โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอน-รื้อ-ซ่อม : ย้อนร้อยวันแรก นโยบายการค้า Trump 1.0

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 ก.พ. 2568 เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2568 เวลา 04.04 น.

SCB EIC เจาะลึกมาตรการถอน-รื้อ-ซ่อม ย้อนร้อยวันแรก "นโยบายการค้า Trump 1.0" สู่ร้อยวันแรก Trump 2.0

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยบทวิเคราะห์ย้อนรอยวันแรกนโยบายการค้า Trump 1.0 "ถอน-รื้อ-ซ่อม"

โดยระบุว่าโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 ของสหรัฐ พร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะสานต่อนโยบายที่เขาวางรากฐานไว้เมื่อ 8 ปีก่อน โดยเฉพาะด้านการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยืนที่ชัดเจนที่สุดของเขา

บทความนี้จะพาย้อนเวลากลับไป 100 วันแรกของทรัมป์ 1.0 (2017 – 2020) เพื่อให้เข้าใจว่าทรัมป์ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ไปอย่างไร และนโยบายเหล่านั้นอาจส่งผลอย่างไรต่อวาระที่สอง

วันที่ 20 มกราคม 2017 โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวเป็นครั้งแรก ท่ามกลางความสับสนและความกังวลของประชาคมโลก ในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาล ทรัมป์ได้พยายามลงมือเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าอย่างฉับพลัน

โดยในบทความนี้จะมอง 100 วันแรกของทรัมป์ 1.0 ผ่าน 3 นโยบาย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการ“ถอน-รื้อ-ซ่อม” แนวทางการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีมาแต่เดิม นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการค้าโลกในช่วงเวลานั้น แต่ยังมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน

“ถอน” ตัวจาก TPP : สัญญาณแรกของนโยบาย America First

เพียง 4 วันหลังเข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์ลงนามคำสั่งของฝ่ายบริหาร (Executive order) เพื่อถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership : TPP) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าระหว่าง 12 ประเทศที่ครอบคลุมทั้งสหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ โดยขณะนั้นไทยยังไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว

การตัดสินใจนี้เป็นไปตามคำสัญญาที่ทรัมป์ให้ไว้ระหว่างการหาเสียง โดยทรัมป์ได้เคยประกาศหลายครั้งว่า TPP เป็นข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกอื่น ๆ มากกว่าสหรัฐฯ และเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ต่างจากรัฐบาลก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง โดยรัฐบาลโอบามามองว่า TPP จะช่วยให้สหรัฐฯ ใกล้ชิดกับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น และทำให้สหรัฐฯ มีพันธมิตรที่ช่วยให้แข่งขันกับจีนได้ดีขึ้น

การถอนตัวของสหรัฐฯ จาก TPP เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทรัมป์ไม่สนับสนุนข้อตกลงการค้าพหุภาคี โดยเฉพาะข้อตกลงที่สหรัฐฯ อาจไม่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน และเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ในสมัยที่สองนี้ ทรัมป์อาจพิจารณาถอนตัวจากข้อตกลงที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น IPEF (Indo-Pacific Economic Framework) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลไบเดนผลักดันเพื่อพยายามแทนที่ TPP ที่ยกเลิกไป โดยไทยได้เข้าร่วม IPEF ไปแล้ว

“รื้อ” NAFTA : จากการขู่ยกเลิก สู่ข้อตกลงใหม่ USMCA

การถอนตัวจาก TPP อย่างเร่งด่วนเป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่าทรัมป์จริงจังกับเรื่องนโยบายการค้าที่ได้ให้สัญญาไว้ แต่ข้อตกลงทางการค้าที่เป็นที่เพ่งเล็งของทรัมป์มากที่สุดกลับไม่ใช่ TPP หากแต่เป็นข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement : NAFTA) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เปิดเสรีการค้าระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ที่ทำขึ้นตั้งแต่ปี 1994 โดยทรัมป์มองว่า NAFTA เป็นต้นเหตุของการย้ายฐานการผลิตออกจากสหรัฐฯ ไปยังเม็กซิโก ทำให้แรงงานอเมริกันตกงาน

ในช่วง 100 วันแรก ทรัมป์ขู่ว่าจะถอนสหรัฐฯ ออกจาก NAFTA อยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายในเดือนเมษายน 2017 ทรัมป์ตัดสินใจไม่ถอนสหรัฐฯ ออกจาก NAFTA แต่ขอเจรจาข้อตกลงทางการค้านี้ใหม่เพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของภาคการผลิต และปรับปรุงมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม

การเจรจาใหม่นี้นำไปสู่การจัดทำ ข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2020 โดยข้อตกลงนี้เพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น เช่น การกำหนดให้รถยนต์ที่ผลิตในอเมริกาเหนือใช้ชิ้นส่วนนำเข้าจากนอกทวีปให้น้อยลง หรือการบังคับให้เม็กซิโกเพิ่มค่าจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อให้เม็กซิโกมีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตลดลง

แม้ว่า USMCA จะทำให้ทรัมป์ 1.0 ประกาศว่าตนสามารถ “รื้อ” NAFTA ได้สำเร็จ แต่การขาดดุลการค้ากับแคนาดาและเม็กซิโกก็ยังดำเนินต่อไป ทรัมป์ 2.0 จึงยังไม่ลดละความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการขาดดุลนี้ โดยทรัมป์ได้ขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั้งสองประเทศเพื่อให้เกิดการเจรจาการค้ารอบใหม่

