โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ย้อนดูจุดเริ่มต้นและจุดจบ “คณะกรรมการราษฎร 2475” ผู้พลิกโฉมหน้า “การเมืองไทย” (ตอนที่ 2)

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 มิ.ย. 2566 เวลา 02.05 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2566 เวลา 10.47 น.
ภาพวันงานฉลองรัฐธรรมนูญ (เครดิต Wikimedia)

หลังจากที่ “คณะกรรมการราษฎร” ขึ้นมามีอำนาจ พวกเขาต่างปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทย โดยใช้อำนาจ “พระธรรมนูญ” เพื่อปกครองแผ่นดินและเริ่มปฏิบัติการเร่งด่วนจำเป็นต้องทำต่อไปคือ “ถอนขุนกำลังอำนาจเก่าของกษัตริย์”

ภายในเวลา 2 สัปดาห์ คณะกรรมการราษฎรเสนอพระราชบัญญัติหลายฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎร ยกเลิกองค์กรที่เคยเป็นราษฎรกลไกสําคัญของการบริหารประเทศ คือองคมนตรีสภา อภิรัฐมนตรีสภา สภาการคลัง สภาการป้องกันพระราชอาณาจักร รวมทั้งโอนกรมร่างกฎหมาย และกรมตรวจเงินแผ่นดินจากกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงพระคลังมหาสมบัติมาขึ้นกับคณะกรรมการราษฎรโดยตรง และท้ายที่สุดในวันที่ 14 กันยายน

การทําลายพลังเก่าที่ได้ผลมากอีกวิธีหนึ่ง คือการปรับโครงสร้างกองทัพบกที่เป็นเสมือน “เครื่องมือค้ำจุนพระราชอํานาจและพระราชบัลลังก์”

รูปกองทัพบกแต่เดิมแบ่งเป็นหมวด กองร้อย กองพัน กรมกองพล กองทัพ มีผู้บังคับหมวด ขึ้นต่อ ผู้บังคับกองร้อย ๆ ขึ้นต่อ ผู้บังคับกองพัน ๆ ขึ้นต่อ ผู้บังคับการกรม ๆ ขึ้นต่อ ผู้บัญชาการ กองพล ๆ ขึ้นต่อ แม่ทัพ ๆ ขึ้นต่อ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ขณะเดียวกัน ทางวิชาการทหาร มีจเร ขึ้นต่อเสนาธิการทหารบกควบคุมอีกสายหนึ่ง ตำแหน่งสำคัญของการบังคับ

บัญชาทหารจึงมี เสนาธิการทหารบกและเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งพวกเจ้าหรือผู้ใกล้เบื้องยุคลบาทรับหน้าที่มาโดยตลอด

แต่ 10 วันหลังปฏิวัติ คณะกรรมการราษฎรออกประกาศจัด ระเบียบป้องกันอาณาจักรเสียใหม่ หลักการใหญ่ ๆ คือ ยุบกองทัพกองพลลง ไม่ให้มีแม่ทัพ ผู้บัญชาการกองพล เหลือเพียง หมวด กองร้อย กองพัน ให้ผู้บังคับหมวด ขึ้นต่อ ผู้บังคับกองร้อย ๆ ขึ้นต่อผู้บังคับกองพัน ซึ่งมีรวม 18 กองพัน และผู้บังคับกองพันทุกคน ขึ้นต่อ “ผู้บัญชาการทหารบก” แม้ว่าจะมีผู้บังคับเหล่าที่สูงกว่าผู้บังคับกองพัน เช่น ผู้บังคับเหล่าทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ทหารช่าง ทหารสื่อสาร แต่ผู้บังคับเหล่า มีฐานะเท่ากับจเร อำนวยการทางวิชาการในรูปแบบเดิม จะสั่งการทางปกครองได้บ้างเพียงนิตินัย โดยพฤตินัยนั้น ผู้บังคับกองพันทหารทุกหน่วยตรงต่อผู้บัญชาการทหารบก หรือศัพท์ย่อว่า “ผ.บ.ก.ทหารบก” พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะผู้ก่อการเข้ารับตําแหน่งนี้ในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2475

การสะสางขุมกำลังยังล่วงเลยไปถึง “ทหารส่วนพระองค์” 5 กรม 1 กองพัน คือกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์และกองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่างถูกเปลี่ยนแปลงไปในทางลดพระราชอำนาจภายหลังวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกือบจะทันทีทันใด บ้างก็ถูกยุบให้เหลือเพียง 1 กองพัน หรือถูกย้ายให้ไปอยู่ต่างจังหวัดและท้ายที่สุดคณะกรรมการราษฎร เข้าควบคุมนโยบายของกองทัพตามประกาศ “กำหนดหน้าที่เสนาบดีและตั้งคณะกรรมการกลางกลาโหม” เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2475

เสนาบดีกระทรวงกลาโหมถูกกำหนดหน้าที่ให้ทําเฉพาะเรื่องพื้น ๆ เช่น หน้าที่ธุรการ จัดการเรื่องเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญ สุขาภิบาล การรักษาพยาบาล กิจการสำคัญของทหาร เช่น การเพิ่ม ลด ปลด ย้าย รวมทั้งการวางอัตรากำลังรบ ตกอยู่ในอำนาจของ “คณะกรรมการกลางกลาโหม” 14 คน จากทหารบก และทหารเรือคนละครึ่ง

