รัฐพันลึก, ภาษีทรัมป์ และอนาคตรัฐบาล
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
รัฐพันลึก, ภาษีทรัมป์ และอนาคตรัฐบาล
ทอร์นาโดเศรษฐกิจกำลังโหมกระหน่ำซัดประเทศไทยจนมีสภาพคล้ายเรือเล็กกลางกระแสน้ำเชี่ยว
องค์กรเศรษฐกิจระดับโลกและสถาบันเศรษฐกิจในประเทศแข่งกันลดประมาณการเศรษฐกิจจนอนาคตมีแค่เลวแบบพอเพียงหรือเลวที่สุด
แต่ที่แย่กว่าคือเรือลำนี้ราวไม่มีกัปตันถือหางเสือเรือเลย
ขณะที่ Moody เพิ่งปรับลดประเทศไทยเป็น “ติดลบ” ที่เศรษฐกิจไม่มีศักยภาพให้เติบโตต่อไป
สิ่งที่เกิดในไทยคือกองทัพแจ้งจับนักวิชาการสหรัฐอย่าง “พอล แชมเบอร์ส” ด้วยคดี 112 ซึ่งสหรัฐถือว่าเข้าข่าย “ควบคุมตัวโดยมิชอบ” หรือ Wrongful Detention และอาจมีผลต่อการเจรจาการค้าทันที
มีแต่นรกที่รู้ว่าอะไรทำให้ กอ.รมน.ภายใต้อำนาจคุณแพทองธาร ชินวัตร ดำเนินคดี 112 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าของรัฐบาลแพทองธาร ที่แน่ๆ คือคุณแพทองธารบัญชาการทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาไม่ได้
ประเทศที่เหมือนเรือไร้หางเสือจึงมั่วเพราะกัปตันเรือก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
ถึงแม้พ่อคุณแพทองธารจะยอมรับว่าการจับ “พอล แชมเบอร์ส” กระทบการเจรจากับอเมริกา และถึงแม้พรรคประชาชนจะตรวจสอบกองทัพในกรณีนี้อย่างเด็ดเดี่ยว คุณแพทองธารซึ่งมีอำนาจในฐานะนายกฯ กลับไม่ทำอะไรเพื่อหยุดยั้งไม่ให้กองทัพสร้างปัญหาใหม่ทับถมเศรษฐกิจไทยเลย
พรรคประชาชนพูดถูกว่ากฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กอ.รมน.แจ้งความ 112 คดีพอล แต่สังคมไทยจะเข้าใจผิดถ้าคิดว่า กอ.รมน.ไม่รู้กฎหมายจนวุ่นไปหมด เพราะ กอ.รมน.ดำเนินการที่กระทบความมั่นคงโดยลำพังไม่ได้
แกนใหญ่ของเรื่องนี้จึงเป็นปัญหารัฐพันลึกใช้คดีความมั่นคงป่วนรัฐบาล
ขอย้ำอีกครั้งว่าความระแวงของรัฐพันลึกต่อคุณทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยหายไป คำสั่งศาลวันที่ 30 เมษายน เรื่องไต่สวนคุณทักษิณคดีชั้น 14 เป็นสัญญาณว่าละครฉากนี้ใกล้จบโดยเลขปริศนาเป็นเลขคี่ซึ่งจะรู้กันในวันที่ 13 มิถุนายน
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะกระทบกับรัฐบาลไทยในการเจรจาการค้ากับสหรัฐทันที
ปลายเดือนเมษายนปรากฏภาพเกษตรกรเอานมไปเทหน้าทำเนียบรัฐบาลโดยไม่มีตัวแทนรัฐบาลสนใจ แต่คุณแพทองธารไม่พูดเรื่องนี้ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีและ ส.ส.รัฐบาลก็ไม่พูดเรื่องนี้ด้วย ทั้งที่เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในผลจากข้อตกลงเรื่องการค้าเสรีที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรนับแสนคน
นมสำหรับคนเลี้ยงวัวก็เหมือนข้าวของชาวนา เมื่อใดที่คนกลุ่มนี้เทผลผลิตทิ้งหน้าทำเนียบ เมื่อนั้นก็หมายความว่าสินค้าเหล่านี้ราคาตกจนเททิ้งยังคุ้มกว่าเก็บไว้ ต่อให้เงินที่ลงทุนจะสูญเปล่าหมด และต่อให้นั่นจะหมายความถึงการเป็นหนี้เป็นสินถึงขั้นอาจล้มละลายก็ตาม
