โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนรักสามีผู้แสนดี[1978]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 27 ก.พ. 2568 เวลา 19.43 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. 2568 เวลา 05.04 น. • วออุนอไม้โท
หญิงสาวที่โง่งมในรัก เธอทำร้ายสามีผู้ซื่อสัตย์เพียงเพื่ออ้อนวอนขอเศษความรักจากผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้น จนสุดท้ายแล้วเธอก็ตายอย่างโดดเดี่ยว แต่ดูเหมือนว่าฟ้าจะให้โอกาสเธอได้กลับไปแก้ตัวอีกครั้ง

ข้อมูลเบื้องต้น

เธอวิ่งตามความรักจากชายผู้ช่วยชีวิตตนเองอย่างโง่งม ยอมแสร้งโง่เป็นหญิงที่โดนทุกคนสาปส่งว่าไร้ค่า ยอมทำร้ายคนที่รักเธอเพื่อผู้ชายที่ไม่เคยเห็นค่าความรักของเธอเลย และสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บที่สุดคือตอนที่เขาบอกจะแต่งงาน

แต่เจ้าสาวคนนั้นไม่ใช่เธอ

หวงเฟยอิน หญิงสาวที่โง่งมในรัก เธอทำร้ายสามีผู้ซื่อสัตย์เพียงเพื่ออ้อนวอนขอเศษความรักจากผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้น จนสุดท้ายแล้วเธอก็ตายอย่างโดดเดี่ยว

เธอตายโดยที่ไม่รู้เลยว่า คนที่เธอมองข้ามมาตลอด จะเป็นคนที่ยอมมอบชีวิตทั้งหมดของเขาให้เธอ

'ไม่มีเธอ เขาก็ไม่ขอมีชีวิตอยู่'

เมื่อฟ้าให้โอกาสเธอได้แก้ตัวอีกครั้ง

เธอมีโอกาสได้ย้อนกลับไปแก้ไขความผิดพลาดที่เคยทำเอาไว้ในอดีต พร้อมกับค้นพบความพิเศษบางอย่าง ที่จะทำให้ชีวิตที่สองของเธอน่าตื่นเต้น และแฟนตาซีมากขึ้น

การย้อนเวลากลับไปครั้งนี้ เธอขอเลือกรักสามีที่แสนดีและซื่อสัตย์ มากกว่าชายที่ใช้ความรักของเธอเป็นแค่เครื่องมือทำร้ายคนที่เขาเกลียดชัง

"สามี ขอโอกาสให้ฉันได้แก้ตัวอีกสักครั้งได้ไหม"

"อย่าร้องไห้ คุณเจ็บ! ผมเจ็บกว่า"

[นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของนักเขียน เหตุการณ์และการกระทำของตัวละครเป็นสิ่งที่นักเขียนปั้นแต่งขึ้นเท่านั้น โปรดอ่านเพื่อความสนุกและผ่อนคลาย]

ฝากกดติดตาม นักเขียน ด้วยนะคะ เพื่อจะได้ไม่พลาดนิยายสนุกๆ

1 ได้โอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

กรี๊ด!…..

เสียงกรีดร้องพร้อมกับร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งที่ลอยละลิ่วตกลงไปในร่องเขาที่ลึกและอันตราย

ดูจากความลึกของหุบเขา สามารถคาดเดาได้ว่าเธอคนนั้นคงไม่มีโอกาสรอดชีวิต

แต่…

เฮือก!

แคกๆ

ใบหน้าสวยแดงก่ำจากการสำลักและหอบหายใจหนัก แววตาที่ดูตื่นตระหนกกวาดมองไปรอบกาย

ภาพที่อยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ก้นหุบเขาลึกที่มืดมิด แต่เป็นแปลงข้าวสาลีที่เขียวขจียาวสุดลูกหูลูกตาตัดกับขอบฟ้าสีคราม

“นี่ฉัน…” เธอก้มลงมองสองมือที่เปื้อนดิน “นี่ฉันยังไม่ตายงั้นหรอ!” หวงเฟยอินสำรวจร่างกายตัวเองด้วยท่าทางไม่เข้าใจ

เธอจำได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองเหมือนจะลื่นตกลงไปในหุบเขา เอ๊ะ หรือว่ามีคนผลัก แต่ช่างเถอะเอาเป็นว่าไม่มีใครตกลงไปแล้วรอดกลับมาสักราย

แล้วทำไมตัวเธอเองถึงยังไม่ตายทั้งยังไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลยล่ะ แล้วบรรยากาศรอบข้างก็ไม่ใช่หุบเขามืดมิด แต่เป็นกลางถนนที่รอบข้างเป็นทุ่งนาข้าวที่แสนคุ้นตา

ในขณะที่หวงเฟยอินกำลังสับสนอยู่นั้นก็มีเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น มันคือเสียงที่เธอคุ้นเคยและอยากจะหนีไปให้ไกล

“เฟยอิน! เธอต้องการเรียกร้องความสนใจอะไรอีก” จางลี่จ้ง ชายหนุ่มสูงร้อยแปดสิบกว่าท่าทางติดเย่อหยิ่งเล็กๆ สายตาคมของเขามองมาที่หวงเฟยอินด้วยความดูถูกและรำคาญอย่างชัดเจน

“ลี่จ้ง!” หวงเฟยอินกัดฟันเอ่ยชื่อของชายคนนั้นด้วยน้ำเสียงต่ำ เธอมองเขาด้วยแววตาหลากหลายก่อนจะพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนและปัดฝุ่นตามร่างกายออกไป

พร้อมกับยืนประจันหน้าด้วยแววตาที่ลี่จ้งเห็นแล้วพลันรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย

“เฟยอิน วันพรุ่งนี้ฉันก็จะต้องแต่งงานแล้ว เธอเองก็กำลังจะแต่งงานกับน้องชายของฉัน เพราะงั้นเรื่องระหว่างเราควรจะจบได้แล้ว เธอควรเลิกวิ่งตามฉันสักที!” ลี่จ้งพูดด้วยท่าทางเบื่อหน่าย เขาคาดหวังว่าจะเห็นเฟยอินวิ่งเข้ามากอดขาตัวเองแล้วร้องไห้อ้อนวอน

