โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระธาตุพนม “พัง” เพราะศิลปะแบบชาตินิยมไทย (?)

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ส.ค. 2567 เวลา 03.49 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2567 เวลา 00.52 น.
ภาพพระธาตุพนม จากบันทึกในช่วง พ.ศ. 2409-11 โดย Louis Delaporte

พระธาตุพนม “พัง” เพราะศิลปะแบบชาตินิยมไทย (?)

พระธาตุพนม เป็นพระธาตุโบราณในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค เพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนอกของพระพุทธเจ้า

การก่อสร้าง พระธาตุพนม ปรากฏหลักฐานในตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งอ้างว่าเป็นพระธาตุสร้างขึ้นตามพุทธทำนาย โดยหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระมหากัสสปะก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุมายังดินแดนนี้ และได้เจ้าเมืองทั้ง 5 ตามตำนานร่วมกันสร้างพระธาตุขึ้น

ขณะที่ ศ. ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ กล่าวว่า รูปแบบดั้งเดิมของพระธาตุพนมน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะจาม ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 15 เมื่อถึงสมัยล้านช้างจึงมีการก่อเจดีย์ทรงระฆังเหลี่ยมทับเรือนธาตุที่มีมาแต่เดิม

พระธาตุพนมมีการบูรณะหลายครั้ง เช่นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช รวมถึงสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ซึ่ง ติ๊ก แสนบุญ นักเขียนผู้รอบรู้เรื่องลาว-อีสาน บอกว่า ท่านได้ใช้พระธาตุศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ในการหลอมรวมผู้คนเป็นฐานอำนาจทางการเมือง และการบูรณะในครั้งนั้นก็ยังอยู่ในกรอบของศิลปะแบบลาวอยู่

แต่เมื่อไทยกลายเป็นรัฐสมัยใหม่ การบูรณะพระธาตุพนมในยุคหลังจากนี้ได้ทำให้รูปลักษณ์ของพระธาตุพนมผิดแผกไปจากงานของช่างท้องถิ่นแต่เดิม ดังที่ ติ๊ก บรรยายว่า

“การบูรณะซ่อมองค์พระธาตุพนมในยุคนี้จึงไม่เคารพต่อรูปแบบงานช่างท้องถิ่นอีสานโดยในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ยุคปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทยฉบับแห่งชาติ) ภายใต้การอำนวยการของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งขณะนั้นเป็นอธิบดีกรมศิลปากรได้นำเข้ากลุ่มช่างและรูปแบบศิลปะโดยเฉพาะการตกแต่งด้วยลวดลายแบบเครื่องคอนกรีตสกุลช่างภาคกลาง โดยการต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อสถาปนาความยิ่งใหญ่ให้มองเห็นได้แม้ในฝั่งสปป.ลาว”

นอกจากนี้ ติ๊กยังกล่าวว่า การพังทลายของพระธาตุพนมใน พ.ศ. 2518 ก็น่าจะเป็นเหตุมาจากการบูรณะพระธาตุในครั้งสมัยรัฐบาลจอมพล ป. ด้วย เนื่องจากการต่อเติมในครั้งนั้น“ส่งผลต่อความมั่นคงทางโครงสร้างจนเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดการพังทลายในอีก 35 ปีต่อมาในปี พ.ศ. 2518”

สอดคล้องกับความเห็นของ โรม บุนนาค ที่กล่าวว่า การบูรณะบางครั้งมีการต่อยอดให้สูงขึ้น แต่ไม่มีการเสริมส่วนฐาน โดยเฉพาะ “การบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2483-2484 ได้มีการทำรูระบายอากาศรอบด้านในส่วนยอด รูนี้ทำให้ฝนไหลเข้าได้ แต่ไม่มีทางระบายน้ำออก องค์พระธาตุจึงกลายสภาพเป็นที่เก็บน้ำที่ค่อย ๆ ซึมชุ่มอิฐภายในให้เปื่อยยุ่ย เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม 2518 ได้เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นหลายจุด

ราว 5 เดือนต่อมา ถึงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 พระธาตุพนมก็ได้พังทลายลงมา

“และเป็นที่น่าเสียดายที่รัฐไทยยุคต่อมายังคงแนวคิดเดิมในการบูรณะองค์พระธาตุด้วยรูปแบบดังกล่าว” ติ๊ก กล่าวถึงการบูรณะในครั้งหลัง ที่ยังคงใช้รูปแบบองค์พระธาตุในสมัยจอมพล ป.

แต่ไม่ว่าองค์พระธาตุจะพังลงมาด้วยเหตุผลประการใด ความเปลี่ยนแปลงทางศิลปะที่เกิดขึ้นกับองค์พระธาตุก็แสดงถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับ และด้วยเหตุที่ส่วนกลางในกรุงเทพฯ ยังเป็นหัวขบวนในการกำหนดทิศทางทางวัฒนธรรมของทั้งประเทศ คตินิยมทางศิลปะจากภาคกลางก็ย่อมมีเหนือพระธาตุที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของดินแดนอีสานต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ติ๊ก แสนบุญ. “อุรังคธาตุ…พระธาตุพนม…สถูปสถานหุ้นส่วนแห่งศรัทธา เครือญาติ การเมือง สองฝั่งโขง”. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2555.

“พระธาตุพนมล้ม”. เรื่องเก่าเล่าสนุก. โรม บุนนาค. All-Magazine.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 ธันวาคม 2559

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระธาตุพนม “พัง” เพราะศิลปะแบบชาตินิยมไทย (?)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...