัดกระจายกันออกไป ใช้วิธีการเคลื่อนไหวเผชิญหน้า เกิดกลุ่มอาจเรียกว่า กลุ่มทะลุแก๊ส กลุ่ม REDEM กลุ่มทะลุวัง หรือกลุ่มมังกรปฏิวัติ ก็เป็นกลุ่มเล็กหมด แต่ไม่ได้มีมวลชนเข้าไปร่วมขนาดใหญ่ที่มีการปราศรัย

อีก 2 กิจกรรมก็มีความหนาแน่นของเวลานั้น แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ หายไป ในส่วนของคาร์ม็อบ หนาแน่นในช่วงกรกฏาคม ต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2564 ถึงแม้จะมีการกระจายตัวไปตามภูมิภาค ออกไปตามต่างจังหวัด ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือลงไปถึงภาคใต้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีเยอะ ไม่ใช่คาร์ม็อบ แต่เป็นจักรยานยนต์ หลังจากช่วงเดือนกรกฏาคมเป็นต้นไป กิจกรรมคาร์ม็อบที่จัดแนวนี้เป็นขนาดใหญ่ก็หมดไป ซึ่งก็เป็นทิศทางเดียวกับในกรุงเทพฯที่หายไป

หากดูไปในส่วนของ ‘ยืนหยุดขัง’ ก็ขยายตัวกว้างขวาง ทั้งกรุงเทพฯ หลายจุดหลักๆ อย่างหน้าศาลฎีกา มีที่ภาคเหนือ ประตูท่าแพ หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรืออย่างภาคใต้ อยุธยา นครปฐม แต่ก็จะมีบางจังหวะที่จัดไม่ได้ เลื่อนบ้าง หรือตอนนี้ก็อาจต้องทบทวนว่าหลังจากนี้จะจัดอย่างไรดี เหมือนกับความต่อเนื่องสม่ำเสมอก็เป็นโจทย์ใหญ่เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรต่อ โดยเฉพาะสำหรับกรณียืนหยุดขัง เพราะดูสถานการร์แล้วคงไม่สามารถที่จะทำให้ยอดของผู้ที่ถูกประกันตัวเหลือเป็น 0 ได้ เพราะก่อนหน้านี้ยืนหยุดขังจัดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งที่ 1 จัดตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2564 และก็จัดมาต่อเนื่องหลายเดือนเหมือนกัน และหลังจากนั้นก็หยุดไป เนื่องจากว่าคนที่ถูกตั้งข้อหา ดำเนินคดี ได้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวหมด ก่อนที่จะมาจัดรอบที่ 2 ช่วงหนึ่งแล้วก็หมด คนได้รับการประกันตัวหมด พอรอบที่ 3 นี้ก็เกือบ 365 วันแล้ว ก็จะต้องมาคิดกันว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เนื่องจากว่าการมายืน ก็เรียกร้องอะไรได้พอสมควร

“ถ้าเราเปรียบเทียบกับกองทุนราษฎรประสงค์ มันเอื้ออำนวยให้สามารถที่จะมีส่วนร่วมหรือการแสดงออกอย่างต่อเนื่องได้ง่ายกว่า ผมเคยไปสัมภาษณ์คนหนึ่งเขาบอกว่า เขารู้สึกไม่สะดวกถ้าเกิดจะไปปรากฏตัวอย่างยืนหยุดขัง ถึงแม้จะไม่ได้มีลักษณะที่มีความผิดในตัวเอง แต่ก็จะตกเป็นเป้าสายตา หรือเป็นที่จับจ้องของหน่วยงานความมั่นคง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มา ถ้าคุณไม่อยากอยู่ในลิสต์ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าร่วมได้มาก ถึงแม้ใจจะอยากไปเข้าร่วมเหมือนกัน

แต่กรณีกองทุนราษฎรประสงค์ มันไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย กี่บาทก็ได้ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับกับแกนนำขึ้นมานัดการชุมนุม นัดมาทำกิจกรรมอะไร มันจึงเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้กับคนตัวเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่มีคนคุ้มกัน อย่างที่บอกว่าคนตัวเล็ก ไม่ได้หมายความเฉพาะในส่วนของสถานะทางเศรษฐกิจ แต่มันหมายถึงสถานะทางสังคมด้วย ถ้าคุณเป็นคนตัวเล็กที่ไม่มีเกราะคุ้มครองป้องกัน การที่คุณพาตัวเองไปยืนหยุดขัง การที่คุณพาตัวเองไปอยู่ในขบวนที่ถูกจับจ้อง มันไม่ได้เป็นสิ่งที่คุณประสงค์สักเท่าไหร่ ถึงคุณจะมีใจให้ ฉะนั้นกองทุนราษฎรประสงค์มันจึงเป็นทางเลือกของคนตัวเล็ก ที่ไม่ยอมจำนนของการใช้อำนาจที่ไม่ยุติธรรม และเหตุนี้มันจึงเป็นการสืบเนื่องคงทนมากที่สุด” รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...