โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ภารกิจใหม่ "ชาญศิลป์ ตรีนุชกร" ดัน "การบินไทย" พ้นล้มละลาย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 มิ.ย. 2564 เวลา 05.06 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 06.02 น.
ชาญศิลป์ ตรีนุชกร การบินไทย

สัมภาษณ์

ทันทีที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยเมื่อเช้าวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมาในช่วงบ่ายวันเดียวกันนั้น “การบินไทย” ยังมีประชุมกรรรมการ (บอร์ด) เพื่อรับทราบกรณีศาลล้มละลายกลางเห็นชอบแผนฟื้นฟู รวมถึงพิจารณาบทบาทหน้าที่ทีมบริหารทันที

พร้อมทั้งมีมติเห็นชอบให้ “ชาญศิลป์ ตรีนุชกร” รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาออก พร้อมกรรมการบอร์ดอีก 3 คน คือ พลอากาศเอกชัยพฤกษ์ ศิษยะศริน ประธานบอร์ด นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองประธาน และนายบุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการอิสระ โดยมีผลตั้งแต่15 มิถุนายน 2564

“ชาญศิลป์ ตรีนุชกร” ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการลาออกจากตำแหน่งรักษาการประธานเจ้าหน้าบริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรการบินไทยในฐานะ 1 ในผู้บริหารแผนฟื้นฟู ไว้ดังนี้

เริ่มนับ 1 แผนฟื้นฟูทันที

“ชาญศิลป์” บอกว่า การบินไทยได้เริ่มต้นนับ 1 สู่กระบวนการฟื้นฟูทันที นับตั้งแต่ศาลล้มละลายกลางผ่านแผนฟื้นฟูเมื่อ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยอำนาจการบริหารทั้งหมดนับจากนี้จะอยู่ในมือผู้บริหารแผนทั้ง 5 คน และทั้ง 5 คนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และนำความรู้ความสามารถของแต่ละคนที่มีแตกต่างกันมาช่วยกันขับเคลื่อนให้เร็วที่สุด หรือเป็นเหมือนเครื่องยนต์ที่ร่วมกันขับเคลื่อน

และสามารถที่จะดำเนินการเป็นผู้วางแผนส่งต่อมาถึงผู้ปฏิบัติการ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร ซึ่งทุกอย่างมีข้อกำหนดอยู่แล้ว เพราะวันนี้ปัญหาของการบินไทยมีเยอะมาก ทั้งปัญหาโครงสร้างหนี้ โครงสร้างทุน เครื่องบิน ฯลฯ หลายเรื่องหลายประเด็นยังรอการดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามแผนโดยเร็ว

โฟกัสงาน “บริหารแผน”

พร้อมอธิบายว่า โครงสร้างโดยรวมหลังแผนฟื้นฟูนั้นการบินไทยยังมีบอร์ดบริหารเหมือนเดิม แต่อำนาจการบริหารทั้งหมดจะไปอยู่ที่ผู้บริหารแผนแทน ส่วนซีอีโอ หรือดีดี จะบริหารงานที่เป็น day to day

เมื่อถามถึงเหตุผลในการลาออกจากตำแหน่งรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย “ชาญศิลป์” บอกว่า ไม่มีอะไร มีเหตุผลเดียวคือ เมื่อตนเป็นผู้บริหารก็ไม่ควรจะต้องเป็นซีอีโอด้วย เพื่อที่จะได้มาทุ่มเทและทำงานในด้านที่ตัวเองถนัด

“อย่างที่ผมเคยบอกว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่บอร์ดพิจารณากัน ไม่ใช่ผมคนเดียว และผมก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องเป็นดีดี หรือซีอีโอ ส่วนตัวมองว่าถ้าผมได้ทำในสิ่งที่ถนัดน่าจะมีประสิทธิภาพกับองค์กรมากกว่า”

พร้อมอธิบายว่า ภาระกิจที่ตนเข้ามาการบินไทยตั้งแต่แรกคือ มาร่วมทำแผนฟื้นฟู เวลานี้ภาระกิจการทำแผนฟื้นฟูเสร็จแล้ว เป้าหมายต่อไปคือ ร่วมกันทำให้แผนที่วางไว้บรรลุเป้าหมายและทำได้จริง ซึ่งเป็นภาระกิจที่ยากกว่า และใช้เวลาในการทำงานที่นานกว่า

“หลายเรื่องเราได้เดินหน้าทำไปแล้วในช่วงระหว่างการเขียนแผน เช่น เรื่องเครื่องบิน, โครงการองค์กร บุคลากร ฯลฯ จากนี้เราจึงต้องมาสานต่อและทำเรื่องอื่น ๆ ให้บรรลุเป้าหมาย”

เดินหน้าเพิ่มรายได้-ลดต้นทุน

“ชาญศิลป์” บอกด้วยว่า ตามที่การบินไทยไทยแถลงข่าวออกไปว่า วันนี้มูลค่าหนี้ของแผนฟื้นฟูการบินไทยอยู่ที่ประมาณ 56,000 ล้านบาท ถึงวันนี้วันที่ผู้บริหารแผนเข้ามาการบินไทยได้เดินหน้าแผนสำเร็จไปแล้ว 45% โดยสามารถลดต้นทุนไปได้แล้ว 25,700 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นผลจากการที่ทีมบริหารได้เริ่มดำเนินการไปล่วงหน้าแล้ว

