“งบกลาโหมเอเชียตะวันออก” พุ่ง 7.8% แตะ 4.33 แสนล้านดอลล์ในปี 67 ขยายตัวมากสุดในรอบ 15 ปี
"งบกลาโหมเอเชียตะวันออก" พุ่ง 7.8% แตะ 4.33 แสนล้านดอลล์ในปี 67 ขยายตัวมากสุดในรอบ 15 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น
วันที่ 28 เมษายน 2568 เวลา 06.34 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า การใช้จ่ายด้านการทหารในเอเชียตะวันออกพุ่งขึ้น 7.8% ในปี 2024 แตะระดับ 4.33 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคยังคงเสริมสร้างขีดความสามารถในการทำสงคราม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง
การเพิ่มขึ้นประจำปีนี้ถือเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ตามข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) โดยเอเชียตะวันออกมีสัดส่วนถึง 69% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด 6.29 แสนล้านดอลลาร์ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียรวมกัน
*จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายทางทหารมากเป็นอันดับสองของโลก รองจาก สหรัฐ ใช้เงินประมาณ 3.14 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 7.0% จากปี 2566 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดแบบปีต่อปีนับตั้งแต่ปี 2558 และเป็นปีที่ 30 ติดต่อกันที่จีนเพิ่มงบกลาโหม*
รายงานระบุว่า การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายทางทหารของจีน ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยครบทุกมิติภายในปี 2578 โดยในปี 2567 จีนได้จัดตั้งกองกำลังใหม่ที่แยกต่างหากในด้านอวกาศและไซเบอร์สเปซ และเร่งเสริมแสนยานุภาพนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว
โดยอำนาจที่เพิ่มขึ้นของจีนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ประเทศใกล้เคียงเร่งสะสมอาวุธเช่นกัน เช่นญี่ปุ่น ใช้งบประมาณกลาโหม 5.53 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 21% จากปี 2566 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1952 และทำให้อัตราส่วนงบกลาโหมต่อ GDP ขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1958 ที่ 1.4% ของ GDP
SIPRI ระบุว่า การเพิ่มงบของญี่ปุ่นสอดคล้องกับแผนการเสริมสร้างกองทัพ ปี 2565–2570 ที่เน้นขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกลและระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดยไต้หวัน และเกาหลีใต้ มีการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเล็กน้อย ไต้หวันเพิ่ม 1.8% และเกาหลีใต้เพิ่ม 1.4% โดยทั้งสองประเทศยังคงจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงเพื่อเตรียมรับภัยคุกคามจากจีนและเกาหลีเหนือ
ซึ่งการกลับมาดำรงตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนใหม่เกี่ยวกับพันธกรณีด้านความมั่นคงของสหรัฐต่อพันธมิตรในเอเชีย โดยเฉพาะหลังจากทรัมป์ระงับการช่วยเหลือทางทหารทั้งหมดต่อยูเครนอย่างกะทันหัน เรื่องนี้ได้จุดประกายการถกเถียงในกรุงโซลเกี่ยวกับความจำเป็นที่เกาหลีใต้อาจต้องพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองเพื่อการป้องกันประเทศ
ทั้งนี้ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้งบกลาโหมรวม 5.49 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 7.5% จากปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2558 สิงคโปร์ เพิ่มงบกลาโหม 3% ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้นถึง 19% หลังจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมว่าจะยกระดับกองทัพของประเทศให้เป็นกองกำลังระดับโลก
ขณะที่เมียนมา ซึ่งมีสงครามกลางเมืองมาตั้งแต่ปี 2564 มีการใช้งบกลาโหมพุ่งขึ้น 66% แตะ 5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และมีภาระทางทหารสูงที่สุดในเอเชียและโอเชียเนีย คิดเป็น 6.8% ของ GDP
อนึ่งในภาพรวม ทั่วโลกมีการใช้จ่ายทางทหารเพิ่มขึ้น 9.4% แตะ 2.72 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1988
แรงผลักดันหลักมาจากการใช้จ่ายที่พุ่งสูงในยุโรปและตะวันออกกลาง ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามในกาซาที่ยังคงดำเนินอยู่
รัสเซีย ใช้งบกลาโหมเพิ่มขึ้น 38% จากปีก่อนหน้า เป็นประมาณ 1.49 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2567 ครองตำแหน่งประเทศที่ใช้งบกลาโหมสูงสุดอันดับ 3 ของโลก ยูเครน อยู่ในอันดับ 8 ด้วยงบประมาณ 6.47 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 34% ของ GDP ซึ่งถือเป็นภาระทางทหารต่อ GDP สูงที่สุดในโลก
อ้างอิง : asia.nikkei.com