แต่หวงเฟยอินที่ได้ฟังแล้วกลับไม่ร่ำไห้เหมือนที่ควรจะเป็น เธอแค่ยืนนิ่งมองเขาด้วยสายตาเย็นชาเสียอย่างนั้น สายตาของเธอเป็นสิ่งที่ลี่จ้งไม่คิดว่าจะได้เห็น

ลี่จ้งรู้ว่าหวงเฟยอินรักเขามากเธอยอมทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการ

“ได้” หวงเฟยอินตอบเสียงเรียบ แม้เธอจะยังงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเธอได้ย้อนเวลากลับมาจริงๆ เธอก็ขอทำบางสิ่งที่ต่างออกไป เพื่อหวังว่าจุดจบของตัวเองจะไม่เหมือนเดิมอีก

“หมายความว่ายังไง เธอจะเรียกร้องความสนใจอะไรจากฉันอีก” ลี่จ้งไม่เชื่อว่าเฟยอินจะยอมจบง่ายๆ

“ฉันกับนายควรเลิกยุ่งกันจริงๆ ต่อไปฉันจะไม่ตามราวีนายอีก เราควรจะทำเป็นเหมือนคนไม่รู้จักกันดีที่สุด แล้วอีกอย่าง…”

ลี่จ้งยกยิ้มเมื่อเห็นว่าเฟยอินเดินตรงเข้ามาหาตัวเอง เขาคิดไปไกลว่าเฟยอินคงกำลังจะมาอ้อนวอนตนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านๆ มา

หวงเฟยอินเดินมาหยุดตรงหน้าลี่จ้ง โดยที่สายตาของเธอดูแน่วแน่และมองจับจ้องอยู่ที่สร้อยคอที่เขาสวมอยู่ ก่อนที่ลี่จ้งจะรู้ตัวมือเรียวของเธอก็คว้าสร้อยเส้นนั้นอย่างแรงจนสายสร้อยมันขาดและหลุดจากคอของเขา

“โอ๊ย! นี่เธอทำอะไรห๊ะ!” ลี่จ้งเจ็บจนต้องรีบยกมือลูบลำคอตัวเองด้วยกลัวว่าจะมีเลือดออก แต่เสียดายที่คอของเขายังอยู่ดีมีแค่รอยแดงเล็กๆ เท่านั้น

“เสียดายที่สร้อยมันไม่คม” น้ำเสียงและแววตาของเฟยอินเวลานี้แอบทำให้ลี่จ้งรู้สึกขนลุก เขาถึงกับถอยห่างออกไปสองก้าวอย่างระวังตัว

“นี่เฟยอิน เธอต้องการอะไร สร้อยนั่นมันเป็นของฉัน เธอมีสิทธิ์อะไร…”

“หน้าด้าน!” หวงเฟยอินกระแทกเสียงขัดคำพูดของลี่จ้งจนเขาสะอึก คำว่าหน้าด้านที่เธอพูดออกมาทำเอาใบหน้าของลี่จ้งดำคล้ำด้วยความไม่พอใจ

“เธอ!”

“สร้อยเส้นนี้คือของฉัน ที่ผ่านมาฉันแค่ตาบอดและสมองกลับ ถึงได้ยอมยกให้นายเอาไปสวมเล่นตั้งนานสองนาน ตอนนี้ฉันตาสว่างและสติดีแล้ว เพราะงั้นของอะไรที่มันเป็นของฉัน มันก็ควรจะต้องกลับมาหาฉันเท่านั้น!”

สร้อยเส้นนี้เป็นสร้อยของพ่อเธอที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน เธอสวมติดตัวมาตลอด แต่เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเป็นวันเกิดของลี่จ้ง เธอถักผ้าพันคอไปให้เขา แต่เขากลับไม่เอาและบอกว่าอยากได้สร้อยคอเส้นนี้ และเธอก็หน้ามืดตามัวยอมยกสร้อยเส้นนี้ให้เขาไปอย่างง่ายดาย

“หวงเฟยอิน! เธอจะใจกล้าเกินไปแล้วนะเอาสร้อยคืนมาให้ฉัน ถ้าเธอยอมคุกเข่าขอร้องบางทีฉันอาจจะยอมจับมือเธอสักสองสามนาที” ลี่จ้งกอดอกเชิดหน้า

“แอว่ะ! นายหลงตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว ไส้เดือนดินแบบนายฉันจะไปอยากจับมือทำไม อย่าพูดอะไรที่มันน่าขำหน่อยเลย”

ทันทีที่ลี่จ้งได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขากำมือแน่นสายตาร้อนแรงที่มองจ้องเฟยอินนั้นราวกับหมาบ้าที่พร้อมขย้ำเหยื่อ

“มันจะมากเกินไปแล้วนะ! เธอคงคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะยื้อโอกาสให้ได้คุยกับฉันต่อนานขึ้นล่ะสิ”

หวงเฟยอินได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับเอียงหน้าด้วยท่าทางงุนงง เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจางลี่จ้งจะเป็นคนที่หลงตัวเองได้ขนาดนี้

“เปล่าเลย ตอนนี้ฉันรังเกียจนายยิ่งกว่ากิ้งกือไส้เดือนเสียอีก รู้ไว้ด้วยนะว่าหน้าตาของนายไม่ได้ครึ่งหนึ่งของว่าที่สามีฉันด้วยซ้ำ เฮอะ!”