นมไทยราคาตกเพราะนมออสเตรเลียตีตลาดหลังรัฐบาลปล่อยฟรีตามข้อตกลงการค้าเสรี ราคานมจึงตกยาวจนเกษตรกรอาจต้องฆ่าวัวทิ้งเพราะไม่คุ้มที่จะเลี้ยงต่อไป แต่ไม่มีเกษตรกรคนไหนได้ร่วมตัดสินใจข้อตกลงนี้กับรัฐบาล ประชาชนจึงเป็นเหยื่อของนโยบายการค้าที่ตัวเองไม่มีส่วนร่วมเลย
ผมพูดเรื่องนี้เพราะหลายครั้งรัฐบาลตัดสินใจเรื่องการค้าระหว่างประเทศโดยไม่สนใจผลกระทบต่อประชาชน ข้ออ้างของรัฐบาลคือถ้าไม่ทำแบบนี้ก็จะเสียผลประโยชน์ด้านอื่น
แต่ใครจะเสียและใครจะได้อะไรเป็นเรื่องซึ่งไม่ควรตัดสินใจแค่รัฐบาล, ข้าราชการ และเจ้าสัวที่จ่ายเงินให้รัฐบาล
การเปลี่ยนแปลงด้านการค้าระหว่างประเทศทำให้ผู้เลี้ยงวัวนมจำนวนมากอาจต้องเลิกอาชีพเลี้ยงวัว แต่คนเลี้ยงวัวจะไปปลูกข้าว, ทำสวนทุเรียน หรือทำงานโรงงานก็คงไม่ได้อีก
ข้อตกลงเรื่องการค้าระดับประเทศที่เปลี่ยนไปหมายถึงการเปลี่ยนวิถีชีวิตซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะเปลี่ยนได้หรือทำได้ทันที
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างว่าคุณแพทองธารไม่รู้ว่าไทยกำลังเจออะไรและไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไร และรัฐพันลึกก็ทำให้ความไม่รู้อะไรของคุณแพทองธารมีอุปสรรคมากขึ้นจนจะทำลายรัฐบาลชุดนี้เอง
ภาษีทรัมป์เป็นเรื่องใหญ่ระดับเปลี่ยน “ระเบียบโลกใหม่” ซึ่งใหญ่กว่าการเปลี่ยนข้อตกลงระหว่างประเทศธรรมดาๆ แต่จะเจรจาเรื่องนี้อย่างไรเป็นเรื่องที่รัฐบาลยอมให้คนไทยรู้น้อยมาก ไม่ต้องพูดว่าจะได้เจรจาหรือไม่ซึ่งรัฐบาลก็ไม่บอกให้คนไทยรู้ เช่นเดียวกับใครจะได้และใครจะเสียอะไร
สถาบันการเงินประเมินว่าภาษีทรัมป์จะทำให้เศรษฐกิจไทยโต 0.5-1.8% ซึ่งเท่ากับไม่โต และเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจซึ่งตอนนี้โตราว 2.5% ก็หมายความว่าภาษีทรัมป์อาจทำให้เศรษฐกิจไทยซบเซากว่าตอนนี้ถึง 5 เท่า ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องนี้ใหญ่จนปล่อยให้รัฐบาลคิดเองเออเองตามใจชอบไม่ได้เลย
คุณศิริกัญญา ตันสกุล พูดถูกว่ารัฐบาลต้องกำหนดนโยบายเรื่อง “ภาษีทรัมป์” โดยยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่รัฐบาลเพื่อไทยไม่มีวันฟังอะไรจากคุณศิริกัญญาและพรรคประชาชน ข้อเสนอที่ถูกตลอดชาติอย่างการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงผ่านไปโดยไม่มีใครในรัฐบาลขานรับอย่างสิ้นเชิง
ขณะนายกฯ สิงคโปร์บอกว่าโลกกำลังเจอ “ระเบียบโลกใหม่” หรือความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในหลายสิบปี
ส่วนผู้นำแคนาดาพูดถึง Recession หรือเศรษฐกิจชะงักงันในแง่ความตกต่ำของรายได้ การผลิตและจ้างงาน รัฐบาลไทยยังทำทุกอย่างเป็นเรื่องตลกจนไม่บอกว่าจะเจออะไร
ถึงที่สุดแล้ว รัฐบาลกำลังเจรจาเรื่อง “ระเบียบโลกใหม่” โดยไม่มีใครรู้ว่ารัฐบาลทำอะไร และแม้แต่รัฐบาลเองก็อาจไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรด้วยซ้ำ เพราะคำพูดจากผู้นำรัฐบาลมีแค่ข้ออ้างประเภทเคยกินข้าวกับโดนัลด์ ทรัมป์ ตอนเด็ก พ่อสนิทกัน รู้เรื่องนี้ล่วงหน้านานแล้ว ฯลฯ
ซึ่งไม่ได้บอกอะไรเลย
