โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

อาการปวดท้อง กับโรคกระเพาะอาหาร | โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Bumrungrad International

อัพเดต 07 ก.พ. 2568 เวลา 06.42 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2557 เวลา 04.38 น.

รู้ลึกเรื่องกระเพาะ

อาการปวดท้อง กับโรคกระเพาะอาหาร
โรคที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารดูจะเป็นโรคที่คุ้นเคยกันดีสำหรับคนทั่วไป เมื่อมีอาการปวดท้องหลายคนจึงคิดถึงโรคกระเพาะก่อนเป็นสาเหตุแรก
จริงหรือไม่ที่โรคกระเพาะอาหารทำงานผิดปกติต้องมาพร้อมกับอาการ ปวดท้อง อาการปวดท้องบอกอะไรกับเราบ้าง และปวดท้องแบบไหนที่คุณไม่อาจนิ่งนอนใจ

  • อาการปวดท้อง
  • การวินิจฉัยอาการปวดท้อง
  • การรักษาอาการปวดท้อง

ปวดท้องบอกอะไร

เราทุกคนต่างก็ต้องเคยผ่านประสบการณ์ปวดหรือแน่นบริเวณช่องท้องกันมาแล้ว ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อาจเป็นการปวดแน่น ปวดเกร็ง ปวดบีบ หรือปวดเบา ๆ อาการปวดท้องเหล่านี้ ส่งสัญญาณที่บอกถึงปัญหาสุขภาพได้หลายประการ ซึ่ง นพ. สิริวัฒน์ อนันตพันธุ์พงศ์ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ อธิบายว่าโดยทั่วไปแล้วอาการปวดท้องสามารถแบ่งตามบริเวณที่ปวดได้เป็น 2 ส่วน คือ

  • ปวดท้องส่วนบน เป็นการปวดบริเวณเหนือสะดือซึ่งเกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ม้าม ตับอ่อน
  • ปวดท้องส่วนล่าง เป็นการปวดบริเวณต่ำกว่าสะดือซึ่งจะเกี่ยวข้องกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ไส้ติ่ง ไต มดลูกและปีกมดลูก เป็นต้น “เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องเราต้องถามก่อนว่าปวดตรงไหน หรือเริ่มปวดจากตรงไหนก่อนเพื่อจะบอกได้ว่าเกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนใด จากนั้นแพทย์จะต้องวินิจฉัยอย่างรวดเร็วว่าเป็นการปวดจากสาเหตุใดเพื่อให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที”

ทั้งนี้สาเหตุของการปวดท้องเกิดได้จาก 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

  • ปวดท้องจากโรคทางศัลยกรรม เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้รั่ว ลำไส้อุดตัน เยื่อบุช่องท้องหรือเยื่อบุลำไส้อักเสบเฉียบพลัน มะเร็งลำไส้ หรืออาจเกิดจากนิ่ว ซึ่งโรคเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยศัลยกรรมผ่าตัดหรือศัลยกรรมส่องกล้องเท่านั้น
  • ปวดท้องจากโรคทางอายุรกรรม เช่น โรคกระเพาะอาหาร ท้องอืด มีลมในกระเพาะอาหาร ท้องผูกเรื้อรัง โรคเกี่ยวกับตับ โรคติดเชื้อในระบบลำไส้ เป็นต้น

ปวดแบบไหนที่ใช่โรคกระเพาะ

สำหรับอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารนั้น ผู้ป่วยจะปวดจุก แสบ แน่นบริเวณเหนือสะดือกลางท้องหรือบริเวณลิ้นปี่ โดยอาจเป็นได้ทั้งการปวดแบบเฉียบพลันและปวดแบบเรื้อรัง
ปวดท้องเฉียบพลัน เป็นการปวดรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนซึ่งแพทย์ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ นอกเหนือ จากกระเพาะก็ได้ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือตับอ่อนอักเสบ
ปวดท้องเรื้อรัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด นั่นคือปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ มาไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน เป็นการปวดท้องที่เกี่ยวข้องกับมื้ออาหาร เช่น ปวดขณะหิวหรืออิ่ม แต่เป็นการปวดแบบทนได้ และเมื่อรับประทานยาลดกรดหรืออาหารแล้วมีอาการดีขึ้น
โรคในกระเพาะอาหารที่เกี่ยวข้องกับการปวดแบบเรื้อรังนั้น นพ. สิริวัฒน์อธิบายเพิ่มเติมว่าสามารถแบ่งออกได้เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของ กระเพาะอาหาร เช่น เป็นแผลในกระเพาะ เป็นแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น กระเพาะอาหารอักเสบ หรือมะเร็งในกระเพาะอาหาร ซึ่งอัตราการเกิดโรคเหล่านี้มีประมาณร้อยละ 20 - 25 ของผู้ป่วยโรคกระเพาะเรื้อรัง
นอกจากนี้ โรคกระเพาะอาหารยังเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีความผิดปกติทางกายภาพภายในกระเพาะเลย แต่เป็นการเกิดเนื่องจากการทำงานผิดปกติ เช่น การบีบตัวของกระเพาะกับลำไส้ไม่ประสานกัน หรือจากสภาพกรดในกระเพาะที่มากเกินไปแต่ไม่ทำให้เกิดแผล ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากถึงร้อยละ 70 - 75 ต้องมาพบแพทย์
อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติในกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดนั้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีอาการปวดท้องเสมอไป “ผู้ป่วยหลายรายมาเพราะอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ ซึ่งเป็นผลมาจากแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดเกิน หรือมีอาการแสบแน่นที่หน้าอกเนื่องจากกรดไหลย้อนทำให้หลอดอาหารอักเสบ หรือไอเพราะอักเสบขึ้นมาถึงคออาการเหล่านี้เป็นเรื่องของกระเพาะอาหารทั้งสิ้น” นพ. สิริวัฒน์ อธิบาย