เฟยอินพูดจบก็สะบัดหน้าหันหลังเดินจากไปทันที เธอไม่อยากอยู่นานเพราะตอนนี้เธอยังมึนงงกับเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่มาก

“หวงเฟยอิน!!” ลี่จ้งกำมือแน่นจนเส้นเลือกปูดโปน เขามองตามแผ่นหลังของเฟยอินไม่วางตา

“ลี่จ้งคะ!” แต่ก่อนที่ลี่จ้งจะได้แสดงอาการไปมากกว่านี้ เสียงหวานใสของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลังของเขา

เธอคือเย่เจียลี่เป็นคนรักของลี่จ้งที่กำลังจะแต่งงานกันวันพรุ่งนี้นั่นเอง เธอเดินเข้ามาควงแขนลี่จ้งพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “มาทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ”

แววตาและคำถามที่ดูใสซื่อนั้นทำให้ลี่จ้งต้องรีบเปลี่ยนสีหน้าราวกับคนละคนทันที

“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่มายืนคิดเรื่องอนาคตของเราน่ะ หลังจากแต่งงานกันแล้วเราควรรีบมีลูกให้พ่อแม่ของพี่ได้อุ้มกันเลยดีไหมครับ” ลี่จ้งพูดจบก็คว้าจับมือของเธอ

“พูดอะไรคะ บ้าที่สุดเลย ไม่คุยกับคุณแล้ว” เย่เจียลี่สะบัดตัวด้วยท่าทางเขินอาย ก่อนจะเดินจากไปโดยมีลี่จ้งวิ่งตามไปด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์

ทางด้านหวงเฟยอิน ตอนนี้เธอเดินมานั่งอยู่ที่ริมลำธารตรงโขดหินใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่ รอบข้างเงียบสงบมีแค่เสียงน้ำไหลและเสียงสัตว์ร้องคลอเบาๆ เท่านั้น

“นี่ตกลงว่าฉันตกลงไปในเหวนั่นจริงและตายจริง แค่ไม่ได้ไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ แต่ฉันกลับได้ย้อนเวลากลับมาเมื่อสองปีก่อน ฉันย้อนกลับมาหนึ่งวันก่อนที่จะเข้าพิธีแต่งงาน เป็นหนึ่งวันก่อนที่ตัวเองในชีวิตก่อนจะทำเรื่องโง่เขลาลงไปสินะ”

เฟยอินหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เธอหลงรักลี่จ้งหัวปักหัวปำ

ครั้งหนึ่งตอนเธอสิบขวบ

เธอไปเล่นที่ลำธารในฤดูหนาวที่อากาศเย็นเฉียบ เท้าเล็กๆของเด็กที่เหยียบลงบนโขดหินที่มีน้ำค้างเกาะ มันลื่นมากจนทำให้เธอพลัดตกลงไปในน้ำที่เย็นจัด

เธอร่ำไห้พยายามร้องขอให้คนช่วยแต่เหมือนจะไม่มีคนได้ยิน

ช่วงเวลาที่เธอกำลังจมลงไปในน้ำสร้างความหวาดกลัวให้เธออยู่เสมอ

ในขณะที่เธอดิ้นรนตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดจนลมหายใจเริ่มแผ่ว ดวงตาเริ่มพร่ามัวร่างของเธอค่อยๆจมลงไปในน้ำ

ตุ้ม!!

เสียงน้ำกระจายดึงสติของเธอมาครู่หนึ่ง และก่อนที่เธอจะสลบไป เธอเห็นมือของใครบางคนที่ฉุดดึงร่างเธอขึ้นเหนือน้ำ

พอเธอได้สติกลับมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองกำลังนอนแผ่หราอยู่บนพื้นหญ้าข้างลำธาร พร้อมกับมีเด็กชายคนหนึ่งนั่งจ้องมองมาด้วยสายตาเป็นกังวล ซึ่งเขาก็คือลี่จ้งนั่นเอง

และด้วยเหตุการณ์นี้เอง เธอถึงตามติดลี่จ้งเสมอมา เธอวิ่งตามความรักจากชายผู้ช่วยชีวิตตนเองอย่างโง่งม ยอมแสร้งโง่เป็นหญิงที่โดนทุกคนสาปส่งว่าไร้ค่า ยอมทำร้ายคนที่รักเธอเพื่อผู้ชายที่ไม่เคยเห็นค่าความรักของเธอเลย

และสิ่งที่เธอเจ็บที่สุดคือตอนที่เขาบอกจะแต่งงาน แต่เจ้าสาวคนนั้นไม่ใช่เธอ

ฮึก!

"ฉันจะไม่เสียใจอีก" เฟยอินยกมือเช็ดน้ำตา แววตาสวยเปลี่ยนเป็นแน่วแน่

วันพรุ่งนี้แล้วสินะที่ฉันจะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับจางโม่โฉว และใช่เขาคือน้องชายของจางลี่จ้ง แต่เป็นน้องชายต่างแม่ ถ้าเป็นชีวิตก่อนวันพรุ่งนี้เธอจะทำเรื่องโง่เขลาบางอย่างลงไป

นั่นก็คือการที่เธอแอบออกไปหาลี่จ้งจนโดนเข้าใจผิดว่าต้องการจะทำเรื่องชั่วร้ายอย่างการสลับตัวเจ้าสาว แต่ความจริงแล้วเธอแค่ไม่อยากเข้าห้องหอเพราะกลัวว่าตัวเองจะโดนจางโม่โฉวล่วงเกิน

เพราะความจริงที่เธอได้มาแต่งงานกับจางโม่โฉวส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะลี่จ้งขอร้อง เธอโง่ถึงขนาดยอมแต่งงานเพราะต้องการเอาใจเขา

“ฉันเมื่อก่อนทำไมโง่แบบนี้ สมองโดนปลวกแทะไปหมดแล้วหรอ!” ดูก็รู้ว่าที่ลี่จ้งให้เธอแต่งงานกับจางโม่โฉวเพราะเขาต้องการเยอะเย้ยจางโม่โฉวอย่างชัดเจน

ก็นะเธอที่ทุกคนรู้ว่าชอบลี่จ้งมากแต่กลับมาแต่งงานกับจางโม่โฉว ดูก็รู้ว่ามันเป็นการเหยียดหยามเขาขนาดไหน

