เอสเอฟ เผย ปี 67 โรงหนังฟื้น หนุนรายได้ 5 พันลบ. จ่อเร่งนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น
หลายปีที่ผ่านมา“เอสเอฟ” ผู้ให้บริการโรงภาพยนตร์เอสเอฟ ประกาศนำบริษัทฯเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ต้องชะลอไปจากคลื่นผลกระทบโควิด3 ปี
นายสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าบริหาร สายงานการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า แผนการนำบริษัทฯ เข้าตลาดหุ้น จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด หลังจากเลื่อนมาหลายครั้ง เพราะโควิด ทำธุรกิจขาดทุนต่อเนื่อง
ข้อมูลจากกรมการพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุ ผลประกอบการย้อนหลังของเอสเอฟ ดังนี้
ปี2563 รายได้1,537 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ515 ล้านบาท
ปี2564 รายได้1,304 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ416 ล้านบาท
ปี2565 รายได้2,705 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ85 ล้านบาท
ทว่าปี2566 ประเมินว่า รายได้ธุรกิจโรงหนังจะฟื้นตัวกลับมา80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิดเมื่อปี2562 โดยคาดว่าบริษัทฯ จะกลับมาทำรายได้3,000-4,000 ล้านบาท และเริ่มมีกำไร จากการขายตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ได้13 ล้านใบ
ปัจจัยหลักการฟื้นตัวมาจากคอนเทนต์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ทยอยต่อคิวลงจอทตลอดปี2566 โดยเฉพาะไตรมาส2 นี้ เป็นช่วงพีกที่สุดของบริษัท จากหนังฟอร์มใหญ่ที่เข้ามากระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค อาทิGuardians of the Galaxy Vol 3, Fast X, the little mermaid และSpider-Man: Across the Spider-Verse ที่เตรียมเข้าโรงภาพยนตร์คิวถัดไป
สำหรับยุทธศาสตร์ปี2566 มุ่งเน้นไปที่การรีโนเวตโรงภาพยนตร์เดิมที่เป็นสาขาแฟล็กชิปสโตร์ เช่น เซ็นทรัล ลาดพร้าว ปรับรูปแบบเป็นThe Bed Cinema เป็นต้น ภายใต้งบประมาณรวม150 ล้านบาท
ควบคู่กับการขยายฐานสมาชิกลูกค้ากลุ่มใหม่ ผ่านบัตรSF+ (เอส เอฟ พลัส) ให้ครบ3 ล้านราย ในปี2566 จากปัจจุบันมีกลุ่มสมาชิก1.2 ล้านราย ชูจุดเด่นดูหนังเริ่มต้นราคา69 บาทและรับสิทธิพิเศษเมื่อเก็บสะสมคะแนนตามที่กำหนดได้ เช่น ดูหนังครบ1 เรื่อง แลกรับป๊อปคอร์นM 1 กล่องเป็นต้น
“ผมเชื่อว่ากลยุทธ์นี้จะช่วยดึงคนกลับมาโรงหนังมากขึ้น โดยเฉพาะฐานลูกค้ากลุ่มนักเรียนนักศึกษา ให้ขึ้นมามีสัดส่วน50% ของรายได้ จากเดิมมีสัดส่วนอยู่40%”
ทั้งนี้ เอสเอฟได้ทำการตลาด เจาะคนรุ่นใหม่ ผ่านการเปิดตัว4 นักแสดงอย่าง เต-ตะวัน นนน-กรภัทร์ เจมีไนน์-นรวิชญ์ และโฟร์ท-ณัฐวรรธน์ มาเป็นFriend of SF สื่อสารแบรนด์และบัตรSF+ กับกลุ่มลูกค้า
ขณะที่ปี2567 ก็ยังคงภาพรวมการฟื้นตัว ทำให้คาดการณ์ว่าปีหน้ารายได้ของเอสเอฟจะอยู่ที่5,000 ล้านบาท ฟื้นตัว100% เมื่อเทียบกับปี2562 ที่มีรายได้4,670 ล้านบาท และกำไรสุทธิ364 ล้านบาท จากการขายตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ได้18 ล้านใบ
คีย์ไฮไลต์ คือ การเร่งขยายโรงภาพยนตร์5-7 สาขา ประมาณ40 โรงภาพยนตร์ ใช้งบประมาณ15-18 ล้านบาท/โรงภาพยนตร์ จากปัจจุบันมีอยู่66 สาขา400 โรงภาพยนตร์ จาก36 จังหวัดทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายสาขาไปยังเขตเมืองใหญ่อีกหลายจังหวัด