โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“คิงคอง” สัตว์กินพืชที่ปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงสูญพันธุ์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 ก.ย 2567 เวลา 04.51 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย 2567 เวลา 01.21 น.
(ซ้าย) โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง “คิงคอง” ปี 1933 ลิงยักษ์ในจินตนาการซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกอริลลา เทียบกับ ไจแกนโธพิเธคัส ลิงยักษ์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อราวแสนปีก่อน ซึ่งลักษณะจะคล้ายกับอุรังอุตังมากกว่า (ภาพจาก Wikimedia Commons)

“คิงคอง” สัตว์กินพืชที่ปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงสูญพันธุ์

คิงคอง ลิงยักษ์หน้าตาเหมือนกอริลลา แต่เดินสองขาหลังตรงได้เหมือนคน แถมมีร่างกายใหญ่ยักษ์แตกต่างไปตามแต่เรื่องแต่ละตอน (เห็นว่าจะทำให้ตัวใหญ่เท่าก๊อดซิลลา) ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นแค่สัตว์ประหลาดที่เกิดจากจินตนาการของคนเท่านั้น

แต่ลิงยักษ์ขนาดใหญ่ที่เคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ ก็มีขนาดใหญ่จนน่าทึ่งไม่แพ้กัน ลิงยักษ์ชนิดนี้ (ซึ่งพอจะเทียบได้ว่าเป็น คิงคอง ในโลกของความเป็นจริง) นักวิทยาศาสตร์เขาตั้งชื่อให้ว่า“ไจแกนโธพิเธคัส (Gigantopithecus) สามารถโตเต็มที่ได้ขนาดสูงถึง 3 เมตร น้ำหนัก 270 กิโลกรัม ใหญ่กว่ากอริลลา สัตว์ตระกูลลิงขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังไม่สูญพันธุ์ราวๆ 120 เซนติเมตรและหนักกว่ากันเป็นร้อยกิโลกรัม

สัตว์ตระกูลลิงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตามหลักฐานทางธรณีวิทยาชนิดนี้มีถิ่นฐานอยู่ในแถบทวีปเอเชีย ถูกพบร่องรอยเป็นครั้งแรกในปี1935 โดยกุสตาฟ ฟอน โคนิกส์วัลด์(Gustav von Koenigswald) นักบรรพชีวินวิทยาชาวเยอรมันที่ไปพบฟันกรามของมันในร้านขายยาในประเทศจีน ซึ่งถูกระบุว่าเป็น“ฟันมังกร” โดยแพทย์แผนจีนเชื่อว่ามันเป็นยาที่สามารถรักษาได้หลายโรค และมันก็เป็นเพียงหลักฐานเดียวที่เคยถูกพบเกี่ยวกับลิงยักษ์พันธุ์นี้ ก่อนที่อีกหลายปีต่อมานักวิทยาศาสตร์จะได้พบฟันของมันเพิ่มเติมอีกหลายสิบชุดในหลายพื้นที่ของจีนตอนใต้ เวียดนาม อินเดีย รวมถึงประเทศไทย

ก่อนหน้านี้เคยมีการสันนิษฐานว่า ไจแกนโธพิเธคัสกินเฉพาะไผ่เป็นอาหาร แต่จากการศึกษาของ เอิร์ฟ โบเชเรนส์(Herve Bocherens) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยทูบินเจน(University of Tubingen) ในเยอรมนี ที่ทำการวิเคราะห์ฟันของมันที่พบในถ้ำแห่งหนึ่งในประเทศไทยพร้อม ๆ กับฟอสซิลของสัตว์อื่น ๆ ที่พบในบริเวณเดียวกัน ทำให้เขาได้ข้อสรุปว่า ไจแกนโธพิเธคัสน่าจะกินผลไม้เป็นส่วนใหญ่รวมถึงใบไม้และรากไม้ที่มีอยู่ในป่าดิบเท่านั้น ขณะที่สัตว์ชนิดอื่นๆ ที่พบในบริเวณเดียวกันกินอาหารที่หาได้จากทั้งในป่าดิบและทุ่งหญ้าสะวันนา

ผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าภูมิประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้นมีส่วนที่ประกอบทั้งพื้นที่ที่เป็นป่าดิบและทุ่งหญ้าสะวันนา และเจ้าลิงยักษ์ตัวนี้ก็อาศัยอยู่ในป่าไม่ไกลจากทุ่งหญ้าสะวันนา แต่มันกลับมิได้ออกไปหาอาหารในทุ่งหญ้าเลยต่างจากสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ที่พบในพื้นที่เดียวกัน

ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่บวกกับการจำกัดประเภทของอาหารอย่างเข้มงวดนี่เอง เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอย่างรวดเร็วจนทำให้พื้นที่ป่าดิบลดลงอย่างมากเมื่อราวแสนปีก่อน เจ้ายักษ์ใหญ่สายพันธุ์นี้จึงสูญพันธุ์ไปเนื่องจากปรับตัวได้ไม่ทัน สถานการณ์ของไจแกนโธพิเธคัสจึงคล้ายๆ กับอุรังอุตังในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นญาติห่างๆ ของมัน ที่แต่ก่อนนี้ก็เคยมีอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ปัจจุบันเหลือถิ่นอาศัยแค่เพียงป่าฝนในเกาะสุมาตราเท่านั้น

อย่างไรก็ดี อุรังอุตังมีขนาดตัวที่เล็กกว่าไจแกนโธพิเธคัสมาก และมันยังสามารถลดระดับการเผาผลาญพลังงาน(metabolism) ให้อยู่ในระดับต่ำๆ ได้ในฤดูกาลที่ผลไม้ขาดแคลน จึงทำให้มันยังคงเหลือรอดมาได้ในช่วงที่ป่าดิบลดพื้นที่ลงอย่างรวดเร็ว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

“Why Earth’s Largest Ape Went Extinct”. Live Science.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 มกราคม 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “คิงคอง” สัตว์กินพืชที่ปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงสูญพันธุ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...