2 ฟ้าดินลงโทษ

หลังจากที่เธอโดนทุกคนเข้าใจผิดไปจนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต เรื่องชั่วๆ ที่เธอทำลงไปก็ยังไม่จบแค่นี้ เพราะหลังจากแต่งงานอยู่กินกับจางโม่โฉวแล้ว เธอก็ยังวิ่งตามลี่จ้งอยู่เสมอ

ในขณะที่จางโม่โฉวทำงานแปลงนาหาเงินอย่างยากลำบาก เขาไม่เคยปริปากดุด่าว่าเธอที่ไม่ยอมทำหน้าที่ภรรยาที่สมบูรณ์แบบให้เขาเลยสักครั้ง

เขาเงียบแม้กระทั่งตอนที่รู้ว่าเธอเอาเงินและข้าวของในบ้านไปมอบให้ลี่จ้งผู้เป็นพี่ชาย เขาแค่มองเงียบๆ และก้มหน้าทำงานอย่างซื้อสัตย์ต่อไป

“หวงเฟยอิน แกนี่มันเลวจริงๆ มีผู้ชายดีๆ เป็นสามีแล้วยังโง่งมอยู่อีก” เธอทำลงไปได้ยังไง ยอมโง่ในรักที่ว่างเปล่านั้นแล้วทำร้ายชายที่น่าสงสารขนาดนั้นได้ยังไง

“เอาล่ะ ในเมื่อฉันได้ย้อนเวลากลับมาแล้ว ก็คงเป็นเพราะฟ้าดินอยากจะให้โอกาสฉันได้แก้ตัวสินะ ชีวิตที่สองนี้ฉันหวงเฟยอินจะไม่เดินตามเส้นทางที่มืดมนเหมือนเดิมอีก ชีวิตนี้ฉันจะไม่ทำร้ายนายอีกแล้วโม่โฉว นายให้โอกาสฉันแก้ตัวสักครั้งได้ไหม”

สิ้นเสียงของเธอ ฟ้าดินที่เคยสว่างกลับแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน ลมเริ่มพัดแรงจนต้นไม้ไหวเอน

เธอเห็นท่าไม่ดีดูแล้วฝนน่าจะตกหนักจึงรีบวิ่งกลับบ้านทันที ซึ่งความจริงแล้วเธอไม่ใช่คนหมู่บ้านนี้ เธออยู่หมู่บ้านข้างๆ แม้จะเป็นคนละหมู่บ้านแต่ระยะห่างทั้งสองหมู่บ้านก็ไม่ไกลมากนัก

“ฝนจ๋าอย่าพึ่งตกเลยนะ ขอกลับถึงบ้านก่อน!” หวงเฟยอินวิ่งกลับบ้านไปก็อ้อนวอนฟ้าดินไปด้วย

ฮึ่ม! เปรี้ยง!

ซ่า!….

แต่ดูเหมือนฟ้าดินต้องการจะลงโทษเธอ เพราะฝนห่าใหญ่โถมลงมาทันทีที่เธอพูดจบ และกว่าเฟยอินจะถึงบ้านเธอก็เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำไปเสียแล้ว

พอหวงเฟยอินกลับมาถึงบ้านฝนที่เคยตกหนักก็หยุดทันที ท้องฟ้าที่เคยมืดมนก็พลันกระจ่างแจ้งมีแสงแดดอ่อนๆ รำไร

“นะ นี่! อย่าบอกนะว่าฟ้าดินต้องการลงโทษฉันจริงๆ” หวงเฟยอินหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่กล้ายืนกลางแจ้งอยู่นานเพราะกลัวว่าฟ้าดินจะลงโทษอีก จึงรีบวิ่งเข้าบ้านทันที

แกร็ก!

“อู้! หนาว!”

“เฟยอิน ลูกไปไหนมา แล้วนี่ทำไมวิ่งตากฝนกลับบ้านแบบนี้ล่ะลูก เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแต่งงานของลูกแล้วนะ” เสียงของผู้เป็นแม่อย่างติงลู่ซื่อดังขึ้น ทำเอาหวงเฟยอินน้ำตาคลอ

เธอมองผู้เป็นแม่ที่เดินเข้ามาพร้อมผ้าในมือด้วยแววตาสั่นไหว

“ดูสิเปียกหมดแล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”

“แม่…”

“หึ้ม! เป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าไม่สบายจริงๆ”

“เปล่าค่ะ ฉันสบายดี” หวงเฟยอินพยายามกลั้นเสียงที่สั่นเทาและหยาดน้ำตาที่กำลังไหลริน เธอไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าแม่ตอนนี้

หลังจากเธอนั่งให้ผู้เป็นแม่เช็ดผมให้จนแห้งสนิทแล้วก็เอ่ยปากของกลับห้องพักผ่อนทันที

“ฉันขอกลับห้องก่อนนะคะ” พูดจบก็ลุกเดินเข้าห้องนอนตัวเองไป

ติงลู่ซื่อมองตามหลังลูกสาวด้วยแววตารักใคร่ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมทำอาหารเย็น

ความจริงที่บ้านไม่ได้อยู่กันแค่นี้แต่ยังมีพี่ชายของหวงเฟยอินกับพี่สะใภ้และหลานชายและหลานสาวอยู่อีก

แต่ตอนนี้พวกเขาไม่อยู่บ้านเพราะพากันเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของสำหรับงานแต่งในวันพรุ่งนี้ และของที่จะซื้อก็คือสินเดิมที่จะมอบให้หวงเฟยอินติดตัวไปในวันแต่งงานนั่นเอง

“ฮึก! ฮื้อ!…”

ทันทีที่หวงเฟยอินเข้ามาในห้องเธอก็เดินไปนั่งที่ปลายเตียงและร้องไห้ออกมาทันที หยาดน้ำตาที่กลั้นเอาไว้หลั่งไหลออกมาจนอาบแก้มนวล เธอร้องไห้ไปก็ยกมือปิดปากเพื่อกลบเสียงสะอื้นของตัวเองไปด้วย เพราะกลัวว่าผู้เป็นแม่จะได้ยิน

