โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เชฟรอนฯ" ดันเครือข่าย PLC กำจัดจุดอ่อนในห้องเรียน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2562 เวลา 08.22 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 08.22 น.

ปัญหาในภาคการศึกษาปัจจุบันมีหลากเรื่องราวที่ต้องได้รับการแก้ไข ถ้ามองแค่พื้นฐานการเรียนของเด็ก คือ อ่านหนังสือไม่แตก และเข้าใจเนื้อหาได้ไม่เต็มที่ องค์ประกอบสำคัญอย่าง “ครู” จึงต้องเป็นเสมือนเครื่องมือแก้ปัญหาข้างต้น ฉะนั้น ในยุคนี้ครูจึงต้องเป็นมากกว่าครูผู้สอน โดยอาจต้องเป็นทั้งโค้ชและเพื่อนให้กับนักเรียน เพื่อจะได้เข้าถึงปัญหาที่แท้จริง

เพราะแต่ละคนมีสมรรถนะที่จะเข้าใจในเนื้อหาแตกต่างกัน สำหรับเรื่องนี้หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้เกิดคำว่า “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” หรือ “PLC (Professional Learning Community)” จากความร่วมมือของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และมูลนิธิคีนันแห่งเอเชียที่ร่วมกันขยายรูปแบบ PLC ไปยังสถานศึกษาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ภายใต้การสนับสนุนผ่านโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต

โดยปีนี้ทั้งคุรุสภา เชฟรอนฯ และมูลนิธิคีนันฯ มุ่งกระจายเครือข่ายให้เข้าสู่การเป็นสถานศึกษาที่ใช้ PLC เข้ามาจับปัญหาของผู้เรียน รวมถึงได้ลงพื้นที่ในจังหวัดสงขลาที่ได้วางสารตั้งต้น PLC ลงไปแล้วก่อนหน้านี้มีการพัฒนาไปอย่างไร สมรรถนะของครูผู้สอนและนักเรียนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งยังมีการเปิดเวทีกลางเพื่อสร้างความเข้าใจคอนเซ็ปต์ของ PLC ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย

“รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร” ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ระบุว่า ภายหลังจากที่สำรวจเครือข่ายโรงเรียนที่นำรูปแบบ PLC ไปใช้พบว่ายังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากคอนเซ็ปต์ของ PLC เนื่องจากปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รูปแบบ PLC คือการลงลึกไปจนถึงพฤติกรรมเด็กเพื่อให้รู้ปัญหาที่แท้จริงมาจากครูหรือผู้เรียน เจาะลงลึกและต้องสอดคล้องกับ 13 ตัวชี้วัดวิทยฐานะใหม่ที่มีผลบังคับใช้เมื่อเร็ว ๆ นี้

“เราต้องการกระตุ้นเพื่อนครูให้เกิดการ change ในห้องเรียนของตัวเอง และทำให้การพัฒนาครูไม่ได้อยู่เพียงบนแผ่นกระดาษเท่านั้น วันนี้ภายในห้องเรียนต้องโชว์ให้ได้เห็นว่าคุณครูนั้นเก่งอย่างไร และเด็กเก่งอย่างไรในปัจจุบัน แต่หากนักเรียนมีปัญหาเราต้องรู้ว่าปัญหาคืออะไร จุดอ่อนจุดแข็งจะแก้และพัฒนาอย่างไร”

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง “รศ.ดร.มนตรี” ยังบอกอีกว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของรูปแบบ PLC คือปัญหาและคุณภาพของการเรียนการสอนมาเป็น “ตัวตั้ง” เพราะสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนถึงสมรรถนะของผู้เรียน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่เรียกว่าไทยแลนด์ 4.0 สถานศึกษาต่าง ๆ ต้องจัดตั้งทีมขึ้นมา และอีกส่วนที่สำคัญคือ ผู้อำนวยการของแต่ละสถานศึกษาจะต้องมีความเป็นผู้นำ (leadership)

ที่ต้อง “วิเคราะห์เชิงลึก” ให้ได้ เมื่อรู้ว่ามีปัญหาอย่างไรก็จะเข้าสู่อีกขั้นตอนสำคัญ คือ “การออกแบบการสอน” ที่ถือว่ายากที่สุดในการดำเนินการ

“เพราะปัญหาของแต่ละที่มีความแตกต่างกัน ฉะนั้น กลยุทธ์ในการออกแบบเครื่องมือที่จะนำมาแก้ปัญหาคือจะต้องเป็นนวัตกรรมของโรงเรียนนั้น ๆ ครูจะต้องสร้างนวัตกรรมของตัวเองให้ได้พร้อมกับเก็บบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้ ซึ่งหากในอนาคตมีสถานศึกษาที่มีปัญหาคล้ายกันจะสามารถแชร์ประสบการณ์ในการแก้ปัญหาระหว่างกันได้ด้วย”

