เร่งเคาะค่าไฟรถ EV 2 เดือน เตรียมถอด ‘Demand Charge’ ออกจากสูตร หวังลดค่าชาร์จ
The Bangkok Insight
อัพเดต 26 ธ.ค. 2562 เวลา 04.04 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 10.42 น. • The Bangkok Insightเร่งเคาะสูตรค่าไฟฟ้ารถ EV 2 เดือนแล้วเสร็จ กกพ.เผยแนวคิดถอด ค่า Demand Charge ออกจากสูตรโครงสร้างค่าฟ้า หวังกดราคาลง รับลูก "สนธิรัตน์" ดึงรถโดยสารสาธารณะใช้ EV พร้อมลดค่าโดยสารประชาชน เตรียมกวาด "พี่วิน" เข้าโครงการเปลี่ยนรถ EV
สำหรับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า(EV)เป็นเรื่องที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำลังผลักดันเป็นแม่งานอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ได้มอบให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เร่งศึกษา โดยนายสนธิรัตน์ กำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนี้
มีแนวคิดนำสำรองไฟฟ้าส่วนเกินของประเทศที่ปัจจุบันมีกว่า 30% มาคิดโครงสร้างค่าไฟฟ้าสำหรับ EV โดยเฉพาะกลุ่มรถสาธารณะ และปรับค่าไฟฟ้าให้ถูกลง ลดค่าชาร์จไฟ และจะเดินไปสู่การเจรจาลดค่าโดยสารต่อไป ทั้งนี้นายสนธิรัตน์ มีแนวคิดที่จะทำโครงการดึงกลุ่มรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ให้เปลี่ยนมาใช้รถมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าในปีหน้าด้วย
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า กำลังศึกษาโครงสร้างค่าไฟฟ้าสำหรับรถ EV ซึ่งมีหลายแนวทาง โดยจะทำคูู่กันระหว่างการศึกษาของกกพ.ร่วมกับ 3 การไฟฟ้า และบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ที่รับทุนสนับสนุนจากกกพ.เพื่อทดสอบระบบในโครงการ Sandbox
หลักการคิดสูตรค่าไฟฟ้าสำหรับ EV โดยนำสำรองไฟฟ้าของประเทศมาคิด จะมีการหักค่าพลังไฟฟ้า (Demand Charge ) หรือค่าลงทุนโรงไฟฟ้าและระบบสายส่ง ออกจากสูตรค่าไฟฟ้าฐาน ที่คิดจาก EV ทำให้ค่าไฟฟ้าฐาน เหลือแต่ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge) หรือค่าเชื้อเพลิงเท่านั้น เพราะถือว่าค่าพลังไฟฟ้า ได้ถูกคิดไปในโครงสร้างค่าไฟฟ้ารวมไปแล้ว ประกอบกับช่วงนี้ยานยนต์ไฟฟ้าที่มาเติมยังมีไม่มากนัก การคิดDemand Charge เข้าไปด้วยอาจจะไม่เป็นธรรม
และโครงสร้างนี้จะคิดกับเจ้าของสถานีชาร์จไฟฟ้า หากค่าไฟฟ้าถูกลง ก็จะคิดค่าชาร์จกับรถ EV ถูกลงไปด้วย ซึ่งจุดที่ต้องคิดให้รอบคอบ คือ สถานีชาร์จไฟฟ้ามีทั้งอยู่ตามห้างสรรพสินค้า ตามปั๊มน้ำมัน และสถานีชาร์จที่ตั้งเดี่ยวๆ ตามชุมชนต่างๆ ซึ่งกำลังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น จะต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดการลักลั่นกัน เป็นอัตราเดียวกัน ขณะเดียวกันต้องไม่ไปกระทบกับค่าไฟฟ้าในภาพรวมด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐาน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ค่า Demand Charge อัตราคง ที่คิดอยู่ที่ 220 บาทต่อกิโลวัตต์ และ Energy Charge คิดที่ 3.2 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (หน่วย) เมื่อคิดค่าไฟฟ้ากับประชาชนจะนำ 2 ส่วนนี้มาบวกกัน หารกลับด้วยจำนวนหน่วยที่ใช้ จึงมีแนวคิดที่จะดึง Demand Charge ออก เพื่อทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงในช่วงของการโปรโมทรถ EV