“แม่ พี่ ฉันขอโทษ”

ในชีวิตที่แล้วเธอทำผิดกับแม่และพี่ชายพี่สะใภ้ไว้มาก เธอเอาเปรียบพวกเขาอย่างไม่คิดสงสาร หลังจากแต่งงานออกไปเธอก็มัวแต่ลุ่มหลงลี่จ้ง คอยวิ่งไล่ตามขอความรักจากเขาและไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้าน

จนวันหนึ่งที่ลี้จ้งมาขอร้องเพื่อหยิบยืมเงิน เธอกลับบากหน้ากลับมายืมเงินแม่และพี่ชาย และพวกเขารักเธอจึงยอมให้เธอยืมเงินเก็บทั้งบ้าน แม้พี่สะใภ้จะโวยวายก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเมื่อแม่ทำงานหนักจนเข้าโรงพยาบาลก็ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา ท่านต้องกลับมานอนรักษาตัวเองอยู่บ้านหลายเดือน

“ฮื้อๆ”

หวงเฟยอินร้องไห้ไปก็ทุบตีตัวเองไปด้วย เธอเมื่อก่อนทำไมถึงเลวได้ขนาดนี้ เธอทำร้ายคนมากมายเพื่อวิ่งตามความรักจากผู้ชายแค่คนเดียวได้ยังไง

สมแล้วที่ฟ้าดินจะลงโทษ ถ้าเทียบกับความผิดที่เธอเคยทำแค่โดนฝนห่าใหญ่ยังน้อยไปด้วยซ้ำสินะ

“ฮึก เอาล่ะ หยุดร้องไห้ ตอนนี้ฉันได้โอกาสกลับมาแก้ไขเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แม่และพี่ชายยังสบายดี และวันพรุ่งนี้งานแต่งจะมาถึงฉันต้องไม่เดินตามเส้นทางเดิมอีก”

จางโม่โฉวสินะ เขาคืออีกคนที่เธอสมควรต้องใส่ใจมากที่สุด ชีวิตที่แล้วเธอทำร้ายเขามามาก เธอยอมเป็นเครื่องมือให้จางลี่จ้งใช้เหยียบย่ำน้องชายอย่างจางโม่โฉว

ที่ลี่จ้งเกลียดโม่โฉวส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าพวกเขาไม่ใช่พี่น้องแม่เดียวกัน เพราะตามจริงแม่ของจางลี่จ้งเป็นเมียใหม่และจางลี่จ้งก็คือลูกติด ส่วนจางโม่โฉวคือลูกชายกับภรรยาเก่าที่เสียชีวิตไปหลายปีก่อน

ถ้าเอาตามจริงที่ทุกคนก็พอจะรู้ๆ กันอยู่ก็คือ จางวั่งซูแต่งงานกับแม่ของจางโม่โฉว แต่ในขณะเดียวกันนั้นเขาก็แอบไปมาหาสู่กับแม่ของจางลี่จ้งอยู่ตลอด

ที่ทุกคนเข้าใจแบบนั้นแม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด ก็เพราะดีเอ็นเอบนใบหน้าของจางลี่จ้งที่เหมือนจางวั่งซูราวกับลอกแบบกันมา และการท้องปริศนาของหวังฟางที่หาตัวพ่อของเด็กไม่ได้จนได้ลือกันไห้แซด อีกอย่างอายุของจางลี่จ้งกับจางโม่โฉวก็ห่างกันไม่กี่เดือน

ถ้าจะให้เธอเดาที่จางวั่งซูแต่งงานกับแม่ของจางโม่โฉวก็คงเป็นเพราะเห็นแก่เงิน ด้วยเดิมทีจางวั่งซูเป็นชายหนุ่มตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวและยากจน ส่วนแม่ของจางโม่โฉวเป็นหญิงสาวที่มีการศึกษาที่โดนทางการส่งตัวมาใช้แรงงานเมื่อเหตุการณ์ความไม่สงบในปีนั้น

เธอสวยแต่ขี้โรคไม่สามารถทำงานในไร่หนักๆ ได้ แต่ด้วยความที่เธอมีเงินติดตัวมาค่อนข้างมากทำให้เธอสามารถซื้อของกินประทังชีวิตได้อย่างสบายๆ

เมื่อหญิงสาวตัวคนเดียวร่างกายอ่อนแอ มีชายหนุ่มแข็งแรงเข้ามาจีบเธอก็คงหวังว่าถ้าแต่งงานไปก็จะมีที่พึ่ง และหลังจากจางวังซูแต่งงานกับเธอ พวกเขาก็มีจางโม่โฉวออกมาในเวลาปีกว่า จากนั้นพอจางโม่โฉวอายุได้สามขวบแม่ของเขาก็เสียชีวิต หมอบอกว่าเป็นผลพวงจากการคลอดลูกและร่างกายที่อ่อนแออยู่เป็นทุนเดิม

หลังจากแม่ของจางโม่โฉวตายไม่ถึงปีจางวั่งซูก็ใช้เหตุผลหาคนดูแลลูกชายเพื่อจะแต่งหวังฟางแม่ของจางลี่จ้งเข้าบ้าน แม้เขาจะอ้างว่าเพราะไม่มีเวลาดูแลลูกจึงอยากหาคนมาช่วยดูแล แต่ความจริงแล้วเขาแค่อยากอยู่กับคนรักตัวจริงอย่างหวังฟางอย่างเปิดเผย และเชิดชูลูกชายอีกคนของตนต่างหาก

แต่ก็นะแม้ทุกคนจะพอเดาได้ก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไรมากมาย อย่างมากก็แค่ซุบซิบต่อๆ กันลับหลังจางวั่งซูกับหวังฟางก็เท่านั้น

“โม่โฉว ชีวิตของคุณน่าสงสารเกินไปแล้ว”