“ปัจจุบัน การส่องกล้องใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีแต่ให้ประสิทธิภาพสูงในการหาสาเหตุของอาการปวดท้องเรื้อรัง”
นพ. สิริวัฒน์ อนันตพันธุ์พงศ์

การวินิจฉัย

อาการปวดท้องเรื้อรังนั้น สามารถวินิจฉัยได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายทั่วไป แต่หากต้องมีการตรวจเพิ่มเติม วิธีที่เห็นผลและแพร่หลายที่สุดคือ การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (gastroscopy) เพื่อดูพยาธิสภาพในกระเพาะ ตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter Pylori (H. Pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคในกระเพาะอาหาร รวมถึงเพื่อเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ ซึ่งทำได้ด้วยการส่องกล้องเพียงครั้งเดียว
“ปัจจุบัน เรานิยมใช้การส่องกล้องเพราะรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที โดยแพทย์จะให้ยานอนหลับที่ออกฤทธิ์สั้นและปลอดภัยแก่ผู้ป่วย ก่อนจะสอดกล้องขนาดเล็กผ่านทางปากลงสู่ระบบทางเดินอาหาร วิธีนี้จะทำให้เราทราบสาเหตุของโรคและวางแผนการรักษาต่อไปได้ทันที”
นอกจากการส่องกล้องแล้ว บางครั้งแพทย์อาจเลือกใช้การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการทำอัลตราซาวนด์ร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องเฉียบพลัน ส่วนการตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย H. Pylori นั้น หากไม่ส่องกล้องก็สามารถทำได้ด้วยการตรวจเลือด หรือทำ Breath test ซึ่งเป็นการเป่าลมหายใจเข้าไปในชุดการตรวจ

กินยาแล้วไม่หาย?
H.pylori อาจเป็นต้นเหตุ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori หรือ H.pylori) เป็นแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร คาดกันว่ามีผู้ติดเชื้อชนิดนี้มากกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยพบการติดเชื้อประมาณร้อยละ 40 ของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารทั้งหมด โดยพบมากบริเวณภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งเชื้อเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก

การรักษา และป้องกัน

โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อ H. Pylori นั้น แพทย์จะรักษาโดยการให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเพื่อให้กรดลดลง และกระเพาะอาหารสามารถสมานแผลได้ดีขึ้น รวมถึงพิจารณาให้ยาในกลุ่มที่ใช้ป้องกันเนื้อเยื่อของกระเพาะอาหารร่วมด้วยส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ H. Pylori รักษาให้หายขาดได้โดยการรับประทานยาประมาณ 2 สัปดาห์
สำหรับโรคกระเพาะอาการที่เกิดจากการทำงานผิดปกติ อาจต้องรักษา โดยยาอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า Prokinetic ซึ่งเป็นยาที่ช่วยให้การเคลื่อนตัว ของกระเพาะกับลำไส้ หรือกระเพาะกับหลอดอาหารทำงานประสานกันได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ โรคกระเพาะอาหารไม่ถือเป็นโรคอันตราย แต่หากปล่อยไว้จนเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารกระเพาะทะลุ และกระเพาะอุดตัน ก็อาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น นพ. สิริวัฒน์ มีคำแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาดในปริมาณไม่มากไม่น้อยเกินไป และให้เป็นเวลาไม่รับประทานอาหารรสจัด ควบคุมความเครียด ละเว้น แอลกอฮอล์ กาแฟ รวมถึงไม่รับประทานยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หากทำได้เช่นนี้ โรคกระเพาะอาหารก็ไม่ใช่โรคใกล้ตัวคุณอย่างแน่นอน

ปวดแบบไหนที่รอไม่ได้

ถ้าคุณมีอาการปวดท้องแบบเป็นๆ หายๆ เกิน 4 สัปดาห์ควรมาพบแพทย์ แต่ถ้าหากมีอาการปวดท้องร่วมกับสัญญาณเตือนต่อไปนี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที

  • ปวดท้องโดยมีอาเจียนร่วมด้วย
  • ปวดท้องเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากที่เคยปวดแสบกลายเป็นปวดบีบ ปวดเกร็ง ปวดรุนแรงขึ้น
  • มีภาวะโลหิตจาง อาจเกิดจากการเสียเลือดในกระเพาะอาหาร
  • ตาเหลือง
  • มีไข้เรื้อรัง 37.5 - 38 องศาตลอดเวลา
  • น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ภายใน 1 - 2 เดือน
  • รับประทานยาลดกรดด้วยตัวเองแล้ว1 - 2 สัปดาห์แต่ไม่ดีขึ้น ยังปวดท้องอยู่หรือมีอาการอื่นเพิ่มเติม
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...