โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TENET : เมื่อ ‘เวลา’ เป็นแค่คำหลอก ไขปริศนาทฤษฎีเวลาในหนังสุดมึนตึ้บแห่งปี

The MATTER

อัพเดต 31 ส.ค. 2563 เวลา 13.32 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 13.21 น. • Thinkers

** บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง ควรดูภาพยนตร์ก่อนอ่านบทความนี้ครับ **

TENET กลายเป็นหนังที่เกิดกระแสอย่างมากในช่วงนี้นับแต่เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในประเทศไทยไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ผู้เขียนคาดว่ายังมีหลายคนที่งงและมึน ถึงขั้นตีตั๋วดูซ้ำในวันถัดมาเพื่อจะทำความเข้าใจมากขึ้น เรื่องความสนุกตื่นเต้นเร้าใจนั้นไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าเป็นหนังแอ็กชั่นจัดเต็มเรื่องหนึ่ง มีฉากใหญ่ๆ ให้คนดูอิ่มเอม มีฉากระทึกหวือหวาให้ได้ดูทุกรูปแบบ แต่ส่วนที่มึนตึ้บสุดๆ กลับเป็นพล็อตว่าด้วย 'เวลาที่ย้อนกลับ' ในเรื่องนั่นแหละ ส่งผลให้หนังเกิดเสียงวิจารณ์แตกเป็นสองในหมู่นักวิจารณ์ ทั้งว่านี่เป็นงานที่โคตรจะถึงขีดสุด กับเป็นงานที่ฟอร์มตกสุดๆ

ตกลงอันไหนมันผิดหรือถูกกันแน่? ไหนจะการเกิดปรากฏการณ์ดูซ้ำเพื่อจับความและอธิบายหนังให้ได้นี้นับว่าเป็นความสำเร็จของคริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับที่มักเล่นกับความวางใจของคนดูเสมอ ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณเข้าใจหนังเรื่องนี้และตัวโนแลนดีแล้ว แสดงว่าคุณยังไม่รู้จักโนแลนดีพอครับ และผมก็กล้าพูดว่าไม่รู้จักเขาพอๆ กับทุกคนนั่นแหละ (ฮา)

บทความนี้พยายามแกะสิ่งละอันพันละน้อยในจักรวาลรอบๆ ตัวโนแลนและตัวหนัง เพื่อลองหาคำอธิบายว่าตกลง TENET มันเล่าเรื่องอะไรกันแน่ เวลากับคนสองคนในเรื่องสำคัญกันยังไง ไปลองไขปริศนาทีละข้อกันครับ

TENET

คำคำนี้เป็นประโยคที่ตัวละครชื่อวิกเตอร์ (มาร์ติน โดโนแวน) หัวหน้าของพระเอกพูดกับเขาบนเรือก่อนจะรับภารกิจใหม่ว่า “ผมบอกคุณได้คำเดียว TENET” ซึ่งคำต่อสร้อยข้างหลังนี้ต่างหากที่สำคัญ “มันจะเปิดบานประตูที่ถูก และบานประตูที่ผิด” ถ้าสังเกตดีๆ คุณจะพบว่าไม่ว่าเราจะอ่าน TENET จากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย (อีกนัยหนึ่งคืออ่านไปข้างหน้า และอ่านย้อนกลับ) เราก็จะได้คำคำเดิม TENET คำนี้มีความหมายว่า ความเชื่อ หลักการทฤษฎี ข้อคิดเห็น

            สิ่งที่ตัวละครวิกเตอร์พูดกับพระเอกก็คือกุญแจในการไขประตูภารกิจนี้อยู่ที่ความเชื่อ