ตามที่เธอคลุกคลีกับเขาเมื่อชีวิตที่แล้ว ทำให้ได้รู้ว่าจางโม่โฉวไม่เป็นที่รักของครอบครัว พ่อของเขาก็เฉยเมยลำเอียงรักแต่ลี่จ้ง ส่วนแม่เลี้ยงอย่างหวังฟางก็แสร้งทำเป็นแสนดี แต่ลับหลังกลับดุด่าและเอาเปรียบโม่โฉวสารพัด

ในขณะที่ลี่จ้งได้เรียนหนังสือ โม่โฉวต้องหยุดเรียนเพื่อออกมาทำงานกลางแดดหาเงินส่งพี่ชายตัวเองเรียน เขาต้องทำงานหนักเพื่อมอบผลประโยชน์ให้คนอื่น โดยที่ตัวเขาเองไม่เคยปริปากบ่นเลยสักคำ เขาทำตัวราวกับเป็นหุ่นไม้ที่ยอมทำตามคำสั่งเจ้านายไม่เคยขัด

และการแต่งงานครั้งนี้หวังฟางแม่ของลี่จ้ง ก็ดูเหมือนจะรู้เห็นเป็นใจด้วย หล่อนคงอยากจะควบคุมโม่โฉวไปตลอดชีวิตสินะ

“ชีวิตต่อจากนี้ของฉันต้องไม่เหมือนเดิมอีก”

3 พิธีแต่งงานที่เรียบง่าย

หวงเฟยอินนั่งเหม่อทบทวนความทรงจำของตัวเองอยู่ในห้องนอนคนเดียวเกือบชั่วโมง ก่อนที่เธอจะล้วงหยิบสร้อยหยกที่ตัวเองพึ่งกระชากคืนจากลี่จ้งมาดู

“สร้อยเส้นนี้ดูเหมือนจะมีอะไรพิเศษเลย” ความรู้สึกครั้งแรกที่เห็นลี่จ้งสวมสร้อยเส้นนี้เธอก็รู้สึกแปลกๆ ทันที เธอรู้สึกเหมือนมันกำลังเรียกหาเธออยู่ จนเธอต้องรีบเอาคืนมา ความรู้สึกถึงสงบลง

“มันพิเศษหรือฉันแค่รู้สึกไปเอง” ตัวจี้เป็นหยกอะไรก็ไม่รู้ชื่อ แต่รูปทรงของมันกลมสวย สีขาวบริสุทธิ์ราวกับไข่มุก

สายสร้อยขาดไปแล้วหวงเฟยอินจึงใช้ด้ายสีขาวแทนไปก่อน เธอคงต้องหาเวลาเข้าเมืองอำเภอสักหน่อยเวลานั้นค่อยไปซื้อสายสร้อยดีๆ มาเปลี่ยน

หลังจากเธอสวมสร้อยลงบนลำคอของตัวเองเสร็จก็พลันได้ยินเสียงพูดคุยดังมาจากข้างนอก

น่าจะเป็นครอบครัวพี่ชายพี่สะใภ้และหลานๆ ที่พึ่งกลับมาจากในเมือง

เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดวงตาที่ยังคงแดงก่ำอยู่เล็กๆ เริ่มมีน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง

“เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคนยังสบายดี ฉันจะไม่มีวันทำผิดอีกแล้ว” หวงเฟยอินสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดและปาดน้ำตา เธอลุกเดินเปิดประตูออกไปทันที

แกร็ก!

“เฟยอิน ลูกมานี่สิ มาดูว่ายังมีอะไรที่ลูกต้องการอีกหรือเปล่า” ติงลู่ซื่อเอ่ยบอกลูกสาวทันทีที่เห็นเธอเดินออกมา

ข้าวของมากมายที่วางกองอยู่บนพื้นบ้านต่างก็เป็นสิ่งที่เฟยอินเอ่ยปากบอกว่าต้องการทั้งนั้น และด้วยความรักของทุกคน ทั้งพี่ชายและแม่ของเฟยอินต่างก็ยอมควักเงินเก็บของครอบครัว เพื่อหาซื้อมาให้จนได้

“แม่ พี่ พี่สะใภ้”

ทุกคนมีสีหน้าแปลกใจที่เห็นสายตาที่ดูเปลี่ยนไปของเฟยอิน

“มีอะไรหรือเปล่าลูก หรือว่าไม่สบายจริงๆ” ติงลู่ซื่อเดินเข้าไปลูบแก้มลูกสาวด้วยความเป็นห่วง

“น้องไม่สบายหรอ ไปหาหมอไหม” หวงเฟยเทียนผู้เป็นพี่เองก็เป็นห่วงน้องสาวมากเช่นกัน

ส่วนพี่สะใภ้อย่างจงฮุ่ยหลิงนั้นยืนมองเงียบๆ ข้างกายมีเด็กชายหญิงอายุสามกับสี่ขวบยืนจับมือกันมองเฟยอินตาปริบๆ

หวงเฟยอินกวาดสายตามองทุกคนก่อนจะหยุดอยู่ที่หลานตัวน้อยทั้งสอง เธอไม่ค่อยสนิทหรือพูดคุยกับเด็กๆ มากนัก เพราะงั้นเด็กน้อยทั้งสองคนจึงค่อนข้างเงียบเมื่อมีเธออยู่ใกล้ๆ

“ฉันสบายดีค่ะ ฉันแค่จะบอกว่าของพวกนี้ฉันจะเอาไปแค่ผ้านวมก็พอ ที่เหลือแม่กับพี่เก็บเอาไว้ใช้เถอะนะคะ”

“ได้ยังไงล่ะลูก”

“ใช่ ของพวกนี้น้องเอาติดตัวไปด้วยเป็นสินเดิม ทางบ้านตระกูลจางจะได้ให้เกียรติน้อง”

หวงเฟยอินต่อรองกับแม่และพี่ชายอยู่นานสองนาน สุดท้ายเธอก็ชนะแต่พอเธอไม่เอาของบางอย่างแม่ของเธอกลับบอกจะเอาเงินมาให้เธอแทน ซึ่งครั้งนี้เธอเถียงไม่ชนะต้องยอมรับเงินมาจนได้

