โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“งบกลาโหมเอเชียตะวันออก” พุ่ง 7.8% แตะ 4.33 แสนล้านดอลล์ในปี 67 ขยายตัวมากสุดในรอบ 15 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 เม.ย. 2568 เวลา 11.46 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 04.46 น.

"งบกลาโหมเอเชียตะวันออก" พุ่ง 7.8% แตะ 4.33 แสนล้านดอลล์ในปี 67 ขยายตัวมากสุดในรอบ 15 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

วันที่ 28 เมษายน 2568 เวลา 06.34 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า การใช้จ่ายด้านการทหารในเอเชียตะวันออกพุ่งขึ้น 7.8% ในปี 2024 แตะระดับ 4.33 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคยังคงเสริมสร้างขีดความสามารถในการทำสงคราม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง

การเพิ่มขึ้นประจำปีนี้ถือเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ตามข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) โดยเอเชียตะวันออกมีสัดส่วนถึง 69% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด 6.29 แสนล้านดอลลาร์ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียรวมกัน

*จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายทางทหารมากเป็นอันดับสองของโลก รองจาก สหรัฐ ใช้เงินประมาณ 3.14 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 7.0% จากปี 2566 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดแบบปีต่อปีนับตั้งแต่ปี 2558 และเป็นปีที่ 30 ติดต่อกันที่จีนเพิ่มงบกลาโหม*

รายงานระบุว่า การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายทางทหารของจีน ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยครบทุกมิติภายในปี 2578 โดยในปี 2567 จีนได้จัดตั้งกองกำลังใหม่ที่แยกต่างหากในด้านอวกาศและไซเบอร์สเปซ และเร่งเสริมแสนยานุภาพนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว

โดยอำนาจที่เพิ่มขึ้นของจีนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ประเทศใกล้เคียงเร่งสะสมอาวุธเช่นกัน เช่นญี่ปุ่น ใช้งบประมาณกลาโหม 5.53 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 21% จากปี 2566 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1952 และทำให้อัตราส่วนงบกลาโหมต่อ GDP ขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1958 ที่ 1.4% ของ GDP

SIPRI ระบุว่า การเพิ่มงบของญี่ปุ่นสอดคล้องกับแผนการเสริมสร้างกองทัพ ปี 2565–2570 ที่เน้นขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกลและระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดยไต้หวัน และเกาหลีใต้ มีการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเล็กน้อย ไต้หวันเพิ่ม 1.8% และเกาหลีใต้เพิ่ม 1.4% โดยทั้งสองประเทศยังคงจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงเพื่อเตรียมรับภัยคุกคามจากจีนและเกาหลีเหนือ

ซึ่งการกลับมาดำรงตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนใหม่เกี่ยวกับพันธกรณีด้านความมั่นคงของสหรัฐต่อพันธมิตรในเอเชีย โดยเฉพาะหลังจากทรัมป์ระงับการช่วยเหลือทางทหารทั้งหมดต่อยูเครนอย่างกะทันหัน เรื่องนี้ได้จุดประกายการถกเถียงในกรุงโซลเกี่ยวกับความจำเป็นที่เกาหลีใต้อาจต้องพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองเพื่อการป้องกันประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้งบกลาโหมรวม 5.49 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 7.5% จากปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2558 สิงคโปร์ เพิ่มงบกลาโหม 3% ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้นถึง 19% หลังจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมว่าจะยกระดับกองทัพของประเทศให้เป็นกองกำลังระดับโลก

ขณะที่เมียนมา ซึ่งมีสงครามกลางเมืองมาตั้งแต่ปี 2564 มีการใช้งบกลาโหมพุ่งขึ้น 66% แตะ 5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และมีภาระทางทหารสูงที่สุดในเอเชียและโอเชียเนีย คิดเป็น 6.8% ของ GDP

อนึ่งในภาพรวม ทั่วโลกมีการใช้จ่ายทางทหารเพิ่มขึ้น 9.4% แตะ 2.72 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1988

แรงผลักดันหลักมาจากการใช้จ่ายที่พุ่งสูงในยุโรปและตะวันออกกลาง ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามในกาซาที่ยังคงดำเนินอยู่

รัสเซีย ใช้งบกลาโหมเพิ่มขึ้น 38% จากปีก่อนหน้า เป็นประมาณ 1.49 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2567 ครองตำแหน่งประเทศที่ใช้งบกลาโหมสูงสุดอันดับ 3 ของโลก ยูเครน อยู่ในอันดับ 8 ด้วยงบประมาณ 6.47 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 34% ของ GDP ซึ่งถือเป็นภาระทางทหารต่อ GDP สูงที่สุดในโลก

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...