ทั้งการเจรจาต่อรองสัญญาเช่าเครื่องบิน การปรับโครงสร้างองค์กร ลดเงินเดือน ปรับลดพนักงาน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ยังมีเป้าหมายในเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีต้นการดำเนินงานที่สามารถแข่งขันในตลาดได้

พร้อมย้ำว่า ที่ผ่านมาการบินไทยไม่เคยหยุดให้บริการ เพียงแต่หันไปโฟกัสเที่ยวคาร์โก้ หรือขนส่งสินค้า เที่ยวบินรับคนไทยกลับบ้าน เป็นต้น

หวัง “ภูเก็ต” ช่วยดันรายได้

สำหรับแผนการหารายได้นั้น “ชาญศิลป์” บอกว่า หากดูเรื่องของจำนวนเที่ยวบินของการบินจะพบว่าในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาการบินไทยมีจำนวนเที่ยวบินประมาณ 400 เที่ยวบินเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มี 177 เที่ยวบิน และค่อยทยอยเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดเข้ามาหมุนเวียน

โดยในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 นี้จะเริ่มมีความชัดเจนขึ้น เนื่องจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเองก็มีการฉีดวัคซีนในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อธุรกิจการบินและการท่องเที่ยว

โดยในไตรมาส 3 นี้การบินไทยมีแผนเปิดเที่ยวบินจาก 5 เมืองในโซนยุโรปเข้าภูเก็ต ตามนโยบายเปิดภูเก็ตรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” 1 กรกฎาคมนี้ ประกอบด้วย เที่ยวบินจากแฟรงก์เฟิร์ต, โคเปนเฮเกน, ลอนดอน, ปารีส และซูริก ส่วนเส้นทางที่ใช้เวลาทำการบิน 3-4 ชั่วโมงนั้นจะทำการบินโดยสายการบินไทยสมายล์ เช่น พนมเปญ, ไซ่ง่อน, ฮานอย เป็นต้น

จากนั้นจะทยอยเพิ่มขึ้นอีกในช่วงไตรมาส 4 อีกส่วนหนึ่งด้วย เช่น เส้นทางจากเดลี, เกาหลี, ญี่ปุ่น สู่ภูเก็ต และฮ่องกง, สิงคโปร์ สู่ภูเก็ต (โดยไทยสมายล์)

“ในส่วนของภูเก็ตนั้นแม้ว่าช่วงแรกจะยังมีจำนวนผู้โดยสารไม่มากนักแต่เราก็ต้องเริ่ม ดีกว่าไม่ทำ และปล่อยให้เครื่องจอดอยู่เฉย ๆ ซึ่งหลังจากที่ประกาศออกไปพบว่ามียอดการจองตั๋วเข้ามาแล้ว 40-50% ถือว่าโอเค ที่สำคัญยังเป็นการทดสอบความพร้อมในด้านต่าง ๆ และก็น่าจะทำให้เรามีรายได้เข้ามาช่วยหมุนเวียนอีกส่วนหนึ่งด้วย”

ลุ้น “เงินใหม่” ทยอยเข้า

สำหรับประเด็นของ “ทุนใหม่” มูลค่า 50,000 ล้านบาทที่จะต้องเข้ามาตามแผนฟื้นฟูนั้น “ชาญศิลป์” บอกว่า ณ เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเงินใหม่ตามแผนจะเข้ามาเมื่อไหร่ อย่างไร และมาในรูปแบบไหน เพิ่มทุน หรือเงินกู้ แต่ทีมบริหารก็จะเร่งเจรจาให้เข้ามาเร็วที่สุด ทั้งเจ้าหนี้รัฐบาลและเจ้าหนี้ในส่วนธนาคาร เพื่อเพิ่มทุนเสริมสภาพคล่อง โดยเงินทุนหมุนเวียนที่บริษัทเหลืออยู่ได้ไม่เกินสิ้นปีนี้

พร้อมย้ำว่า ทุนใหม่ 50,000 ล้านบาทนี้จะค่อย ๆ ทยอยเข้ามาตามความจำเป็นภายใน 3 ปีแรกนี้ ไม่ได้เข้ามาเป็นก้อนครั้งเดียว แต่ถ้าหากการบินไทยเปิดทำการบินได้มาก มีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้นความจำเป็นในการใช้เงินส่วนนี้ก็อาจไม่ได้มากนัก

ทั้งนี้ การบินไทยก็มีแผนสำรองสำหรับการบริหารสถาพคล่องด้วยการเตรียมขายสินทรัพย์รอง ประเภทตึกรามบ้านช่องที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เช่น สำนักงานสีลม สำนังานในต่างประเทศ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าธุรกิจของการบินไทยจะทยอยกลับมาดีขึ้นได้ราว 80-90% ของปี 2562 ในราวปี 2566 และบรรลุเป้าหมายสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ให้เร็วที่สุด หรือภายใน 5 ปีตามที่กฎหมายระบุไว้…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...