ตามขั้นตอนจากจุดเริ่มต้น คือ มองเห็นปัญหา ออกแบบเครื่องมือแล้ว ขั้นตอนจากนี้คือการเปิดห้องเรียนให้สังเกตการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ หรือ open class approach เพื่อให้รู้ว่าเครื่องมือที่ออกแบบไปนั้นเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เรียนได้หรือไม่ ถ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อะไรคือจุดอ่อน อยู่ที่ “ครูหรือว่าเด็ก” และเก็บจุดอ่อนเหล่านั้นกลับมาออกแบบเครื่องมือใหม่ (redesign) ทั้งนี้ ตามการทดลองคุรุสภาที่ผ่านมา 3 ปี ในจำนวน 1 วงรอบ

หากทำตามขั้นตอนข้างต้นจะใช้เวลาอยู่ที่ 4-5 สัปดาห์/วงรอบ ถือว่าได้ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) คือ 50 ชั่วโมงต่อปี และหากทั้ง 3 วงรอบอาจจะทำเพื่อแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง และอาจจะทำได้จนถึง 6 วงรอบ ที่ “รศ.ดร.มนตรี” บอกว่า เสมือนการทำ “action research” นั่นเอง

ผลของรูปแบบ PLC ที่เห็นชัดเจน คือ สามารถสร้างเครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพได้ถึง 108 เครือข่าย จาก 504 โรงเรียนทั่วประเทศ และยังได้เกิดความร่วมมือกับ 15 มหาวิทยาลัยที่เข้ามาร่วมทำหน้าที่ “มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง” ให้กับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานรอบพื้นที่อีกด้วย

สำหรับความคืบหน้าปีที่ 5 โครงการสนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ได้เดินหน้าขยายความร่วมมือ “รัฐร่วมเอกชน” ต่อยอดจาก PLC แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวทางปฏิบัติ สร้างเครือข่ายต้นแบบที่ได้รับการสนับสนุนจากเชฟรอนฯเช่นเดิม เพื่อให้โครงข่าย PLC เกิดความแข็งแกร่งมากขึ้น และแบ่งเครือข่ายออกเป็น 3 ระดับ คือ

1) เครือข่ายระดับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เป็นการรวมตัวโดยกลุ่มครู

2) เครือข่ายระดับหน่วยงานทางการศึกษา หรือระดับโรงเรียนที่มีผู้อำนวยการเป็นส่วนขับเคลื่อนในพื้นที่ใกล้เคียง

และ 3) เครือข่ายระดับกลุ่มสมาชิกวิชาชีพครูที่มีชมรมหรือสมาคม เป็นต้น

โดยทุนนี้สถานศึกษาที่สนใจสามารถนำเสนอ best practices ที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศ คือ การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านคณิตศาสตร์ ทักษะการเรียนรู้หนังสือ คุณลักษณะของผู้เรียน จรรยาบรรณวิชาชีพครู ด้านเศรษฐกิจพอเพียง และการเป็นผู้นำทางการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนเครือข่าย PLC แบบไตรภาคีที่เป็นรูปแบบใหม่ที่ทั้งเชฟรอนฯ และคุรุสภาร่วมมือกันพัฒนาต้นแบบ school improvement network เพื่อร่วมมือกันแบบพันธสัญญาด้วยการจัดสรรทุนสนับสนุนเครือข่าย PLC ที่เกิดขึ้นจากการลงขันของภาคี 3 ฝ่าย คือ คุรุสภา โครงการ และหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ขอทุน ที่จะต้องสร้างให้เกิดเครือข่ายวิชาชีพครูให้ครบวงจรมากขึ้น

ทั้งศึกษานิเทศก์ หน่วยงานต้นสังกัด ผู้อำนวยการไปจนถึงครูการร่วมมือแบบไตรภาคีนี้จะดำเนินการอย่างเข้มข้นในปีที่ 5 โดยคุรุสภาจะจัดสรรงบประมาณรวม 6.5 ล้านบาท และร่วมด้วยโครงการสนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต จะจัดงบฯสนับสนุนอีก 5.5 ล้านบาท โดยคาดว่าความร่วมมือดังกล่าวของทั้ง 3 ส่วนนี้จะสามารถขยายเครือข่ายมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงเพิ่มจากเดิม 15 มหาวิทยาลัย เป็น 30 มหาวิทยาลัย

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือเป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคุรุสภา-เชฟรอนฯ และมูลนิธิคีนันฯ ที่จะพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวทันกับพฤติกรรมของผู้เรียน ทลายข้อจำกัดในการเข้าถึงเข้าใจปัญหาของผู้เรียน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะของทั้งครูและนักเรียนให้เต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...