โบรกฯ ชี้ กองทุน Thai ESGX มาได้ “ถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ” พร้อมเชียร์ 25 หุ้นที่ได้อานิสงส์
“บล.เอเซีย พลัส” ชี้ กองทุนลดหย่อนภาษีใหม่พิเศษ Thai ESGX มาได้ “ถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ” แวลูเอชันหุ้นไทยปรับตัวลงมาค่อนข้างถูก หลังผ่านวิกฤตโควิด-เทรดวอร์ ฝั่ง “บล.กรุงศรีฯ” คาดหวังเม็ดเงิน 3,000 ล้านเข้ามาเติมตลาดหุ้น
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า กองทุนลดหย่อนภาษีใหม่พิเศษ (Thai ESGX) ที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืนไม่น้อยกว่า 80% ของทรัพย์สินสุทธิ (NAV) และจะต้องลงทุนในหุ้นยั่งยืนไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV มาได้ “ถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ” น่าซื้อสะสม แถมนำมาลดหย่อนภาษีได้อีก
แม้ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยจะย่อตัวลงมาลึกจาก 1,700-1,800 จุด (ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) > 1.8 เท่า) เหลือ 1,146 จุด ซึ่งการลงมาแรง ส่งผลให้นักลงทุนขาดทุน โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยเผชิญวิกฤตหนัก ไม่ว่าจะเป็น โควิด-19 คร่อมช่วงปลายสงครามการค้าครั้งที่ 1 และต้นสงครามการค้าครั้งที่ 2 กดดันจน PBV ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) ปัจจุบันเหลือ 1.07 เท่า เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยได้ทำการวิเคราะห์เชิงปริมาณตลอด 25 ปีที่ผ่านมา หากลงทุนระยะยาวใน SET Index 5 ปี โดยซื้อหุ้นในช่วง PBV < 1.1 เท่า พบว่า SET Index มีโอกาสให้ผลตอบเฉลี่ยแทนสูงถึง 208% ใน 5 ปีข้างหน้า (เฉลี่ย 25% ต่อปี)
ขณะที่ปัจจุบัน มีเม็ดเงินคงค้างในกองทุนระยะยาวลดหย่อนภาษีเดิม (LTF) 1.52 แสนล้านบาท (ณ 23 เม.ย. 2568) และหากดูผลตอบแทนต่อปีเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ของกองทุน LTF ทั้งหมด 106 กองทุน ให้ผลตอบแทนทรงๆ -0.7% ต่อปี ถือว่าทำได้ดี ภายใต้ตลาดหุ้นที่เผชิญวิกฤตต่างๆ
ดังนั้น หวังว่าการโยกเงินจากกองทุน LTF เป็นกองทุน Thai ESGX หรือซื้อกองทุน Thai ESGX เพิ่ม ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีกับนักลงทุน (ช่วง 2 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2568) เพราะ SET Index ปัจจุบันมีมูลค่า (Valuation) ถูกมาก สะท้อนจาก PBV 1 เท่าต้นๆ หลังเผชิญวิกฤตต่างๆ มาเยอะ ขณะที่ในระยะยาวระดับ 5 ปีขึ้นไป ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกมักจะส่งผลน้อยลง และยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีระดับ 25% ต่อปี รวมถึงสามารถเม็ดเงินนำไปลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำ 10 หุ้นเด่นที่มีอันดับความยั่งยืน (ESG Rating) ซึ่งจะได้เม็ดเงินจากกองทุน Thai ESGX ทยอยเข้ามาหนุน แบ่งเป็น 5 หุ้นเก็งทำไร หวังราคาเด้งกลับแรง ได้แก่ DELTA AMATA SCGP TOP และ AOT และ 5 หุ้นสะสมระยะกลางยาว ได้แก่ SCC CPALL BDMS WHA และ CK
ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกองทุน Thai ESGX ว่า ก.ล.ต.แจ้งว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาคำขออนุมัติจัดตั้งกองทุน Thai ESGX รวม 37 แห่ง คาดว่าจะเสนอขายและรองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจากกองทุน LTF นับตั้งแต่ 2 พ.ค. 2568 เป็นต้นไป โดยประเมินจิตวิทยาบวกต่อ SET Index ดังนี้
1. คาดว่าจะมีความชัดเจนของเม็ดเงินลงทุนกองทุน LTF ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน
2. คาดหวังเม็ดเงินใหม่จะเข้ามาลงทุนในวงเงินลดหย่อนภาษีพิเศษ (เปิดขาย 2 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2568) เป็นสภาพคล่องเพิ่มเติมเข้ามาในตลาดหุ้น อิงยอดซื้อช่วงมาตรการคล้ายกัน (กองทุนเพื่อการออมพิเศษ SSFX) รอบดังกล่าวมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาราว 3,000 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินรอบนี้จะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระดับใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ หุ้นที่มีโอกาสเป็นเป้าหมายเม็ดเงิน ได้แก่
– 10 หุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน (Deep Value) ได้แก่ CPALL BDMS MINT BH GPSC SCGP HMPRO KBANK BBL และ AOT
– หุ้นผลตอบแทนสูง (High Yield) เช่น กลุ่มสื่อสาร ADVANC กลุ่มธนาคาร KTB KBANK SCB และ BBL และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ AP และ LH
– หุ้นที่ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve) โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยี เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF และ GPSC กลุ่มสื่อสาร ADVANC และ TRUE และกลุ่มรับเหมา STECON