โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนมองหนัง | "Reply 1988" : "ความสุข-ความหวัง" ของ "คนจนเมือง"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ธ.ค. 2563 เวลา 08.12 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2563 เวลา 08.54 น.

“Reply 1988” คือซีรี่ส์เกาหลีที่โด่งดังมากในช่วงระหว่างปลายปี 2015 ถึงต้นปี 2016 ซึ่งเพิ่งถูกนำมาเผยแพร่ในแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์

แน่นอนว่าธีมหลักของซีรี่ส์เรื่องนี้นั้นไม่แตกต่างจาก “Reply 1997” และ “Reply 1994” ที่มาก่อนหน้า นั่นคือภารกิจการตามหา “สามี” ให้ตัวละครนำหญิง ในบรรยากาศย้อนรำลึกโหยหาอดีต

แม้จะเป็นภาคสุดท้าย/ล่าสุดของซีรี่ส์ชุด “Reply” แต่ “Reply 1988” กลับเป็นเรื่องแรกสุดในไตรภาคนี้ที่ผมมีโอกาสได้ดูจนจบด้วยความประทับใจ

หากพิจารณาดีๆ เราจะพบว่า “Reply 1988” นั้นกล่าวพาดพิงถึงประเด็นทางสังคมหนักๆ เช่นเดียวกับ “หนังเกาหลีร่วมสมัย” หลายเรื่อง

อาทิ การอาศัยอยู่ใน “บ้านชั้นใต้ดิน” ของครอบครัวนางเอกในซีรี่ส์เรื่องนี้ ก็คล้ายคลึงกับชะตากรรมปากกัดตีนถีบของกลุ่มตัวละครหลักใน “Parasite”

หรือจะมีตัวละครสมทบรายหนึ่ง ซึ่งตลอดทั้งเรื่อง คนดูน่าจะประเมินว่าเธอทำหน้าที่ “แม่-เมีย” ได้ไม่สมบูรณ์นัก ก่อนที่เธอจะเริ่มมีตัวตนมากขึ้นในช่วงท้ายๆ และบทพูดหนึ่งที่ชวนขบคิด ก็คือ การเผยความในใจว่าเธออยากเป็นตัวของเธอเอง โดยให้คนอื่นๆ เรียกชื่อเสียงเรียงนามอันแท้จริง มากกว่าจะถูกเพื่อนบ้านพากันเรียกขานว่าเธอเป็น “แม่ของ…”

ประเด็นนี้ชวนให้นึกถึงหนังแนวสตรีนิยมเรื่อง “Kim Ji-young, Born 1982” อยู่ไม่น้อย

แต่น่าสนใจว่า ในภาพรวม “Reply 1988” ได้พยายามนำเอาประเด็นขัดแย้งเคร่งเครียดจริงจังเหล่านั้นมาปรุงแต่งเป็น “ละครดราม่า” รสชาติกลมกล่อม ซึ่งชูรสด้วยอารมณ์โรแมนติก ความอบอุ่น และอารมณ์ขันเบาๆ ที่มีอิทธิพลอยู่เหนือการกดขี่ ความเหลื่อมล้ำ และอารมณ์เก็บกดกดดันต่างๆ

ดูเหมือนผู้ชมหลายคนจะรู้สึกอินกับ “วัตถุความทรงจำ” หรือ “วัฒนธรรมป๊อปในความทรงจำ” เช่น แฟชั่นเครื่องแต่งกาย เทปเพลง วิดีโอ หนัง/ละครเก่า เพลงเก่า โปสเตอร์เก่า ตู้เกม ของเล่น คอมพิวเตอร์รุ่นโน้น ฯลฯ ที่ปรากฏในซีรี่ส์เรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบที่ผมเห็นว่า “Reply 1988” นำเสนอไว้ได้ดีไม่น้อย คือ ภาวะเปลี่ยนผ่านของ “อารมณ์ความรู้สึก” หรือ “องค์ความรู้ของยุคสมัย” บางประการ

ในตอนที่แม่ของ “ด็อกซอน” (นางเอก) ต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะรอลุ้นผลการตัดชิ้นเนื้อจากเต้านมไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่

