วิธีอ่านสเปกการ์ด MicroSD ที่ใช้กันใน สมาร์ทโฟน กล้องดิจิทัล ฯลฯ จากสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มี
วิธีอ่านสเปกที่ระบุบนการ์ด MicroSD
เมื่อเราซื้ออุปกรณ์อย่าง สมาร์ทโฟน กล้องดิจิทัล กล้องแอคชันแคม อย่าง กล้อง GoPro ฯลฯ อะไรทำนองนั้น ของอีกสิ่งหนึ่งที่เรามักจะต้องซื้อเพิ่มด้วยเพื่อมาใช้งานคู่กัน นั่นก็คือการ์ด "MicroSD"
การเลือกการ์ด MicroSD นั้น เป็นอะไรที่เราต้องให้ความใส่ใจกับมันมากพอสมควรเลยล่ะ ไม่ควรดูแค่ความจุ กับราคาเท่านั้น มันแพงก็ต้องมีสาเหตุ ซึ่งอุปกรณ์แต่ละชนิดก็ต้องการการ์ด MicroSD ที่สเปกเหมาะสมด้วย เพื่อให้การทำงานของมันเป็นไปอย่างราบรื่น
บทความนี้ก็เลยจะมาสอนวิธีอ่านสเปกที่ระบุอยู่บนตัวการ์ด MicroSD กัน จะได้ซื้อหามาใช้กันได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของเรา
ภาพจาก https://shop.westerndigital.com/th-th/products/memory-cards/sandisk-high-endurance-uhs-i-microsd
การ์ด MicroSD มีอยู่ 4 รูปแบบ
การ์ด MicroSD ไม่ว่าอันไหนก็สามารถเสียบลงในช่องอ่าน MicroSD ได้ทั้งหมด แต่ใช่ว่ามันจะสามารถทำงานได้ทั้งหมดนะ ในปัจจุบันนี้มีการ์ด MicroSD อยู่ 4 รูปแบบ (หรือ Format) คือ
- MicroSD
- MicroSDHC
- MicroSDXC
- MicroSDUC
การ์ด MicroSD และการ์ด SD ใช้มาตรฐานเดียวกัน
ทุกรูปแบบถูกกำหนดมาตรฐานโดยกลุ่ม SD Association ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีความแตกต่างกันดังนี้
- MicroSD ความจุสูงสุด 2 GB รองรับช่องอ่าน MicroSD ทุกชนิด
- MicroSDHC ความจุ 2 GB - 32 GB รองรับช่องอ่าน MicroSD แบบ SDHC, SDXC และ SDUC
- MicroSDXC ความจุ 32 GB - 2 TB รองรับช่องอ่าน MicroSD แบบ SDXC และ SDUC
- MicroSDUC ความจุ 2 TB - 128 TB รองรับช่องอ่าน MicroSD แบบ SDUC เท่านั้น
ภาพจาก https://www.sdcard.org/consumers/choices/file_system/index.html
ตรวจเช็คการรองรับของอุปกรณ์ ที่ใช้งานการ์ด MicroSD
ความจุสูงสุดที่รองรับ
ว่าด้วยความจุก่อน เป็นเรื่องที่หลายคนสงสัย การ์ดแต่ละรูปแบบก็มีหลายความจุ อย่าง MicroSDXC ที่มีความจุตั้งแต่ 32 GB ถึง 2 TB ซึ่งอุปกรณ์แต่ละรุ่น ทางผู้ผลิตก็จะมีการระบุความจุที่รองรับความจุการ์ดต่างกันด้วย อย่างเช่น Samsung Galaxy S9 หากดูตามสเปกจะระบุว่ารองรับการ์ดความจุสูงสุด 400 GB เท่านั้น
คำถามคือ หากเราใส่การ์ด MicroSD ขนาดมากกว่านั้น เช่น 512 GB หรือ 1 TB จะเกิดอะไรขึ้น คำตอบก็คือ ใช้ได้ปกตินะครับ ไม่มีปัญหาตราบใดที่ใช้การ์ด "รูปแบบ" เดียวกับที่อุปกรณ์นั้นรองรับ แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ ในกรณีที่ผู้ผลิตออกเฟิร์มแวร์มาบังคับไม่ให้อ่านการ์ดได้เกินความจุที่กำหนด ซึ่งก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ผลิตจะทำแบบนั้นนะ
ระบบไฟล์
แต่ละระบบปฏิบัติการใช้ระบบไฟล์ที่แตกต่างกันนะ อย่างเช่น MicroSDXC ใช้ระบบไฟล์แบบ exFAT เป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งระบบปฏิบัติการ Windows รองรับมาหลายปีแล้ว แต่ macOS เพิ่งจะรองรับตอนเวอร์ชัน 10.6.5 (Snow Leopard) นี่เอง