“ซ่อม” การค้าที่ (ทรัมป์มองว่า) ไม่เป็นธรรม : การปูทางสู่สงครามการค้า

เมื่อ “ถอน-รื้อ” ข้อตกลงทางการค้าเก่าที่สหรัฐฯ ได้ทำไว้แล้ว ลำดับถัดไปคือการซ่อมแซมระบบการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ทรัมป์มองว่าประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีน เอาเปรียบสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน

โดยหนึ่งวิธีการ “ซ่อม” ที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่าเป็นวิธีการที่สวยงามที่สุด คือการขึ้นภาษีนำเข้า

อย่างไรก็ดี การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าตามกฎกติกาสากลนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ทันที หากไม่มีหลักฐานว่าคู่ค้าอีกฝ่ายค้าขายไม่เป็นธรรม ดังนั้น ใน 100 วันแรกของทรัมป์จึงมุ่งเน้นไปที่การสอบสวนหาหลักฐานเพื่อเป็นพื้นฐานของการขึ้นภาษีนำเข้าต่อไป

โดยการสอบสวนของรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงเวลานั้น จะให้ความสำคัญกับ (1) การค้ากับจีนในภาพรวม โดยสอบสวนเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของจีน และ (2) การค้าสินค้าที่สหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นการสอบสวนที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นไปที่การนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากจีน หากแต่ยังขยายผลไปยังการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากประเทศอื่น ๆ อีกด้วย

การสอบสวนเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม และการทำสงครามทางการค้ากับจีนที่เริ่มต้นในปี 2018 จึงอาจกล่าวได้ว่า การสอบสวนทางการค้าในช่วง 100 วันแรก เป็นการติดอาวุธเพื่อเตรียมพร้อมทำสงครามทางการค้า

การวางรากฐานนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทรัมป์สามารถดำเนินมาตรการกีดกันการค้าได้รวดเร็วขึ้นในวาระที่สอง โดยการขึ้นภาษีนำเข้าในระยะข้างหน้าบางส่วน สามารถใช้ผลของการสอบสวนในอดีตเป็นเหตุผลสนับสนุนได้

ร้อยวันแรก Trump 1.0 สู่ร้อยวันแรก Trump 2.0

100 วันแรกของทรัมป์ 1.0 เป็นช่วงเวลาของ“การปูพื้นฐาน” มากกว่าการทำมาตรการที่เห็นผลในทันที เนื่องจาก แนวทางนโยบายการค้าเหล่านี้เป็นแนวทางใหม่สำหรับสหรัฐฯ แต่พื้นฐานที่วางไว้ผ่านการ “ถอน-รื้อ-ซ่อม” ล้วนมีผลต่อเนื่อง และกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้นโยบายการค้าของทรัมป์ดำเนินไปอย่างแข็งกร้าวมากขึ้นในปีต่อ ๆ มาในสมัยทรัมป์ 1.0 และบางส่วนยังต่อเนื่องไปสมัยรัฐบาลไบเดน

ในสมัยทรัมป์ 2.0 นี้ รัฐบาลทรัมป์มีอำนาจทางการเมืองเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยทรัมป์มีประสบการณ์ทางการเมืองที่ช่ำชองขึ้น มีแนวร่วมทั้งทางภาคการเมืองและภาคธุรกิจ ตั้งแต่นายธนาคารใน Wall Street ไปจนถึง “Tech Bro” ใน Silicon Valley

ดังนั้น ทั้งการปูพื้นฐานเชิงนโยบายมาตั้งแต่สมัยทรัมป์ 1.0 ประสบการณ์ทางการเมืองของทรัมป์ที่เพิ่มขึ้นมาก และเครือข่ายที่กว้างขวางของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะช่วยให้ทรัมป์สามารถดำเนินนโยบายการค้ารอบใหม่ได้รวดเร็วขึ้น

สุดท้ายนี้ ต้องไม่ลืมว่าอาวุธสำคัญที่สุดของทรัมป์ ไม่ใช่การ “ทำ” นโยบายให้สุดโต่ง แต่เป็นการ“พูด” ถึงแนวนโยบายเหล่านั้นเพื่อให้โลกเกิดความสับสนปั่นป่วน จนที่ผ่านมาเป็นเหตุให้ผู้นำโลกหลายต่อหลายคนต้องรีบบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาพูดคุยเจรจากับทรัมป์ด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ บริบทการค้าโลกวันนี้ก็แตกต่างจาก 8 ปีที่แล้ว จีนและสหรัฐฯ พึ่งพากันน้อยลงระดับหนึ่งแล้ว และพันธมิตรของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวได้มากขึ้น ทำให้นโยบายการค้าของทรัมป์อาจไม่ให้ผลลัพธ์เหมือนเดิม

ดังนั้น คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่ว่า ทรัมป์สามารถทำอะไรกับประเทศใดได้บ้าง แต่คือ ทรัมป์จะเลือกทำอะไรเพื่อให้สหรัฐฯ เข้าสู่ “ยุคทอง” ดังที่ได้หาเสียงไว้ ซึ่งเราน่าจะได้เห็นทิศทางชัดเจนขึ้นใน 100 วันแรกของทรัมป์ 2.0 เช่นกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...