โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อยู่ร่วมกับน้ำ แทนที่คิดจะไปต่อสู้มัน” ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วม เนเธอร์แลนด์

TODAY

อัพเดต 19 ก.ย 2562 เวลา 14.09 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2562 เวลา 14.09 น. • Workpoint News

ในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้ง หรือ อุทกภัย รวมถึงในประเทศไทย ที่ในขณะนี้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 65 อำเภอ ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 4 แสนคน และมีผู้อพยพมากกว่า 2 หมื่นคน ทำให้หลายฝ่ายหันมาพิจารณาถึงความจำเป็นของระบบการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว 

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่ประสบกับปัญหาอุทกภัยมานานนับพันปี อันเนื่องมาจากภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำสายสำคัญของยุโรปถึง 3 สาย ซึ่งเชื่อมติดกับทะเลเหนือ อีกทั้งยังมี

พื้นที่มากกว่าครึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ส่งผลให้ชาวดัตช์เริ่มคิดค้นวิธีการป้องกันน้ำท่วมและจัดการน้ำมาตั้งแต่ในอดีต และพัฒนามาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นประเทศที่มีระบบการบริการจัดการน้ำที่ดีมากที่สุดประเทศหนึ่ง โดยหลายประเทศต่างให้ความสนใจที่จะศึกษาและนำไปปรับใช้กับประเทศของตนเอง 

ในอดีตเนเธอร์แลนด์มีวิธีป้องน้ำท่วมหลากหลายวิธีเริ่มตั้งแต่การสร้างคันกั้นน้ำรอบประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากมหาสมุทรไหลเข้ามามากเกินไปการสร้างเขื่อนกั้นน้ำหรือการใช้กังหันลมเพื่อสูบน้ำออกจากทะเลสาบและแม่น้ำต่างๆจนในปี พ.ศ. 2496 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมที่ใหญ่และรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง 2,000 คนส่งผลให้ทางการเนเธอร์แลนด์เริ่มผลักดันแผนการจัดการน้ำอย่างจริงจังและเกิดเป็นโครงการ ‘เดลตาเวิร์คส์’ (Delta Works)

โครงการเดลตาเวิร์คส์เป็นโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อบริหารจัดการน้ำและป้องกันน้ำท่วมซึ่งประกอบไปด้วยโครงการย่อยๆอีกหลายโครงการเช่นการสร้างกำแพงกันคลื่นจากลมพายุการสร้างเขื่อนที่กั้นน้ำทะเลและแม่น้ำออกจากกันการสร้างประตูระบายน้ำที่จะปิดกั้นน้ำทะเลไม่ให้ไหลเข้าสู่บริเวณที่อยู่อาศัยเมื่อเกิดพายุและมีคลื่นลมแรงการสร้างสถานีสูบน้ำและการสร้างคันกั้นน้ำเป็นต้น 

โครงการเดลตาเวิร์คส์ทั้งหมดแล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2540 และมีแผนที่จะพัฒนาและบำรุงรักษาต่อไปในอนาคตโดยโครงการดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการบริหารจัดการน้ำที่ประสบความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์ทั้งในด้านการป้องกันน้ำท่วมและประโยชน์ในด้านอื่นๆเช่นการเกษตรการคมนาคมและการท่องเที่ยวซึ่งทำให้เนเธอร์แลนด์กลายมาเป็นผู้นำในด้านการบริหารจัดการน้ำของโลก 

การอยู่ร่วมกับน้ำ 

ด้วยบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้แผนการบริหารจัดการน้ำต้องเปลี่ยนไปด้วยจากปัญหาสภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกละลายรวมถึงลักษณะการเกิดฝนที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่งผลให้ระดับน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น เนเธอร์แลนด์จึงเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่เคย ต่อสู้กับน้ำ หรือการป้องกันไม่ให้น้ำเข้ามาในประเทศ มาเป็น การอยู่ร่วมกับน้ำ หรือการรับน้ำเข้ามาในประเทศ เพื่อลดภาระของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และมุ่งใช้ประโยชน์จากน้ำในเกิดประโยชน์สูงสุด

โครงการเพิ่มพื้นที่ให้แม่น้ำหรือ Room for the River ของรัฐบาลสะท้อนถึงแนวคิดดังกล่าวได้ดีโดยแผนการดังกล่าวมาจาสาเหตุที่ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นและเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณปากแม่น้ำในปีพ.ศ. 2536 และพ.ศ. 2538 โดยริเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนถึงพ.ศ. 2558 ครอบคลุมพื้นที่แม่น้ำสี่สายได้แก่แม่น้ำไรน์ (Rhine) แม่น้ำไอส์เซิล​ (Ijssel) แม่น้ำเลค (Lek)และแม่น้ำวาล (Waal) 

