Land Rover Defender 130 ราคา 8,999,000 บาท ตัวถังรูปแบบล่าสุด ขยายฐานล้อ เบาะนั่ง 3 แถว 8 ตำแหน่ง กับขุมพลังดีเซล 300 แรงม้า
บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Jaguar (แจกวาร์) และ Land Rover (แลนด์ โรเวอร์) อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัว Land Rover Defender 130 (แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ 130) ตัวถังรูปแบบใหม่ล่าสุด กับรุ่นย่อย HSE 3.0 Diesel ราคา 8,999,000 บาท พร้อมรับพโรแกรม Land Rover Care นาน 5 ปี ประกอบด้วย การรับประกันคุณภาพ บริการบำรุงรักษาตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชม.
Land Rover Defender 130 เลขรหัสต่อท้ายที่บ่งบอกว่า ตัวถังขยายใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร มอบความสบายที่เหนือชั้นสำหรับทุกการเดินทาง รองรับได้สูงสุดถึง 8 ที่นั่ง กับที่นั่งขนาดมาตรฐาน 3 แถวในรูปแบบ 2+3+3 ติดตั้งซันรูฟแบบพาโนรามิค และมีซันรูฟอันที่ 2 ติดตั้งเหนือเบาะนั่งแถวที่ 3 ทำให้ภายในห้องโดยสารสว่าง และโปร่งสบายสำหรับทุกคน ความยาวตัวถังขยายใหญ่ขึ้น 340 มม. ทีมวิศวกรของ Land Rover ได้ออกแบบส่วนท้ายรถให้มีรูปทรงคล้ายหางเรือ โดยมีส่วนมุมจากอยู่ที่ 28.5 องศาในระดับความสูงในโหมด Off Road เพื่อให้ยังคงความสามารถในการขับขี่บนเส้นทางที่ขรุขระ และการหักเลี้ยวที่แม่นยำ
Defender 130 มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 3.0 ลิตร แบบ 6 สูบเรียง กำลังสูงสุด 300 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 66.3 กก.-ม. ให้แรงบิดที่เพิ่มขึ้น การตอบสนองที่ราบรื่น และการประหยัดเชื้อเพลิงที่น่าประทับใจ ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 650 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.7 วินาที ทุกคันติดตั้งระบบส่งกำลังแบบขับเคลื่อนสี่ล้ออันชาญฉลาด (iAWD) และเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 จังหวะของ Land Rover เป็นมาตรฐาน ด้วยเทคโนโลยี iAWD จะจัดการระบบส่งกำลังและระบบจ่ายกำลังไฟฟ้าระหว่างเพลาหน้า และเพลาหลังอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่บนท้องถนน และสมรรถนะที่ตอบโจทย์ทุกสภาพพื้นผิวถนน
ระบบช่วงล่างถุงลมแปรผันการตอบสนองด้วยอิเลคทรอนิคส์ที่มีคุณสมบัติ Adaptive Dynamics โดยจะยกตัวรถเพิ่มเติม 71.5 มม. ที่ด้านหน้า (73.5 มม. ที่ด้านหลัง) ในระดับความสูงในโหมด Off Road เพื่อให้ผ่านพ้นสิ่งกีดขวาง และช่วยในการลุยทาง และระบบ Terrain Response ขั้นสูงของ Land Rover ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งประสบการณ์การขับขี่ให้เหมาะกับทุกสภาพภูมิประเทศผ่านหน้าจอ Pivi Pro การผสมผสานระบบขั้นสูงเหล่านี้ทำให้ สามารถขับขี่บนเส้นทางขรุขระได้อย่างสบายๆ สามารถลุยน้ำได้สูงสุด 900 มม. โครสร้างตัวถังมาจากสถาปัตยกรรม D7X ขึ้นรูปจากวัสดุอลูมิเนียมแบบไร้โครง เพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างตัวถัง ตัวเลขการต้านแรงบิดที่ 25kNm/องศา Defender มีความแข็งแกร่งมากกว่าโครงสร้างตัวถังแบบ Body On Frame ดั้งเดิมถึง 3 เท่า
ภายในห้องโดยสารเพิ่มความสะดวกสบายกับช่องเสียบชาร์จ USB-C เพื่อชาร์จอุปกรณ์ขณะเดินทางช่วยให้ผู้โดยสารแถวที่ 3 มีความสะดวกสบายมากขึ้น หน้าต่างบานใหญ่ให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในที่นั่งทั้ง 3 แถว เพิ่มความสบายด้วยช่องระบายอากาศสำหรับแต่ละแถว ควบคุมการปรับอากาศผ่านระบบควบคุมอุณหภูมิ 4 โซน (Four Zone Climate Control) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Defender 130 ผู้โดยสารในแถวที่ 2 และ 3 ยังได้รับประโยชน์จากเบาะนั่งที่ยกสูงเพื่อทัศนวิสัยที่เหนือกว่า พื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง และใช้งานได้สะดวก แม้จะกางเบาะหลังสุดก็ตาม เมื่อไม่ได้ใช้งาน เบาะนั่งสามารถพับเก็บเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ได้ ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกปรับแต่งการจัดวางภายในห้องโดยสารที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด โดยแบ่งเป็นสัดส่วน 40:20:40 และยังสามารถลดความสูงด้วยระบบช่วงล่างถุงลมแบบอิเลคทรอนิคส์ของ Defender ด้วยการกดปุ่มที่อยู่ภายในพื้นที่เก็บสัมภาระ เพื่อช่วยในการขนสัมภาระด้านท้ายสะดวกยิ่งขึ้น
Land Rover Defender 130 มาพร้อมกับหน้าจอสัมผัส Pivi Pro ขนาด 11.4 นิ้วเป็นมาตรฐาน หลังจากการเปิดตัวของ Defender 90 และ 110 ทำให้สามารถควบคุมฟังค์ชันยานยนต์หลักได้ดีขึ้นผ่านจอแสดงผลที่คมชัด และใช้งานง่าย อินเทอร์เฟศกระจกโค้งจะให้ฟังค์ชันการใช้งานที่รวดเร็ว ล้ำสมัย และตอบสนองทันทีที่สตาร์ทรถ ด้วยโครงสร้างเมนูที่เรียบง่าย และเทคโนโลยีอัพเดทซอฟท์แวร์อัตโนมัติแบบ Over The Air จึงมีการอัพเดทอยู่เสมอ ด้านการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในรถให้ดีขึ้นในทุกการเดินทางด้วยระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร (Cabin Air Purification Plus) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกใน Defender 130 รุ่นใหม่นี้จะติดตั้งเป็นมาตรฐาน และผสานรวมเทคโนโลยี NanoeTMX สำหรับการลดสารก่อภูมิแพ้ และการกำจัดเชื้อโรค เพื่อช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และไวรัสจำนวนมาก นอกจากนี้ระบบจัดการ CO2 และการกรองอากาศ PM2.5 ในห้องโดยสารยังช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมในห้องโดยสารให้ดีขึ้น โดยตรวจสอบอากาศภายในและภายนอก และปรับให้เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารจะได้สัมผัสกับคุณภาพอากาศที่ดีที่สุด