การยาสูบฯ เผย 7 ปีรายได้ลดต่อเนื่อง เหตุปรับโครงสร้างภาษี บุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า ทะลัก
การยาสูบฯ เผยผลดำเนินงาน 7 ปี แย่ลงต่อเนื่อง ปี66 กำไรเหลือ 216 ล้าน เหตุจากโครงสร้างภาษีบุหรี่ปี’ 67 ลุยปรับโมเดลธุรกิจ เน้นส่งออก ทำการตลาดใหม่ชิงตลาดคืน
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่การยาสูบแห่งประเทศไทย นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจยาสูบในประเทศนับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างภาษี เมื่อปี 2560-2566 พบว่า ได้ทำให้การยาสูบได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมียอดขายลดลงจาก 2.8 หมื่นล้านมวนในปี 2560 เหลือ 1.4 หมื่นล้านมวนในปี 2566 ขณะที่กำไรต่อซองลดจากเมื่อปี 2560 ที่ 6.49 บาทต่อซอง เหลือ 0.18-0.30 สตางค์ในปี 2565-2566 และมีผลกำไรลดจากเมื่อปี 2560 ที่ 9,343 ล้านบาทต่อปี ล่าสุดปี 2566 เหลือเพียง 219 ล้านบาทต่อปี
นายภูมิจิตต์ กล่าวว่า ทั้งสาเหตุมาจากการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ทำให้ราคาบุหรี่ในประเทศที่ถูกกฎหมายแพงขึ้น ส่งผลให้มีบุหรี่เถื่อนลักลอบเข้ามาแย่งตลาด เพราะราคาถูกกว่าขายเพียงซอง 20-30 บาท ต่ำกว่าบุหรี่ทั่วไปที่ราคาซองละ 65-70 บาท อีกทั้งคนรุ่นใหม่ยังหันไปซื้อบุหรี่ไฟฟ้า วัดได้จากบุหรี่ไฟฟ้าทั่วโลกเติบโตขึ้น 6.4% ต่อปี และที่สำคัญกลุ่มคนมีรายได้น้อยหันไปสูบยาเส้นทดแทน เห็นได้จากยอดขายยาเส้นมวนเองเติบโตกว่า 1 เท่าตัว จาก 1.2 หมื่นล้านมวนต่อปี เป็น 2.8 หมื่นล้านมวนต่อปี แซงหน้ายอดขายบุหรี่ที่ขายที่ 2.68 หมื่นล้านมวนไปแล้ว หลังจากวงการยาเส้นมีการพัฒนาเครื่องมวนยาเส้นและใส่ก้นกรองได้เอง ทำให้โดยรวมราคาถูกกว่าบุหรี่ 3 เท่าตัว รวมทั้งรัฐบาลมีการตั้งภาษียาเส้นต่ำกว่าบุหรี่หลายเท่าตัวด้วย
“ปัญหาบุหรี่เถื่อน บุหรี่ผิดกฎหมาย เป็นปัญหาระดับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีปริมาณการสูบบุหรี่เถื่อนมากกว่า 70% ของการสูบบุหรี่ทั้งหมดในจังหวัดภาคใต้ จากการวิเคราะห์บุหรี่ผิดกฎหมายในภาคใต้ ด้วยข้อมูลการจัดเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ ภาษี อบจ.ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 – 2566 โดยสำนักป้องกันบุหรี่ผิดกฎหมาย การยาสูบแห่งประเทศไทย พบว่ารายได้จากการเก็บภาษี อบจ.ทั้งบุหรี่ไทยและบุหรี่ต่างประเทศ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ มี 670 ล้านบาท คิดเป็น 7.9 % ของรายได้จากการเก็บภาษี อบจ. ทั้งประเทศ เมื่อแยกเป็นรายปี พบว่าแนวโน้มการจัดเก็บภาษีบุหรี่ อบจ. ลดลงทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้” นายภูมิจิตต์ กล่าว
นายภูมิจิตต์ กล่าวว่า ดังนั้นแนวทางต่อไป การยาสูบฯเตรียมเสนอรัฐบาล และกรมสรรพสามิตพิจารณาการปรับโครงสร้างยาสูบครั้งใหญ่ โดยว่าจ้างนักวิชาการ ศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ให้เป็นธรรม จากปัจจุบันที่มีการเก็บภาษีด้านปริมาณ และมูลค่าอีก 25-42% โดยจะได้ข้อสรุปใน 2 เดือนนี้ รวมถึงการพิจารณาแก้กฎหมาย พ.ร.บ.ยาสูบ เช่น รับจ้างผลิตบุหรี่เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ หลังจากโรงงานยาสูบในปัจจุบัน มีกำลังการผลิตเหลือส่วนเกินเหลือจำนวนมาก
นายภูมิจิตต์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน การยาสูบฯ ได้ปรับโครงสร้างโมเดลธุรกิจ โดยหันพึ่งพารายได้จากการส่งออกบุหรี่มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเมียนมา และกัมพูชา ที่บุหรี่ไทยได้รับความนิยมสูงอยู่ รวมถึงปรับแผนตลาดใหม่ เช่น การออกบุหรี่ยี่ห้อใหม่ การลดราคาบุหรี่รุ่นเดิมเพื่อช่วงชิงตลาดกลับคืน หลังจากที่ผ่านมาการยาสูบฯ สูญเสียส่วนแบ่งตลาดจากเคยสูง 79% เหลือเพียง 52% นอกจากนี้ จะเพิ่มรายได้จากการบริหารทรัพย์สิน เช่น การเปิดเช่าระยะยาวที่ดินที่มีกว่า 4,000 ไร่ รวมถึงการแยกให้โรงพิมพ์ และโรงพยาบาล บริหารจัดการหารายได้เลี้ยงตัวเองได้ ส่วนแนวทางการรับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ ยสท. ยังมีความยินดีที่จะรับซื้อช่วยเหลือชาวไร่อย่างต่อเนื่อง โดยมีโควตาการรับซื้อใบยาเวอร์ยิเนีย 4.73 ล้านกิโลกรัม ใบยาเบอร์เลย์ 7.1 ล้านกิโลกรัม และใบยาเตอร์กิซ 2 ล้านกิโลกรัม ขณะเดียวกันเสนอ สรรพสามิตในการขอเงินชดเชยจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นช่วยชาวไร่ 89 ล้านบาท
“เกษตรกรชาวไร่ยาสูบในสังกัดทั่วประเทศ คือครอบครัว ยสท. ที่มีความผูกพันกันอย่างยาวนาน เมื่อเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบต่างๆ เราก็พร้อมที่จะดูแลช่วยเหลือโดยไม่ทอดทิ้งอย่างแน่นอน และ ยสท. พร้อมเปิดรับขึ้นทะเบียนชาวไร่ยาสูบในสังกัดเพิ่มเติม เพื่อมาเป็นครอบครัวเดียวกัน เดินหน้าสืบสานภารกิจต้นน้ำของอุตสาหกรรมยาสูบให้มีความมั่นคงยั่งยืนสืบไป”นายภูมิจิตต์ กล่าว