ความเชื่อว่าอะไร? ความเชื่อว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นนั้นเป็นจริงเสมอ เวลาเดินไปข้างหน้าไม่อาจเปลี่ยนแปลง นี้คือชุดความเชื่อเดิมที่พระเอกและคนดูรับรู้ร่วมกันตั้งแต่แรก การดูหนังเรื่องนี้ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกก็ดูจะเป็นแบบนั้น ทุกอย่างดำเนินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งหนังอธิบายชุดความเชื่อใหม่เข้ามา มันมีเครื่องมือบางอย่างที่ทำให้สสารในโลกสามารถย้อนกลับได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ที่ผมเองก็จำไม่ได้ หนังอธิบายชุดความเชื่อใหม่ผ่านกระสุนย้อนกลับ ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ฉลาดมากในหนังแอ็คชั่น เพราะกระสุนเป็นสิ่งที่เมื่อถูกยิงออกไป มันจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงและไม่หวนคืน

แต่ในหนังเรื่องนี้ 'เรา' หมายถึงตัวละครที่ถือปืนแทนคนดู ไม่ใช่คนที่ยิงกระสุนออกไปจากปืน แต่เราเป็นคนรับกระสุนเข้าสู่ปืนในมือต่างหาก! ฉะนั้นกุญแจที่วิกเตอร์ให้พระเอก(และคนดู) เอาไว้ก็คือคุณจะยึดความเชื่อเดิม (TENET ที่อ่านจากหน้าไปหลัง) หรือพยายามทำความเข้าใจความเชื่อใหม่ (TENET ที่อ่านจากหลังไปหน้า) เพราะเมื่อใดที่คุณเริ่มยอมรับและเข้าใจชุดความเชื่อใหม่นี้ คุณก็จะเข้าใจโลกของหนังที่พระเอกกำลังเดินหน้าพาเราเข้าไปพัวพันได้เร็วยิ่งขึ้น

รับภารกิจ

TENET วางโครงสร้างหนังเหมือนหนังเจมส์ บอนด์ ถ้าใครเคยดูหนังเจมส์ บอนด์ มาก่อนจะรู้สึกได้ว่าทุกอย่างมันเริ่มต้นและเดินหน้าเหมือนหนังเจมส์ บอนด์ ทุกระเบียดนิ้วยังไงยังงั้น แต่สำหรับคนที่อาจจะลืมๆ ไปแล้วว่าหนังเจมส์ บอนด์ เดินเรื่องยังไง ผมมีโน้ตย่อๆ ที่แปลสรุปความจากข้อเขียนวิเคราะห์โครงสร้างนิยายบอนด์ในหนังสือชื่อThe Bond Affair (1966) ในบท 'The Narrative Structure in Fleming' อุมเบอโต เอโค นักวิชาการ-นักประวัติศาสตร์-นักเขียนนิยายคนดัง (ผู้แต่ง The Name of The Rose-สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ) มาให้ทบทวนกันก่อนครับ

เอโคอธิบายว่า “เอียน เฟลมมิ่ง (ผู้แต่งนิยายเจมส์ บอนด์) ใช้แค่ 9 ฉากหลักเท่านั้นในการเดินเรื่องในนิยายทุกๆ ตอนของบอนด์ (นิยายเล่มแรกก็คือ Casino Royale) โดยโครงสร้างดังกล่าวมีตัวละครหลักเพียงสามฝ่ายที่ทำหน้าที่เสมือนหมากบนกระดาน คือ บอนด์, วายร้าย และสาวบอนด์ เพียงแค่สองตัวหลังเปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อยๆ ตามแต่ละตอน” คำอธิบายของเอโค เปรียบโครงสร้างหนังเจมส์ บอนด์ ด้วยหมาก 9 หมากนี้ตามลำดับตัวอักษ A ถึง I ดังนี้

A – เอ็ม (หัวหน้าเจมส์ บอนด์) มอบภารกิจให้กับบอนด์

B – เปิดตัววายร้าย

C – บอนด์ หรือ วายร้าย หยั่งเชิงกันเป็นครั้งแรก

D – เปิดตัวสาวบอนด์

E – บอนด์พิชิตใจสาวบอนด์สำเร็จ (เขาเป็นฝ่ายรุกหรือเธออ่อยเหยื่อเขาก็ได้)

F – บอนด์พลาดท่าเสียทีให้วายร้าย (อาจเสียท่าพร้อมๆ กับสาวบอนด์หรือไม่ก็ได้)

G – บอนด์ ถูกวายร้ายทรมานสาหัส (พร้อมกับสาวบอนด์หรือไม่ก็ได้)

