โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

มทร. พระนคร โชว์นวัตกรรมเครื่องทอผ้า ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้อาชีพทอผ้า

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 10 มี.ค. 2563 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. 2563 เวลา 08.31 น.

ประเทศไทย มีการทอผ้าเป็นอาชีพจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสาน รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ชาวบ้านนอกจากทอผ้าขายแล้ว ยังผลิตเครื่องทอผ้าพื้นเมืองจำหน่ายให้กับผู้ทอผ้าในท้องถิ่นอื่นๆ โดยเครื่องทอผ้าที่ผลิตขึ้นจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ เครื่องทอผ้ากี่ธรรมดา กับเครื่องทอผ้ากี่กระตุก

ในปัจจุบัน เครื่องทอผ้าสามารถพัฒนาได้มากสุด 30-80 ตะกอ เครื่องทอผ้าแต่ละแบบผู้ทอจะเลือกใช้ตามความถนัดของผู้ทอ ผ้าทอประเภทผ้าพื้นส่วนมากจะใช้วิธีการทอด้วยเครื่องทอกี่กระตุก ส่วนผ้าทอที่มีลักษณะของการสร้างลวดลายหรือถักลายบนพื้นผ้าจะใช้เครื่องทอผ้าแบบธรรมดา แต่ละครั้งสามารถทอได้ความยาวเพียง 3 เมตร ต่อวัน กับหน้าผ้ากว้างที่ 60 เซนติเมตร

เมื่อนั่งทำงานไปนานๆ ผู้ทอจะเกิดความเมื่อยล้าของร่างกาย เนื่องจากจะต้องนั่งตัวตรง และเกร็งลำตัวเพื่อให้เกิดแรงส่งไปที่แขนและมือ รวมทั้งจะต้องออกแรงที่ขาและเท้าสำหรับเยียบตะกอ ทำให้เกิดความเมื่อยล้า หากทอผ้าที่มีลวดลายพิเศษจะต้องใช้สายตาในการทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีเป้าหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อชุมชนสังคม โดยเฉพาะอาชีพช่างทอผ้าพื้นบ้าน วช. จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร นำนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามายกระดับคุณภาพการผลิตผ้าพื้นเมืองที่ครอบคลุมกระบวนการ ตั้งแต่การเตรียมเส้นยืนก่อนการทอ การออกแบบอุปกรณ์ม้วนเส้นไหม การทอผ้า เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต และมูลค่าของผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นบ้าน

เครื่องทอผ้าแจ็กการ์ด (JACQUARD)

ผศ.ดร. กิตติศักดิ์ อริยะเครือ (โทร. 083-788-9569) อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงขอทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 500,000 บาท นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญาไทย จนประสบความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องทอผ้าแบบยกดอกพิเศษด้วยเครื่องแจ็กการ์ด (JACQUARD) มูลค่า 50,000 บาท สำหรับใช้ผลิตผ้าทอผ้ายกดอกลวดลายต่างๆ ที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด

ผศ.ดร. กิตติศักดิ์ ได้นำนวัตกรรมต้นแบบไปให้กลุ่มทอผ้าวัดน้ำเต้า อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และกลุ่มทอผ้าบ้านเนินขาม อำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท ได้ทดลองใช้เครื่องทอผ้าแบบยกดอกพิเศษแจ็กการ์ด ปรากฏว่า ช่างทอผ้าทุกรายล้วนพึงพอใจในนวัตกรรมชิ้นนี้มาก เพราะนวัตกรรมนี้ติดตั้งและเคลื่อนย้ายได้ง่าย ทอผ้ายกดอกได้เร็วขึ้น ช่วยลดการขาดของด้ายยืน เมื่อทอเสร็จจะติดตั้งเส้นด้ายยืนเพื่อทอผ้าผืนใหม่ก็ทำได้ง่ายขึ้น การม้วนเก็บผ้าที่ทอแล้วได้อย่างสะดวก ที่สำคัญช่วยลดปัญหาปวดเมื่อยของร่างกายได้อย่างดี