ที่สําคัญที่สุดคือถ้ามติของคณะกรรมการเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายระดับชาติ จะต้องนำเสนอ คณะกรรมการราษฎรเพื่อวินิจฉัยสั่ง จึงจะปฏิบัติได้วารสารทหารซึ่งเป็นเวทีเผยแพร่ความคิดก็ถูกสั่งห้ามตีพิมพ์ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน มีวารสารอยู่ 7 ฉบับ คือ ยุทธโกษ เสนาศึกษาและแผ่ วิทยาศาสตร์ เรียนรู้ คู่คิด ทหารราบ ทหารปืนใหญ่ และข่าวแพทย์ทหารบก แต่รัฐบาลสั่งเลิกหมด ให้มีหนังสือพิมพ์ทหารบกเพียงฉบับเดียวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2475

กรมตำรวจซึ่งเคยอยู่ใต้บังคับ บัญชาพระยาอธิกรณ์ประกาศ ถูก “เจ้านายใหม่” มองว่า มีทีท่าสนับสนุนพวกเจ้า จึงมีการปรับเปลี่ยน โครงสร้างครั้งใหญ่เช่นกัน เริ่มจากชื่อ “กรมตำรวจภูธร” เปลี่ยนเป็น “กรมตํารวจ” และยุบตำรวจนครบาลในสายต่าง ๆ รวมทั้งตำรวจภูธรในจังหวัดที่ขึ้นกับกรุงเทพฯ จัดแบ่ง ตำรวจนครบาลออกเป็น 3 ภาค คือ ตำรวจนครบาลพระนครเหนือ ตำรวจนครบาลใต้ ตำรวจนครบาลธนบุรี และให้ยุบตำรวจมณฑล แบ่งตำรวจภูธรใหม่ เป็น 4 ภาค ได้แก่ ตำรวจภูธรภาคกลาง ตำรวจภูธรภาคตะวันออก ตำรวจภูธรภาคเหนือ และตำรวจภูธรภาคใต้

การปฏิวัติงานในรูปแบบใหม่ของคณะกรรมการราษฎร ทำให้เกิดการปลดเปลี่ยนย้ายบุคคล “ที่ไม่พึงปรารถนา” อย่างต่อเนื่อง

ตลอดอายุ 5 เดือนเศษของธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ข้าราชการตำแหน่งสำคัญ ๆ แทบทุกหน่วยงานได้รับคำสั่ง “ปลด” ไม่ว่าจะเป็น อภิรัฐมนตรี องคมนตรีเสนาบดี สมุหเทศาภิบาลมณฑล ปลัดทูลฉลอง ผู้ช่วยปลัดทูลฉลองอธิบดีกรมตํารวจภูธร อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมพระอาลักษณ์ เจ้ากรมกองเลขาธิการองคมนตรี เลขาเจ้ากรมธิการกรมราชเลขาธิการตำรวจ ภัยสำคัญได้แยกย้ายกัน 4 ไปหมด เพียงแต่ต้องระวังพระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีคนเก่าเท่านั้น ทหารได้ไล่ขับหมดแล้ว ถึงจะมีบ้างก็ไม่สําคัญ พลเรือน คงไม่รุนแรงอะไร เพราะไม่มีอาวุธเจ้านายเป็นญาติดีกับคณะผู้ก่อการหมดแล้วเพราะพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นหลัก ทุกคนเห็นว่า “เจ้าสงบและเรียบร้อยยิ่งกว่าพวกอื่น”

ที่จริงภัยของคณะกรรมการราษฎรไม่เคยหมดไป ยิ่งเข้ากุมอํานาจ ภัยยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรมในสังคมไทยยังนับถือรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าแผ่นดินที่เคยชินมาแต่ ปู่ ย่า ตา ยายอยู่มาก ประกอบกับคนไทยมีนิสัยสงสารคนเคราะห์ร้าย จึงเกิดเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลใหม่ ทําให้คณะกรรมการราษฎรต้องบริหารงานด้วยความหวาดหวั่นและกีดกันพวกเจ้าหรือราษฎรที่รักเจ้า

ด้วยความระแวงและความกลัว คณะกรรมการราษฎรต้องจัดสายสืบสอดส่องพฤติกรรมฝ่ายตรงกับข้ามตามวังเจ้าและบ้านขุนนางกว่า 50 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ถูกปลดออกจากราชการ

เรื่องราวของ “คณะกรรมการราษฎร” จะเป็นอย่างไรต่อไป พวกเขาจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากฝ่ายปฏิปักษ์บ้าง ต้องติดตามตอนต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : เนื้อหานี้เก็บความจาก “คณะกรรมการราษฎร : อำนาจเบ็ดเสร็จหลังเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475” เขียนโดย แถมสุข นุ่มนนท์ ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน 2534. [เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 20 มิถุนายน 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...