H- บอนด์ รุกฆาต เอาชนะวายร้ายได้สำเร็จ

I – บอนด์ ทำภารกิจสำเร็จ อาจจะได้ครองคู่กับสาวบอนด์อีกรอบ แต่คราวนี้เขากำราบเธออยู่หมัด

ตัวละครพระเอก (จอห์น เดวิด วอร์ชิงตัน) ใน TENET นั้นไม่มีชื่อนะครับ เครดิตใน IMDB ขึ้นชื่อว่าเขาคือ The Protagonist ผมจึงเรียกว่า 'พระเอก' นั่นแหละถูกต้องแล้ว และเส้นทางที่พระเอกเดินก็เป็นไปตามหนังบอนด์ข้างต้นแทบทุกหมาก นับจากเขารับภารกิจ TENET และเริ่มเปิดตัวผู้ร้ายให้คนดูรู้จัก อังเดร (เคนเนธ บรานาห์) พ่อค้าอาวุธตัวเอ้ชาวรัสเซีย ที่ตามสูตรหนังเจมส์ บอนด์ ผู้ร้ายจะต้องครอบครองอาวุธมหาประลัยหรือแผนการทำลายโลกซักอย่าง เพื่อให้พระเอกของเราไปยับยั้งใช่ไหมครับ ตามสูตรแล้วผู้ร้ายหนังบอนด์จะครอบครองขีปนาวุธ (You only live twice), ดาวเทียม (Goldeneye), ข้อมูลราชการ (Skyfall) แม้กระทั่งสื่อ (Tomorrow Never Dies) บางสิ่งที่มีพลานุภาพสั่นสะเทือนโลกได้

สิ่งที่อังเดรครอบครองและถือไพ่เหนือกว่าพระเอกตลอดทั้งเรื่อง

ไม่ใช่อาวุธร้ายแรง, อำนาจล้นฟ้า แต่เป็น 'เวลา' ครับ

ตัวร้ายสามารถท่องไปในเวลา ย้อนกลับไปในอดีตเพื่อรู้ว่าพระเอกซ่อนของสำคัญไว้ที่ไหน มีข้อมูลมากกว่าพระเอกพอจะเล่นงานในปัจจุบันได้ การท่องเวลาใน TENET ไม่ใช่การวาร์ปทะลุมิติหรืออะไรเทือกนั้น หากเป็นการทำให้เราเห็นว่าทุกอย่างย้อนกลับถอยหลัง เหมือนเรากรอเทปฟังเพลงหรือกรอวิดีโอเพื่อดูทุกอย่างเคลื่อนกลับหลัง นี่เป็นชุดความเชื่อใหม่ในหนังเรื่องนี้ที่บ้าระห่ำมากของโนแลน

เพราะตามจุดมาร์กข้างต้น คุณจะเห็นว่าทุกจุดที่ TENET เดินตามหนังเจมส์ บอนด์ นั้น ผู้ร้ายอย่างอังเดรเดินนำพระเอกอยู่ 1 ก้าวเสมอ อังเดรควบคุมเวลาได้เพราะเข้าใจในกฎเวลาย้อนกลับ จนสามารถล่วงรู้ความลับของพระเอกในฉากก่อนหน้าได้ ก่อนอังเดรจะย้อนเวลากลับไปอยู่ในชุดเหตุการณ์อดีตเพื่อเอาชนะพระเอก ในขณะที่พระเอกเสียเปรียบเพราะยังใช้ชีวิตด้วยการเดินไปข้างหน้า ทำภารกิจมุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น

ถามว่าทำไมความเชื่ออย่างการเดินไปข้างหน้า ถึงเป็นจุดบอดของพระเอกในเรื่อง ก็เพราะชุดความเชื่อเรื่องเวลาใน TENET ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง ไม่ใช่ อดีต มาสู่ ปัจจุบัน มาสู่ อนาคต เวลาในหนังนั้นเดินคู่กันไปทั้ง 3 เส้นต่างหาก คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผ่านชุดเหตุการณ์ซ้ำๆ ที่ครั้งแรกคนดูจะดูมันด้วยชุดข้อมูลและความเชื่อขั้นต้น ก่อนฉากเหล่านั้นจะวนกลับมาให้ดูซ้ำ พร้อมกับรายละเอียดใหม่ที่เพิ่มข้อมูลใหม่เข้ามา ทำให้เราได้รู้ข้อมูลเพิ่มขึ้น ไขปริศนางงๆ ที่ดูครั้งแรกจับต้นชนปลายไม่ถูกขึ้นบ้าง