ณ ช่วงปลายทศวรรษ 1980 นั้น ทำให้เราตระหนักว่าโรคภัยดังกล่าวเคยเป็นเรื่องใหญ่และน่ากังวลมากๆ เพียงใด สำหรับสตรีผู้เข้าตรวจสุขภาพและสมาชิกครอบครัวรายอื่นๆ

ก่อนที่ต่อมา พัฒนาการทางด้านสาธารณสุขจะจัดการกับปัญหาสุขภาพเรื่องนี้ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

และการมี “ถุงน้ำ” ในทรวงอกของแม่ “ด็อกซอน” ก็ไม่ใช่สิ่งร้ายแรงน่าหวาดวิตกถึงขีดสุดอีกต่อไป

คล้ายคลึงกับประเด็น “วัยทอง” ที่บรรดาตัวละครแม่ๆ ใน “Reply 1988” ต่างมีอาการเช่นนี้กันตอนกลางทศวรรษ 1990 ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้น อาการที่ว่าแทบจะถูกมองเป็นเหมือน “โรคภัยไข้เจ็บ” ประเภทหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน กลับไม่มีใครตื่นตระหนกตกใจกับมันในฐานะปัญหาสุขภาพใหญ่โตอีกแล้ว

นอกจากนั้น ผมยังเพิ่งมาเรียนรู้ผ่านการดูซีรี่ส์เรื่องนี้ว่าประเด็นเรื่องการแต่งงานระหว่างคนนามสกุลเดียวกัน นั้นเคยเป็นปัญหาถกเถียงทางกฎหมายและสังคมในเกาหลีใต้มาจนถึงช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่รัฐ-สังคมจะค่อยๆ ผลักดันปรับเปลี่ยนแก้ไขไม่ให้มันเป็นปัญหาขัดแย้งเหมือนดังก่อนเก่า

ในท่ามกลางการแพร่ระบาดของ “โควิด-19” ที่หลายคนพยายามพยากรณ์ถึง “แบบแผน-วิถีชีวิตใหม่ๆ” (new normal) ซึ่งจะเป็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่เกิดขึ้นฉับพลันทันทีหลังวิกฤต

ความเปลี่ยนแปลงด้าน “อารมณ์ความรู้สึก-องค์ความรู้” ที่ “Reply 1988” ฉายภาพ กลับเป็นกระบวนการใหม่ๆ ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ไปพร้อมๆ กับการค่อยๆ ระเหยหาย-ลดหย่อนอิทธิพลลงไปของแนวคิดนามธรรมดั้งเดิมบางเรื่อง

แบบที่พอมารู้ตัวอีกที อะไรหลายๆ อย่างก็ปลาสนาการไปจากชีวิตเราเรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกัน รูปแบบของซีรี่ส์ “Reply 1988” เอง ก็เหมือนจะอ้างอิงไปยัง “ละครซิตคอมจบในตอน” เมื่อ 2-3 ทศวรรษก่อน เป็นซิตคอมที่พูดเรื่องครอบครัว ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ปมปัญหา อุปสรรคยากลำบาก แต่อย่างไรเสีย ทุกอย่างจะลุล่วงผ่านพ้นไปได้ด้วยอารมณ์ขัน การแสวงหาความสุข และการมีความหวังของบรรดาตัวละครหลัก-รอง

โดยส่วนตัว ผมคิดว่านี่เป็นวัฒนธรรมบันเทิงหรือวัฒนธรรมละครทีวีในแบบยุค 90 มากๆ (ระหว่างดูจะแอบคิดถึง “สามหนุ่มสามมุม” หรือ “คู่ชื่นชุลมุน” อะไรทำนองนั้น)

พูดอีกอย่างได้ว่า ในเชิงเป้าประสงค์ “Reply 1988” ดูจะเป็นมหรสพความบันเทิงที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อการบริโภคภายในประเทศ/วัฒนธรรมเฉพาะ เป็นการมองย้อนกลับไปรำลึกตรวจสอบอดีตของตัวเอง มากกว่าจะหวังเป็น “เค-ดราม่า” ที่เวิร์กกับอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลกหรือรสนิยมสากลร่วมสมัย (แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะประสบความสำเร็จทั้งสองทางก็ตาม)

เอาเข้าจริง ซีรี่ส์เรื่องนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับแพลตฟอร์มอย่างเน็ตฟลิกซ์ด้วยซ้ำ หากพิจารณาจากความยาวต่อตอนหรือจังหวะการลำดับภาพ