หลังจากคุยตกลงกันได้แล้วเราก็กินข้าวเย็นแล้วแยกย้ายกันเข้านอน วันพรุ่งนี้จะเป็นวันแต่งงานทุกคนต้องตื่นเช้า

เช้าตรู่วันต่อมา

เสียงไก่ขันปลุกคนทั้งบ้านให้ตื่นจากความหลับใหล หวงเฟยอินเองก็ต้องรีบตื่น เพราะวันนี้เธอต้องรีบแต่งหน้าแต่งตัวรอเจ้าบ่าวมารับแต่เช้า

“เช้าเกินไปหรือเปล่าคะ” หวงเฟยอินที่พึ่งอาบน้ำเสร็จเดินมานั่งลงที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งของตนเอ่ยขึ้น โดยมีพี่สะใภ้อย่างจงฮุ่ยหลิงมาช่วยแต่งหน้าแต่งตัวให้

“ไม่เช้าหรอก นี่สายเกินไปด้วยซ้ำ”

หวงเฟยอินไม่พูดอะไรต่อ เพราะเอาจริงเธอก็ยังกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง จึงได้แต่นั่งให้พี่สะใภ้ทำผมและจับแต่งตัวอย่างว่าง่าย

แม้จะเรียกว่าการแต่งตัวแต่ความจริงก็แค่ทำผมง่ายๆ และแต่งหน้าโดยการทาแป้งและลิปสติกสีแดงสด ส่วนชุดเจ้าสาวก็เป็นชุดกระโปรงสีแดงที่แม่ของเธอซื้อผ้ามาตัดให้เท่านั้น

“เสร็จแล้ว” จงฮุ่ยหลิงมองใบหน้าของน้องสาวสามีแล้วรู้สึกอิจฉาเล็กๆ เพราะเฟยอินผิวดีมาก ใบหน้าของเธอนุ่มนิ่มและขาวใสแทบจะไม่มีริ้วรอยอะไรเลย ซึ่งต่างกับตัวเธอเองอย่างมาก เพราะตั้งแต่เธอมีลูกคนที่สองใบหน้าก็เริ่มมีฝ้ากระขึ้นเต็มไปหมด

แกร็ก!

“เสร็จหรือยังลูก เจ้าบ้านมารับแล้วนะ” ติงลู่ซื่อเปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทางกระวนกระวาย

“มาแล้วหรอคะ ทำไมมาเร็วนักล่ะ” เมื่อเธอได้ยินแบบนั้นจากที่ไม่ตื่นเต้นก็กลายเป็นตื่นเต้นขึ้นมาทันที

“มาเร็ว!”

เฟยอินโดนผู้เป็นแม่ลากออกไปข้างนอก

ทันทีที่เธอเดินออกมาก็เห็นพี่ชายกับหลานสองคนยืนรอยอยู่ด้วยท่าทางยิ้มแย้ม

หวงเฟยอินที่พึ่งออกมายังไม่ทันได้ตั้งตัว เจ้าบ่าวของเธอก็เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับขบวนขันหมากเล็กๆ เสียแล้ว และในขบวนขันหมากนี้ก็ไม่มีพ่อแม่เจ้าบ่าวมาเลยสักคน

“ผมมารับตัวเจ้าสาวครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ชวนฟัง พร้อมร่างของชายหนุ่มในชุดสีแดงตัวสูงเกือบร้อยเก้าสิบยืนอยู่หน้าประตูห้องโถงของบ้าน ใบหน้าของเขาดูเรียบเฉย แต่มุมปากหยักกลับแอบยกขึ้นเล็กน้อย

“จางโม่โฉว!” หวงเฟยอินยืนมองหน้าว่าที่สามีด้วยท่าทางเหม่อลอย เธอมองจ้องเขาตาไม่กะพริบ

‘ทำไมชีวิตก่อนเธอถึงมองข้ามชายหนุ่มที่หล่อเหลาขนาดนี้ไปได้นะ’

จางโม่โฉวทั้งสูง แขนขาของเขาดูแข็งแรง ผิวสีขาวติดเหลืองที่ดูสุขภาพดี คิ้วคมเข้มสีดำราวกับใบมีด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่อยู่ภายใต้ขนตาที่ยาวราวกับผู้หญิงทำให้ใบหน้าของเราดูน่าหลงใหล

‘หล่อจริงๆ’

“เฟยอิน! เฟยอินลูก!”

“คะ แม่!” เฟยอินที่โดนผู้เป็นแม่สะกิดพลันรู้สึกตัว เมื่อเธอเห็นว่าทุกคนมองมาด้วยสายตาล้อเลียนก็ต้องรีบก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย

ติงลู่ซื่อแอบยิ้มเมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูกสาว เธอมีความสุขมากเพราะได้รู้ว่าอย่างน้อยลูกสาวของเธอก็น่าจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับจางโม่โฉวจริงๆ

ติงลู่ซื่อรู้ว่าลูกสาวตัวเองเคยวิ่งตามจางลี่จ้งราวกับคนบ้า และวันหนึ่งพอจางลี่จ้งคนนั้นจะแต่งงานซึ่งเจ้าสาวไม่ใช่ลูกสาวเธอ ไม่นานต่อมาลูกสาวของเธอก็บอกว่าจะแต่งงานกับจางโม่โฉว

ครั้งแรกเธอคิดไปต่างๆ นานา เพราะกลัวว่าลูกสาวตนจะยอมแต่งงานกับจางโม่โฉวเพื่อประชดลี่จ้งคนนั้นหรือเปล่า

“โม่โฉวแม่ฝากดูแลลูกแม่ด้วยนะ”