ส่วน Android รองรับ FAT32/Ext3/Ext4 แต่ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะใช้ exFAT กันหมดแล้ว
SD SDHC SDXC SDUC ความจุ 2GB 2GB-32GB 32GB-2TB 2TB-128TB ระบบไฟล์ FAT12, FAT6 FAT32 exFAT exFAT สัญลักษณ์บนการ์ด
ความเร็วของการ์ด MicroSD
การดูความเร็วของการ์ด MicroSD เป็นอะไรที่น่าสับสนพอสมควร มันมีแนวทางการวิเคราะห์ความเร็วอยู่อย่างน้อย 6 แนวทาง และผู้ผลิตการ์ดก็มักจะเลือกใช้ทั้งหมดที่มี (นั่นคือสาเหตุหลักที่เราเห็นสัญลักษณ์มากมายบนตัวการ์ด)
Speed Class
Speed Class ตัวเลขนี้จะเป็นตัวบอกความเร็วขั้นต่ำในการเขียนข้อมูลของการ์ดด้วยค่า "MB/s" ซึ่งมีอยู่ 4 คลาสด้วยกัน ดังต่อไปนี้
- Class 2 : อย่างน้อย 2 MBps
- Class 4 : อย่างน้อย 4 MBps
- Class 6 : อย่างน้อย 6 MBps
- Class 10 : อย่างน้อย 10 MBps
ข้อมูลเพิ่มเติม : MBps คืออะไร ? และ MBps ต่างจาก Mbps อย่างไร ?
สัญลักษณ์ Speed Class
UHS Speed Class
UHS Speed Class จะบอกความเร็วขั้นต่ำในการเขียนข้อมูลของตัวการ์ด MicroSD ที่รองรับ Bus Speed ของ UHS-I, UHS-II และ UHS-III ความจริงเหมือนก็เป็นค่าที่บอกข้อมูลลักษณะเดียวกับ Speed Class น่ะแหละ แต่เนื่องจากผู้ผลิตการ์ดนิยมใส่ทั้งสองสัญลักษณ์มาบนการ์ดเลย จึงขออธิบายแยกออกมาดีกว่า จะได้ไม่งงว่าทำไมมันซ้ำซ้อนกัน โดย UHS Speed Class จะมี 2 มาตรฐาน คือ
- U1 : ความเร็วในการเขียนข้อมูลอย่างน้อย 10 MBps
- U3 : ความเร็วในการเขียนข้อมูลอย่างน้อย 30 MBps
สัญลักษณ์ UHS Speed Class
Bus Speed
ระบบ Bus interface จะเกี่ยวกับความเร็วในการรับส่งข้อมูล สำหรับ MicroSD จะมี Bus Interface ที่ใช้งานอยู่ 6 แบบ ซึ่งฮาร์ดแวร์ที่เราจะนำการ์ด MicroSD ไปใช้ ก็จะมี Interface ที่รองรับแตกต่างกัน แม้จะใช้งานการ์ดได้แน่นอน แต่ความเร็วจะถูกลดไปตาม Interface ของฮาร์ดแวร์นะ
เช่น ถ้าเราเอาการ์ดที่รองรับ UHS ไปใช้กับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ ความเร็วก็จะเหลือเพียง 25MB/s เท่านั้น ซื้อมาก็ใช้ได้ แต่มันจะไม่คุ้มเงินนั่นเอง
Bus Interface Format สัญลักษณ์ ฺBus Speed เวอร์ชัน ความเร็วเริ่มต้น SD, SDHC, SDXC,SDUC 12.5MB/s 1.01 High Speed SD, SDHC, SDXC,SDUC 25MB/s 1.10 UHS-I SDHC, SDXC,SDUC
50MB/s (SDR50, DDR50)
104MB/s (SDR104) 3.01 UHS-II SDHC, SDXC,SDUC
156MB/s Full Duplex
312MB/s Half Duplex 4.00 UHS-III SDHC, SDXC,SDUC
312MB/s Full Duplex
624MB/s Full Duplex 6.00 SD Express SDHC, SDXC,SDUC
985MB/s
PCIe Gen.3 × 1Lane 7.00 1970MB/s
PCIe Gen.4 × 1 Lane
PCIe Gen.3 × 2 Lane 8.00 3940MB/s
PCIe Gen.4 × 2 Lane
Application Performance Class
การวัดความเร็วนี้เกิดขึ้นมาจากการที่ สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเลือกติดตั้งแอปพลิเคชันลงบนการ์ดหน่วยความจำได้ ซึ่งเป็นความสามารถที่มีประโยชน์กับสมาร์ทโฟนรุ่นที่ให้พื้นที่มาน้อย อย่างไรก็ตาม หากการ์ดมีความเร็วต่ำจะทำให้ประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ดีนัก จึงมีการสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ Application Performance Class เพื่อให้ผู้ซื้อไปใช้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าการ์ดนี้สามารถใช้ติดตั้งแอปพลิเคชันแล้วทำงานได้อย่างราบรื่น โดยมันมีอยู่ 2 ระดับ คือ