คำอธิบายนี้อยู่ในฉากที่ตัวละคร 'นีล' (โรเบิร์ต เพตตินสัน) พยายามอธิบายให้พระเอกเข้าใจถึงชุดความเชื่อเก่าที่ว่า “ถ้าหากเราย้อนเวลากลับไปฆ่าปู่ของเรา ตัวเราในปัจจุบันก็จะไม่มีอยู่ ..นั้นไม่จริง” ชุดความเชื่อใหม่ที่หนังนำเสนอนี้คือเวลาทั้ง 3 (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) เดินไปพร้อมๆ กัน โดยมีเส้นเหตุการณ์หลักๆ เกิดขึ้นซ้ำๆ ในทุกๆ เส้น นี่เป็นคำอธิบายที่หนังโน้มน้าวให้เราฟังมาตลอดสองชั่วโมงครึ่ง อย่างน้อยๆ มันก็ตอบได้ว่า คนในอนาคตทำไมถึงสื่อสารกับคนในปัจจุบันได้ และยังมีแผนการทำลายปัจจุบัน (ในระดับล้างโลกเสียด้วย) ซึ่งถ้าคนในอนาคตเชื่อในชุดความเชื่อเก่า เขาก็คงไม่กล้าสั่งฆ่าคนในปัจจุบัน ที่อาจจะเป็นพ่อหรือปู่หรือทวดของพวกเขาในอนาคตก็เป็นได้

ด้วยแนวคิดเรื่องชุดเวลาที่ไม่เดินเป็นเส้นตรงนี้เอง เราจึงเห็นในขณะที่พระเอกพยายามเดินจากจุด C ไป D ผู้ร้ายสามารถเดินย้อนกลับจาก D มา C ไม่ใช่เพื่อป้องกันไม่ให้พระเอกในอดีต (จุด C) ไม่สามารถเดินทางไปจุด D ได้ แต่ทำให้พระเอกในปัจจุบันที่อยู่จุด D แล้ว ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปจุด E (หรือสร้างอุปสรรคให้เดินทางช้าลง) ต่างหาก

ทริคหนึ่งที่ผมชอบมากคือการให้ตัวละครที่อยู่ในห้วงย้อนกลับนั้น 'พูดกลับประโยค' เหมือนเวลาเรากรอเทปฟังเพลงด้วยเครื่องเล่นเทป หรือกรอม้วนวิดีโอย้อนกลับไปดูฉากที่ชอบ จังหวะที่ทุกอย่างมันย้อนกลับนั้นฟังเผินๆ ดูเผินๆ ก็ตลกดี แต่พอมันถูกทำด้วยความจริงจังและเป็นโลกอีกใบที่เดินคู่ไปกับโลกของเวลาเดินไปข้างหน้าใน TENET มันจึงสั่นสะเทือนทั้งตัวละครและคนดูอย่างมาก ทั้งการพูดกลับประโยคนั้นทำให้เราเข้าใจการมีอยู่ของโลกนี้ง่ายขึ้น

อย่างที่บอกว่าสิ่งที่ผู้ร้ายมีเหนือกว่าพระเอกมาตลอดทั้งเรื่องคือ 'เวลา' และภารกิจของหนังทั้งเรื่องนี้คือการช่วงชิง 'เวลา' ของกันและกัน เวลาส่วนต่างเพียงไม่กี่วินาที ก็อาจจะเปลี่ยนชะตากรรมของตัวละครในเรื่องไปได้เลย