โครงการดังกล่าวมี 9 วิธีหลักที่ใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่แม่น้ำปรับปรุงสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ของแม่น้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยจะปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ดังนี้ 

1. การทำให้เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำมีระดับต่ำลง(Lowering floodplains) เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้น้ำ หากแม่น้ำมีปริมาณน้ำที่สูงขึ้น 

2. การย้ายคันกั้นน้ำไปอยู่ที่ใหม่(Dyke relocation) คือการย้ายคันกั้นน้ำเดิมที่อยู่ติดกับแม่น้ำ ให้ออกห่างจากแม่น้ำมากขึ้น เพื่อเป็นการขยายพื้นที่ของแม่น้ำ

3. การลดพื้นที่ปิดล้อม(Depoldering) โดยการย้ายคันกั้นน้ำและการลดระดับคันกั้นน้ำจะทำให้บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำที่เคยปรับปรุงไม่ให้น้ำท่วม และให้คนอยู่อาศัย หายไปและรองรับน้ำได้มากขึ้น

4. การขุดพื้นผิวของแม่น้ำให้ลึกขึ้น(Deepening summer bed) ทำให้สามารถรองรับน้ำได้มากขึ้น 

5. การเสริมกำลังคันกั้นน้ำ(Dyke reinforcement) ในบางพื้นที่ที่ไม่สามารถขยายแม่น้ำได้ 

6. ลดระดับของสิ่งก่อสร้างที่ยื่นไปในน้ำเพื่อป้องกันคลื่น(Lowering groynes) เพื่อให้น้ำไหลได้เร็วขึ้น 

7. การนำสิ่งก่อสร้างหรือสิ่งกีดขวางทางไหลน้ำออก(Removing obstacles) เพื่อเพิ่มความเร็วของอัตราการไหลของน้ำ 

8. การกักเก็บน้ำ(Water storage) พื้นที่กักเก็บน้ำชั่วคราว เมื่อเกิดสถานการณ์เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม

9. การสร้างช่องทางระบายน้ำในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ(High water channel) ซึ่งเป็นช่องทางระบายน้ำที่แยกออกมาจากแม่น้ำสายหลัก เพื่อระบายน้ำส่วนเกิน เมื่อเกิดน้ำท่วมหรือเมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำมีระดับสูง 

การจะดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวได้สำเร็จทางการต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนเนื่องจากวิธีการพัฒนาและขยายพื้นที่แม่น้ำข้างต้นส่งผลให้ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณราบลุ่มแม่น้ำหรือบริเวณที่ราบต่ำระหว่างคันกั้นน้ำต้องย้ายออกจากที่อยู่เดิมซึ่งส่วนมากจะเป็นครอบครัวที่ทำไร่และเลี้ยงสัตว์อยู่ในบริเวณนั้น

หนังสือพิมพ์ The Guardian รายงานว่า มีครอบครัวประมาณ 200 ครอบครัวต้องย้ายออกจากที่อยู่อาศัยเดิม อันเนื่องมาจากโครงการดังกล่าว โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการได้เข้าไปพูดคุย เจรจาต่อรอง และทำการซื้อบ้านและที่ดินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นในราคาเทียบเท่ากับการซื้อขายในตลาดทั่วไป และหาที่อยู่แห่งใหม่ให้อย่างเหมาะสม 

แต่หากพลเมืองคนใดไม่ต้องการที่จะย้ายออกจากพื้นที่รัฐบาลได้จัดสรรพื้นที่ที่อยู่ในบริเวณเดิมแต่ต้องย้ายขึ้นไปอาศัยอยู่บนเนินเหนือคันกั้นน้ำหรือที่เรียกว่า ‘terp’ แทน

โดยในขณะที่มีการดำเนินโครงการเพื่ออยู่กับน้ำ เนเธอร์แลนด์ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาและดำเนินโครงการในส่วนที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ อย่างเช่น การบำรุงรักษาเขื่อน ซึ่งในแต่ละภูมิภาคจะมีระบบการจัดเก็บภาษีเพื่อใช้ในการดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่นั้น ๆ เป็นต้น 

ระบบบริการจัดการน้ำของเนเธอร์แลนด์ เป็นอีกวิธีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และปัญหาเกี่ยวกับน้ำในด้านอื่น ๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะแนวคิดที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวและยั่งยืน มากกว่าการแก้ไขปัญหาเป็นครั้งคราวไป ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง ‘น้ำท่วม’ ก็ยังจะคงอยู่คู่กับคนไทยต่อไป 

หากผู้ใดสนใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของเนเธอร์แลนด์ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่  Room for the River for a safer and more attractive river landscape และ The Delta Works online 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...