A1 : ขั้นต่ำ
Random read speed ที่ 1500 IOPS
- Random write speed ที่ 500 IOPS
A2 : ขั้นต่ำ
Random read speed ที่ 4000 IOPS
- Random write speed ที่ 200 IOPS
ภาพจาก https://www.sdcard.org/developers/overview/application/index.html
ตามสเปกแล้ว A2 จะดีกว่า A1 นะครับ แต่ราคาก็สูงกว่าด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การที่การ์ดระดับ A2 จะทำงานได้เต็มความสามารถ ตัวอุปกรณ์ที่เป็น Host จะต้องรองรับการทำงานด้วยเช่นกัน (ส่วนตัวเราคิดว่าการ์ด A1 ก็เพียงพอแล้ว)
สัญลักษณ์ Application Performance Class
Video Speed Class
ในส่วนของ Video Speed Class เป็นเรื่องที่ตากล้องต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายถ่ายวิดีโอ ยิ่งความละเอียดที่เราต้องการบันทึกสูงเท่าไหร่ ก็จำเป็นจะต้องใช้ความเร็วในการเขียนข้อมูลลงในการ์ดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกซื้อ จึงมีมาตรฐาน Video Speed Class กำเนิดขึ้นมา โดยจะมีอยู่ 5 ระดับ ดังต่อไปนี้
- V6 : ความเร็วในการเขียนข้อมูลอย่างน้อย 6 MBps
- V10 : ความเร็วในการเขียนข้อมูลอย่างน้อย 10 MBps
- V30 : ความเร็วในการเขียนข้อมูลอย่างน้อย 30 MBps
- V60 : ความเร็วในการเขียนข้อมูลอย่างน้อย 60 MBps
- V90 : ความเร็วในการเขียนข้อมูลอย่างน้อย 90 MBps
สำหรับคนที่บันทึกวิดีโอแบบ Full HD การ์ดระดับ V30 ก็สามารถรับมือได้อย่างสบายๆ แต่ถ้าต้องการบันทึกความละเอียดระดับ 4K ก็ควรจะเลือกใช้การ์ดระดับ V60 หรือจะจัดเต็ม V90 เลยก็ได้
ภาพจาก https://www.sdcard.org/consumers/choices/speed_class/index.html
Rated Speed
ผู้ผลิตการ์ดบางราย นอกเหนือจากการใส่สัญลักษณ์บอกความเร็วสูงสุด (MB/s) ที่ตัวสินค้าทำได้เอาไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม ความเร็วที่ระบุเอาไว้มักจะเป็นการทดสอบโดยผู้ผลิต ภายใต้สถานการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ มากกว่าจะเป็นการทดสอบด้วยการใช้งานจริง
มันมีปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อความเร็วในการอ่าน และเขียนข้อมูลลงในการ์ด ไม่ว่าจะเป็นสเปกของอุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบ หรือแม้แต่สาย USB ที่ใช้
Relative Speed
อีกหนึ่งค่าที่ผู้ผลิตมักใส่เข้ามาด้วย คือการเทียบความเร็วของการ์ดกับแผ่น CD ความเร็วดั้งเดิมในการส่งข้อมูลของแผ่น CD อยู่ที่ 15KBps หลังจากนั้นเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ผู้ผลิตก็ใช้คำในการโฆษณาว่า 2x, 4x, 16x… ในการบอกว่ามันเร็วกว่า 150 KBps กี่เท่าแล้ว
ซึ่งผู้ผลิตการ์ดบางรายก็ยังมีการเอาค่านี้มาใช้ในการบอกความเร็วของการ์ด MicroSD ด้วย และแน่นอนว่าความเร็วนี้จะเป็นการทดสอบภายในห้องทดลองเช่นเดียวกันกับ Rated Speed
ภาพจาก https://www.amazon.com/Lexar-Professional-1800x-microSDXC-UHS-II/dp/B07QM348D9/
ก็หวังว่าหลังอ่านบทความนี้จบ คุณผู้อ่านจะเข้าใจข้อมูลต่างๆ ที่ถูกระบุไว้บนตัวการ์ด และเลือกซื้อมาใช้งานได้อย่างถูกต้องตามความต้องการกันมากขึ้นนะครับ