พระเอก กับ พระรอง

หนังสายลับหรือหนังแอ็กชั่นใดๆ ก็ตามส่วนมากมักจะให้ตัวละครตามพระเอกตั้งแต่ต้น พระเอกคือคนนำคนดูเข้าสู่ภารกิจ สิ่งที่ TENET ตั้งคำถามก็คือถ้าตัวเอกรับภารกิจด้วยความยังไม่เข้าใจชุดความเชื่อใหม่ที่จำเป็นในภารกิจนั้นๆ ดีพอ (เวลาย้อนกลับ) แล้วเขาจะทำภารกิจสำเร็จหรือไม่? คำตอบอยู่ในหนังแล้วครับ

ปรียา (ดิมเปิ้ล คาปาเดีย) สาวใหญ่ที่เป็นนักค้าอาวุธชื่อดัง เป็นคนกลางระหว่างพระเอกกับอังเดร เธอคอยพูดย้ำกับพระเอกอยู่สองสามหนว่าเรื่องนี้เธอน่ะไม่ใช่ตัวเอก และอาจจะมีคนอื่นเป็นตัวเอกก็ได้ ในความหมายแฝงของบทพูดโต้ตอบระหว่างสองคนนี้คือ อาจมีคนอื่นที่รู้เรื่องและเข้าใจ 'เวลาย้อนกลับ' และเป็นคนคอยเดินเกมอยู่หลังฉาก ผลักให้ภารกิจเดินหน้าต่อไปมากกว่าพระเอกอยู่ก็ได้ ซึ่งทำให้พระเอกของเรางงและโมโหมาก (คนดูเองก็งงครับจุดนี้) อย่างที่ได้บอกไปข้างต้น เราตามพระเอกคนนี้ตั้งแต่ต้น เราเห็นเขาก่อนตัวละครอื่นๆ เราจึงวางใจว่าเขาคือพระเอก คือเจ้าของเรื่องนี้

ทั้งที่ความจริงหนังค่อยๆ เผยให้เห็นว่ามีตัวละครไม่น้อยกว่าสองตัว

ที่เข้าใจกฎเวลาย้อนกลับมากกว่าพระเอก และคอยผลักดันเรื่อง

ให้เดินไปข้างหน้าไม่น้อยไปกว่าเขา

คนแรกคืออังเดร เพราะทุกหมากที่อังเดรก้าวนำพระเอก ทำให้พระเอกต้องคอยแก้เกมเพื่อจะตามให้ทัน ในขณะที่อีกตัวละครก็คือ นีล สายลับหนุ่มผู้มีประวัติลึกลับที่ดูเหมือนจะไม่ได้รู้เรื่องราวอะไร แล้วค่อยๆ เผยความลับออกมากลางเรื่องว่าเขารู้เรื่องเวลาย้อนกลับนี้พอตัวทีเดียวแหละ (มากกว่าพระเอกก้าวหนึ่ง) แต่พอเดินไปถึงท้ายเรื่อง จุดพลิกผันใหญ่สุดหลังทำภารกิจสำเร็จ ดูเหมือนว่านีลจะรู้เรื่องมากกว่าพระเอกมาตลอด?

เป็นอีกครั้งที่โนแลนเล่นกลกับคนดู 'ทริค' คล้ายๆ กันนี้เคยถูกใช้แล้วเมื่อครั้งเรื่อง 'The Prestige' โนแลนล่อหลอกให้คนดูตามตัวละครที่เราคิดว่าเป็นพระเอก ในกรณีของ The Prestige คือตัวละคร โรเบิร์ต แองเจียร์ (ฮิวจ์ แจ็คแมน) ถูกวางตัวให้เป็นคนเดินเรื่องที่คนดูตามไปตลอด ในขณะที่ อัลเฟรด บอร์เด็น (คริสเตียน เบล) เป็นคู่ปรับและมีสถานะเสมือนพระรองกลายๆ และทริคนี้ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน สุดท้ายตัวละครที่ได้ชัยชนะจริงๆ ไม่ใช่พระเอก