นวัตกรรมเครื่องทอผ้าแจ็กการ์ด ช่วยให้การทอผ้ากลายเป็นเรื่องง่าย สะดวกสบาย เพราะ ผศ.ดร. กิตติศักดิ์ ออกแบบให้เครื่องทอผ้าลดขั้นตอนในการทำงานในบางส่วนลง รวมทั้งออกแบบเครื่องทอแบบยกดอกพิเศษแจ็คการ์ค มากกว่า 80 ตะกอ ขึ้นไป สามารถออกแบบลวดลายที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้ทอสามารถทอผ้าได้สะดวกสบายขึ้น และทอผ้าได้ปริมาณมากขึ้น ทำงานได้รวดเร็วขึ้น สามารถนำมาสร้างและผลิตขึ้นเองได้ในระดับอุตสาหกรรมชุมชนในท้องถิ่นอีกด้วย ส่งผลให้นวัตกรรมชิ้นนี้ได้รับรางวัลเหรียญทองจากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ในงาน 42nd International Exhibition of inventions of Geneva สมาพันธรัฐสวิส และได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่น 60 ปี วช. ด้านการพัฒนาชุมชนและพื้นที่

เทคนิคการม้วนเส้นด้ายยืนด้วยนวัตกรรม

ผศ.ดร. กิตติศักดิ์ ได้พัฒนาเทคนิคการม้วนเส้นด้ายยืนด้วยนวัตกรรมที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่สู่ชุมชนเชิงพาณิชย์ จังหวัดหนองบัวลำภู โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถ เปรียบเทียบ เทคนิคการม้วนแบบเดิม และพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์สำหรับม้วนเส้นยืน

ผศ.ดร. กิตติศักดิ์ ได้ศึกษาขั้นตอน กระบวนการขึ้นเส้นไหมยืนแบบเดิม โดยศึกษาการม้วนเส้นไหมยืนในด้านการใช้พื้นที่สำหรับขึ้นเส้นไหมยืน และนำข้อมูลที่ได้มาประยุกต์เพื่อออกแบบและพัฒนาเครื่องม้วนเส้นไหมยืน โดยการผลิตต้นแบบเครื่องม้วนเส้นไหมยืน เพื่อทดลองและทดสอบ จำนวน 6 ชุด หลังจากนั้น นำต้นแบบเครื่องม้วนเส้นไหมยืนพร้อมเทคนิคการม้วน ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อยอดภูมิปัญญาและเผยแพร่วิธีการใช้

ในครั้งแรก นักวิจัยได้นำนวัตกรรมดังกล่าวไปให้กลุ่มทอผ้าไหมทอมือลายพื้นเมือง 6 วิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดหนองบัวลำภู ได้ทดลองใช้งาน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนหว้าทองไหมไทย วิสาหกิจชุมชนบ้านนาทม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านหนองแกไหมไทย วิสาหกิจชุมชนบ้านสระแก้ว วิสาหกิจชุมชนบ้านกุดกวางสร้อย และวิสาหกิจชุมชนบ้านใหม่ศิลามงคล กลุ่มช่างทอผ้าได้ผลิตผืนผ้าโดยกำหนดให้ทอผ้าไหมลายขัด ทอผ้าไหมมัดหมี่ด้ายพุ่ง ทอผ้าไหมมัดหมี่และทอผ้าไหมหางกระรอก นำผืนผ้าไหมที่ได้ใช้เครื่องม้วนเส้นไหมยืน จำนวน 4 ผืน ทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) นำผ้าไหมไทยทอมือลายพื้นเมืองออกแบบและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

จากผลการทดสอบการใช้เทคนิคการม้วนเส้นด้ายยืนด้วยนวัตกรรมที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ มีค่าความตึงของเส้นไหม มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 8.63 กรัม และเปรียบเทียบการทดสอบค่าความตึงของม้วนเส้นไหมยืนแบบเดิมจะลดลงด้วยค่า CV% 6.85 และการม้วนเส้นไหมยืนด้วยเครื่องที่ติดมอเตอร์ เหลือค่า CV% 1.62 มีผลค่าทดสอบความตึงของเส้นด้ายลดลงถึง 5.23% ส่งผลทำให้ค่าความตึงของเส้นไหมยืนมีความเสถียรมากขึ้น