“ครับ” จางโม่โฉวตอบรับและมองไปยังเฟยอินก่อนจะยกยิ้มบางส่งให้เธอ

ซึ่งพอเฟยอินได้รับรอยยิ้มนั้นเธอก็แทบจะหลอมละลาย ความหล่อทำเอาเธอไปไม่เป็น แก้มนวลขึ้นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด

พิธีส่งตัวเจ้าสาวดำเนินไป เฟยอินเดินทางไปบ้านตระกูลจางพร้อมครอบครัว

พอมาถึงเธอก็เห็นว่าบ่าวสาวอีกคู่หนึ่งมารออยู่ก่อนแล้ว

หวงเฟยอินมองไปยังลี่จ้งกับเย่เจียลี่ครู่หนึ่ง เธอเห็นว่าพวกเขาเองก็กำลังมองมาที่เธอกับโม่โฉวเช่นกัน

“ฉันขอจับมือคุณได้ไหมคะ” เฟยอินเอียงใบหน้ากระซิบถามโม่โฉวเสียงเบา เธออยากจับมือเพื่อจะได้แสดงให้ลี่จ้งได้เห็นว่าเธอไม่สนใจเขาแล้วจริงๆ

“……” จางโม่โฉวก้มมองใบหน้าของว่าที่เจ้าสาวของตน เขาไม่ตอบอะไรแต่เลือกที่จะคว้ามือนุ่มมากุมไว้ทันที

เฟยอินเห็นแบบนั้นก็พลันยิ้มกว้างและเชิดหน้ากระชับมือที่จับกับโม่โฉวอยู่ให้แน่นขึ้น เธอละสายตาจากลี่จ้งและทำเป็นไม่สนใจเขาอีกเลย

งานแต่งดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และด้วยความที่หมู่บ้านเราเป็นหมู่บ้านเล็กๆ พิธีแต่งงานก็เลยเรียบง่ายแค่มีการจัดงานเลี้ยงเชิญแขกห้าโต๊ะมาร่วมกินเลี้ยง แล้วก็ส่งตัวบ่าวสาวเท่านั้น

ส่วนสินสอดก็เป็นไปตามคาด ความลำเอียงที่เห็นชัดเจนทำเอาชาวบ้านที่มาร่วมงานคันปากยุบยิบอยากจะเม้าท์มอยกันจะแย่ แต่ด้วยเกรงใจทุกคนจึงเลือกที่จะเงียบเอาไว้ก่อน แต่เชื่อเลยว่าวันพรุ่งนี้ต้องมีคนพูดไปทั่วแน่

ก็นะสินสอดของเธอแค่ร้อยหยวนกับกาน้ำร้อนอีกหนึ่งอัน ส่วนสินสอดของอีกคู่หนึ่งเป็นเงินสี่ร้อยหยวนกับชุดผ้านวมและตู้เสื้อผ้าอีกหนึ่งตู้ ความลำเอียงนี้มันก็ชักจะเกินไปหน่อยจริงๆ

แต่เอาเถอะถึงเธอจะโวยวายยังไงก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น ยังไงแม่สามีขี้เหนียวคนนั้นก็คงไม่มีทางให้อะไรเพิ่มแน่

ในเมื่อตอนนี้พวกเขาขี้เหนียวกับเธอขนาดนี้ ในอนาคตเธอก็จะได้มีข้ออ้างในการเป็นลูกสะใภ้ที่ตระหนี่บ้างเหมือนกัน รอเวลาเธอแยกบ้านก่อนเถอะ

หลังงานเลี้ยงฉลองจบลงครอบครัวของเฟยอินและเหล่าแขกก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

ภายในห้องนอนฝั่งซ้ายของตัวบ้านที่ถือว่าเป็นห้องหอของเฟยอินกับโม่โฉว มีเตียงขนาดห้าฟุตที่ทำจากไม้ มีตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้งด้วย

เธอจำได้ทันทีว่าตู้เสื้อผ้ากับโต๊ะเครื่องแป้งพวกนี้เป็นสามีของเธอ จางโม่โฉวเป็นคนหาไม้มาทำเองคนเดียว เขาเป็นคนเงียบขรึมที่ค่อนข้างใส่ใจภรรยามาก และฝีมือในงานไม้ของเขาก็ค่อนข้างดีทีเดียว

“เอ่อ เรามาคุยทำความรู้จักกันหน่อยดีไหมคะ” เอาจริงเธอกับเขาแทบจะไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำ และที่ได้มาแต่งงานกันครั้งนี้ก็เพราะผู้ใหญ่คุยตกลงกันเอาเองหมด

“ครับ”

ในขณะที่เธอนั่งบนเก้าอี้แต่จางโม่โฉวกลับนั่งทับขาตัวเองอยู่มุมหนึ่งของห้อง เขาดูรักษาระยะห่างจากเธอชัดเจน

“มานั่งด้วยกันสิคะ เก้าอี้ที่คุณทำมันกว้างจะตาย” เฟยอินขยับเว้นที่ว่างส่วนหนึ่งของเก้าอี้ไม้ตัวยาว และตบเบาๆ เรียกให้ชายหนุ่มมานั่งด้วยกัน

จางโม่โฉวมองเหมือนใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบรับว่า “ครับ” และยอมเดินมานั่งลงแต่โดยดี ซึ่งพอเขามานั่งแล้วความแตกต่างของขนาดตัวและความสูงก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

เวลานี้เฟยอินเหมือนเด็กตัวน้อยๆ เลยเพราะโม่โฉวค่อนข้างตัวสูงใหญ่มาก

‘ชีวิตที่แล้วเธอโดนทำเสน่ห์ใส่หรือไงนะ ทำไมถึงมองข้ามโม่โฉวไปวิ่งตามลี่จ้งที่หน้าราวกับปลาช่อนขาดสารอาหารแบบนั้นได้ เธอมีสามีที่ดูดีขนาดนี้อยู่ใกล้ตัวแต่กลับมองข้ามไปได้ยังไง’

*********

อ่านจบแล้วอย่าลืมช่วยกด❤️ กดคอมเมนต์ ให้กำลังใจไรท์ด้วยนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...