คำถามก็คือแล้ว 'นีล' ใน TENET คือใคร? หนังทิ้งท้ายตัวละครให้เราพอเดาๆ ว่า เขาเคยเจอพระเอกมาก่อน และมีสถานะความสัมพันธ์เหมือนเจ้านาย-ลูกน้องกันมานาน ภารกิจนี้เป็นแค่ภารกิจหนึ่งที่นีลต้องทำเพื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาต่อไปในอนาคต คำอธิบายอย่างง่ายที่สุดคือนีลมาจากอนาคต แต่นั่นอาจจะตามมาด้วยคำถามอีกมากมายว่าแล้วนีลปรากฎตัวในช่วงไคลแม๊กซ์สองแห่งในเวลาเดียวกันได้อย่างไร หนังบอกใบ้เราว่านอกจากนีลที่ขับรถช่วยดึงพระเอกขึ้นมาจากเหมืองใต้ดิน ยังมีนีลอีกคนที่เข้าไปช่วยพระเอกในเหมืองในจังหวะคาบลูกคาบดอก

ชุดคำอธิบายนี้ก็ต้องย้อนกลับไปที่ชุดความเชื่อเรื่องเวลาใน TENET ถ้าหากเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่เดินไปพร้อมๆ กันทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต อย่างที่หนังสาธิตให้เห็นว่า ในขณะที่ตัวละครเดินทางย้อนกลับ เหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้วก็ยังคงเกิดขึ้นเช่นเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน กลับมีรายละเอียดของชุดเหตุการณ์เดิมเพิ่มเติมขึ้นมาเพราะเราเห็นมุมมองอีกด้านจากคนที่ย้อนกลับไปต่างหาก

เป็นไปได้ว่า นีลที่เราเห็นในไคลแม็กซ์มีทั้งนีลที่เดินอยู่บนเส้นเวลาปัจจุบัน (ปัจจุบันของเหตุการณ์) กับนีลที่เดินย้อนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ตั้งแต่แรก ให้ลองนึกเทียบกับฉากในโรงเก็บของในสนามบินที่ตัวละครพระเอกพบความจริงว่าชายลึกลับในชุดคอมมานโดนั้นคือใคร ก็อาจจะอธิบายการปรากฎตัวสองที่ในห้วงเวลาเดียวกันของนีลได้ เพราะเขาเดินอยู่บนคนละเส้นเวลากัน

สิ่งที่หนังย้ำคนดูเสมอคือ ทั้งเรื่องเป็นภารกิจช่วงชิง 'เวลา' กันระหว่างพระเอกกับผู้ร้าย ดูเหมือนเวลาจะเป็นประเด็นที่โนแลนสนใจอย่างมากในช่วงหลัง นับจาก 'Interstellar' ที่พูดถึงมิติของเวลาในแง่มิติอวกาศ จุด A ในอวกาศมีเวลาของตัวเองที่ต่างจากจุด B มากในระยะขนาด 1 ชั่วโมงของจุด A อาจยาวนานเท่า 10 ปีของจุด B ต่อมาใน 'Dunkirk' โนแลนพูดถึงรูปแบบของเวลาที่เทียบกันระหว่าง 1 สัปดาห์ / 1 วัน และ 1 ชั่วโมง ผ่านเหตุการณ์ 3 ชุดคือ เหล่าทหารที่เคลื่อนทัพไปยังดันเคิร์ก เรือแตก แล้วถูกกองทัพนาซีโจมตีจนเรือแตก ต้องหนีตายหาทางรอดเพื่อรอการช่วยเหลือภายใน 1 สัปดาห์, ชาวประมงที่ตัดสินใจออกเรือไปช่วยทหารที่ดันเคิร์กใน 1 วันหลังได้รับประกาศจากเชอร์ชิล, นักบินที่ขับเครื่องบินไล่ล่านักบินนาซี จนตัวเองถูกยิงตกใน 1 ชั่วโมง โนแลนมองว่าระยะของเวลาไม่สำคัญเท่ากับชุดเวลาเหล่านั้นเล่าเหตุการณ์อะไร เหตุการณ์ที่ใช้เวลาจริง 1 สัปดาห์ สามารถเล่าให้อยู่ในคาบเวลาเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดและจบลงใน 1 ชั่วโมงได้ไหม ผลก็คือได้