ประเด็น “ชนชั้น” ใน “Reply 1988” คืออีกเรื่องที่น่าใส่ใจและซับซ้อนพอสมควร

ในแง่หนึ่ง ตัวละครรุ่นพ่อ-แม่ส่วนใหญ่ในซีรี่ส์เรื่องนี้ คือ “คนจนเมือง” หรือ “คนชั้นกลางระดับล่าง” ซึ่งมีความรู้ระดับประถมศึกษา (บางครอบครัวอาจมีพ่อจบ ม.ปลาย และเหมือนจะมีแค่ครอบครัวเดียว ที่พ่อ-แม่จบปริญญา) พวกเขาส่วนใหญ่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ อาศัยอยู่บริเวณโซนนอกๆ ของกรุงโซล และพยายามจะส่งเสียคนรุ่นลูกให้ได้ศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย

ประเด็นนี้ทำให้นึกถึง “Itaewon Class” ที่ตัวละครวัยรุ่นเกาหลียุค 2000 เป็นต้นมา ดูจะไม่ใส่ใจกับความรู้และปริญญาบัตรในมหาวิทยาลัย พวกเขาไม่ได้มองสถาบันอุดมศึกษาเป็นก้าวย่าง/บันไดขั้นสำคัญในการไต่เต้าทางสังคมอีกต่อไป

ส่วนมหาวิทยาลัยใน “Parasite” ก็กลายเป็นเพียงความฝันอันไกลเกินเอื้อมสำหรับลูกหลานคนยากจนในสังคมเกาหลียุคปัจจุบัน

ขณะที่มหาวิทยาลัยใน “Reply 1988” ยังคงเป็น “สิ่งจำเป็น” สำหรับวัยรุ่นยุค 90 ที่ต้องการจะถีบตัวเองออกมาจากฐานรากของพีระมิด

ยิ่งกว่านั้น ชีวิตของตัวละครคนจนเมือง/คนชั้นกลางระดับล่างในซีรี่ส์เรื่องนี้ ยังสามารถพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ง่ายๆ ผ่านการเล่นตลกของโชคชะตาหรือการถูกหวยรางวัลใหญ่

ดังจะเห็นว่าครอบครัวที่รวยที่สุดครอบครัวหนึ่งในซอย คือ บ้านที่ถูกหวยโอลิมปิก 1988 ซึ่งพ่อแม่จบประถม ลูกคนโตต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยถึง 7 ครั้ง

ส่วนอีกครอบครัวที่อาศัยอยู่ตรง “ชั้นใต้ดินด้านล่าง” ของบ้านหลังเดียวกัน กลับมีหัวหน้าครอบครัวเป็นพนักงานธนาคาร ซึ่งต้องแบกรับภาระหนี้สิ้นจากการไปค้ำประกันให้คนอื่น และมีลูกสาวคนโตเล่าเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศ

นอกจากเรื่อง “ดวงเฮง” เหล่าตัวละครใน “Reply 1988” ก็สามารถประคับประคองตัวเองให้อยู่รอดด้วยความประหยัดมัธยัสถ์ และการแบ่งปันระหว่างคนในชุมชน ไปจนถึงการมีพรสวรรค์/ความสามารถพิเศษของปัจเจกบุคคล

“หนุ่มน้อยมหัศจรรย์” เช่น “แท็ก” นั้นไม่ต้องเรียนหนังสือ แต่กลับสร้างรายได้หลายร้อยล้านวอนต่อปี เพราะมีความสามารถพิเศษขั้นเอกอุเรื่องโกะ เขาต่างจากตัวละครหลายรายใน “Itaewon Class” ที่ต้องหาเช้ากินค่ำ เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ

อาจสรุปได้ว่าโชคชะตาที่เอื้ออำนวย, ความประหยัดอดออม ตลอดจนการมีที่ทางในสังคมของผู้มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ภาพแทนของ “ความหวัง” ที่พอจะเป็นไปได้สำหรับคนจนเมือง/คนชั้นกลางระดับล่างยุค 80-90 (ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997)

ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับอาการสิ้นหวังไร้ทางออก ณ ทศวรรษ 2010 ดังที่ปรากฏในหนังรางวัลออสการ์เรื่อง “Parasite”

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...