นอกจากนี้ ผ้าทอที่ได้จากการขึ้นเส้นไหมยืน ทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ปรากฏดังนี้ ผ้าไหมวิสาหกิจชุมชนหว้าทองไหมไทย วิสาหกิจชุมชนบ้านนาทม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านหนองแกไหมไทย วิสาหกิจชุมชนบ้านสระแก้ว วิสาหกิจชุมชนบ้านกุดกวางสร้อย และวิสาหกิจชุมชนบ้านใหม่ศิลามงคล ผ่านเกณฑ์การทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ทั้ง 4 ด้าน คือ

  1. ด้านความแข็งแรงของแนวเส้นด้ายยืน
  2. ด้านความต้านทานต่อการขัดถูของเส้นด้ายยืน
  3. ด้านจำนวนรวมของเส้นด้ายยืนต่อนิ้ว
  4. ด้านความต้านทานต่อการขัดถูของเส้นด้ายยืน

ส่วนผลการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าไหมไทยบ้านหนองแก ชนิดผ้ามัดหมี่และผ้าขิดและผลจากการศึกษาการขึ้นเส้นไหมยืน พบว่า ผืนผ้าที่ทอโดยใช้เครื่องม้วนเส้นไหมยืนที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ สามารถช่วยลดปัญหาการใช้พื้นที่ในการม้วนเส้นไหมยืน ซึ่งการม้วนแบบเดิมจะต้องใช้พื้นที่เท่ากับความยาวของเส้นยืน ซึ่งความยาวของเส้นไหมยืน โดยเฉลี่ยจะยาว 15-25 เมตร

ในขณะที่ใช้อุปกรณ์ม้วนเส้นไหมยืนที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ จะใช้พื้นที่ 4-5 เมตร การใช้เวลาในการม้วนลดจากเดิมถึง 2 เท่า ลดการใช้แรงงานจากเดิม 5-7 คน เมื่อเปรียบเทียบกับการม้วนเส้นไหมด้วยเครื่องที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ จะใช้แรงงานเพียง 2 คน เท่านั้น ทำให้ลูกหลานช่างทอผ้าที่ทำงานในเมือง สนใจกลับคืนถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อช่วยพ่อแม่ทำอาชีพช่างทอต่อไป

ผศ.ดร. กิตติศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ดร. พรเทพ ศักดิ์สุจริต ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ได้ติดตามความสำเร็จของการนำนวัตกรรมเทคนิคการม้วนเส้นด้ายยืนไปใช้ในการเพิ่มศักยภาพชุมชน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนหว้าทอง ตำบลโนนม่วง อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าไหมที่สามารถนำนวัตกรรมไปผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในกระบวนการผลิต

พบว่า ปัจจุบันสมาชิกของกลุ่มมีรายได้ในการผลิตผ้าพื้นเมืองเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า และผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจได้รับการตอบรับจากหน่วยงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของภาครัฐและผู้ประกอบการเอกชน นำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายภายนอกชุมชนอย่างต่อเนื่อง

“นวัตกรรมเทคนิคการม้วนเส้นด้ายยืน” ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ประหยัดเนื้อที่ ลดแรงงาน โดยได้เส้นด้ายที่มีความเหนียวและมีคุณภาพดี เนื้อผ้าสวยงาม ลดการเกิดรอยตำหนิ เส้นยืนตึงสม่ำเสมอ เมื่อนำไปทอเป็นผ้าไหมแล้ว จะได้ผ้าไหมคุณภาพดี ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด

ดังนั้น สภาอุตสาหกรรมจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 และผู้ประกอบการกลุ่มผ้าพื้นเมืองในพื้นที่ให้ความสนใจและเตรียมสนับสนุนต่อยอดทางธุรกิจ เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการวางกลไกทางการตลาด เพื่อส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานสินค้าและรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...