กลับมาที่ TENET เป็นไปได้ไหมว่าการดูหนังเรื่องนี้ในรอบที่ 2 และ 3

เราอาจจะลองสังเกตตัวละครรอบข้างที่ถือข้อมูลชุดเวลาเหนือกว่าพระเอก

โดยเฉพาะนีลที่กลายเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาคำว่า TENET ของเรื่อง

และเป็นไปได้ไหมว่านีลจะเป็นคนเดียวที่รู้มาตลอดว่าชุดเหตุการณ์ในเส้นปัจจุบัน (ที่หนังดำเนินไป) จะมุ่งหน้าไปอย่างไร นีลจึงพยายามทั้งเป็นคนคอยช่วยเหลือพระเอกให้ทำภารกิจสำเร็จ เป็นคนให้ชุดข้อมูลเรื่องเวลาย้อนกลับที่สำคัญมากๆ พอจะช่วยให้พระเอกเข้าใจเงื่อนไขของเวลาในภารกิจมากขึ้น และในไคลแม็กซ์ก็เป็นคนที่พลิกสถานการณ์ทำให้ภารกิจสำเร็จ

ภารกิจของนีลจึงไม่ได้อยู่ที่การยับยั้งอังเดร (นั่นเป็นภารกิจของพระเอกครับ) แต่ภารกิจแท้จริงของนีลคือทำให้พระเอกรอดชีวิตต่างหาก เพื่อที่พระเอกจะได้มีชีวิตอย่างเข้าใจชุดความเชื่อเรื่องเวลาย้อนกลับนี้ นีลพูดเป็นนัยๆ ในตอนท้ายว่าพระเอกเป็นคนชวนเขาเข้ามาร่วมทีมนี้เอง เป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ของทั้งเรื่องนี้ เป็นชุดเหตุการณ์หลักในเส้นเวลาที่กำลังจะเดินไปสู่อนาคต (ที่รออยู่) เป็นการกลับหัวกลับหางฉากเรียกน้ำตาใน Interstellar ที่เฉลยแก่คนดูว่า พ่อพยายามส่งข้อความจากมิติอนันต์ในอวกาศ กลับมาเตือนตัวเองบนโลก ยับยั้งไม่ให้เขาตัดสินใจเดินทางไปสู่อวกาศ

บทส่งท้าย

การเดินทางย้อนเวลาเป็นสุดยอดความฝันของทุกคน เพราะทุกคนมีอดีตที่อยากเปลี่ยน แต่โนแลนกับ TENET กำลังบอกเราว่าอดีตเปลี่ยนไม่ได้ “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือสิ่งที่เป็นจริง” ทว่าการรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นว่าเกิดเพราะอะไร เพราะใคร จะมีผลทำให้เกิดเหตุอะไรต่อไปต่างหาก ที่เป็นหัวใจสำคัญของหนัง

หลังจากการไล่ล่าวายร้าย ทำภารกิจเพื่อยับยั้งโลก แต่บทสรุปสุดท้ายที่เราได้รับจาก TENET กลับเป็นประเด็นอันไม่ซับซ้อนเลย ทุกคนล้วนทำเพื่อปกป้องคนที่ตัวเองรักทั้งนั้น นีลทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพระเอก พระเอกทำทุกอย่างเพื่อปกป้องแคท (เอลิซาเบธ เดบิคกี้) แคททำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกชายเธอ ทั้งสามคนนี้มีผู้ร้ายคนเดียวกันคืออังเดร เพราะถ้าหากอังเดรทำภารกิจของเขาสำเร็จ คนทั้งโลก(ในเส้นเวลาปัจจุบัน) จะตายหมด นั่นหมายความว่า พวกเขาจะไม่เหลือใครให้ปกป้องอีก

ไม่ว่าคุณอ่าน TENET ด้วยวิธีไหนก็ตาม แต่ความหมายมันยังคงเดิม เพียงแค่เราเริ่มเปิดใจรับชุดความเชื่อ-ความเข้าใจใหม่ๆ เราอาจจะเข้าใจโลกนี้ได้มากขึ้น เราอาจจะรู้ว่าต้องทำสิ่งนี้ไปทำไม เพื่ออะไร

และเพื่อใครต่างหาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...