ภายใต้ระเบียบโลกแบบเก่าที่ไทยได้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีจนเติบโตมาหลายปี ระเบียบโลกใหม่ที่ไทยไม่ได้เปรียบเท่าเดิมกำลังเป็นโจทย์ใหม่ที่ไทยจะทำมาหากินยากขึ้น รายได้ประเทศจะลดลง การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐจะเพิ่มขึ้น และการส่งออกก็ไม่ง่ายที่จะกลับไปเติบโตเท่าเดิม
ภาษีทรัมป์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทรัมป์หลุดโลกหรือโกรธจีนจนแค่รอทรัมป์มีสติก็พอ
แต่นโยบายนี้เกิดเพราะเศรษฐกิจโลกชะงักงันตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 จนไม่มีอะไรดีขึ้น เศรษฐกิจทั้งโลกโตต่ำ ผลิตภาพถดถอย ไม่มีความเปลี่ยนแปลงจนเป็นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองในหลายสังคม
ในแง่นี้ “ระเบียบโลกใหม่” เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่ชะงักงันจน “ภาษีทรัมป์” เป็นอาการของปัญหาตัวอย่างคือประเทศกลุ่ม G 20 เคยเศรษฐกิจโตเฉลี่ยปีละ 2-3% เท่า กับรายได้เพิ่มสองเท่าทุก 25-35 ปี แต่ทุกวันนี้ประเทศเหล่านี้โตปีละ 0.5-1% เท่ากับต้องรออีก 70-100 ปีที่จะรวยขึ้นสองเท่าแบบเดิม
ภายใต้ความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำจนประเทศกลุ่ม G 20 เผชิญภาวะ “รวยช้า” ระดับต้องรออย่างต่ำ 70 ปี ผลที่เกิดขึ้นทันทีคือคนในประเทศกลุ่ม G 20 แทบไม่รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตดีขึ้นในชั่วคนเลย
หนึ่งในนักวิชาการที่ผมชอบมุมมองเรื่องทรัมป์คืออารอน เบนาเนฟ ซึ่งสอน Global Development ที่คอร์แนล
ประเด็นของเบนาเนฟคือทรัมป์ไม่ได้คลั่ง และนโยบายนี้ไม่ได้มีมิติแค่การค้าระหว่างประเทศ
แต่ทรัมป์กำลังสร้างกระบวนการรื้อฟื้นอุตสาหกรรม (Reindustrialization) ในอเมริกา
เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่า Reindustrialization เท่ากับการทำให้สหรัฐมีเศรษฐกิจแบบชาตินิยม ต้องระบุว่าเป้าหมายของ Reindustrialization คือเพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจของสหรัฐให้มากขึ้น และแก้ปัญหา Deindustrialization ที่ทำให้งานภาคอุตสาหกรรมลดลงจนความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมลดตาม
วิธีคิดแบบทรัมป์คือฟื้นอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มงานและเพิ่มรายได้ให้ผู้ใช้แรงงาน และเมื่อมีงานเพิ่มจนคนงานมีเงินมากขึ้น ตลาดในประเทศก็จะโตจนเศรษฐกิจพ้นจากความชะงักงันมามีพลวัต ถึงแม้ในความเป็นจริงการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจะไม่ทำให้ความต้องการแรงงานสูงขึ้นต่อไป
แน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกวันนี้เป็นระบบแบ่งงานกันทำที่โครงสร้าง Supply Chain สลับซับซ้อนจนแนวคิดแบบทรัมป์ทำได้ไม่ง่าย
แต่เศรษฐกิจสหรัฐชะงักงันจริง และทางออกของสหรัฐจากภาวะชะงักงันมีแต่การปรับระเบียบโลกซึ่งไม่รู้ว่านานแค่ไหนจะจบและมากแค่ไหนถึงจะพอ
ผมยกตัวอย่างงานเบนาเนฟเพื่อบอกว่า “ภาษีทรัมป์” เป็นเรื่องใหญ่กว่ารัฐบาลจะพูดส่งเดชว่ารอไปก่อนเดี๋ยวดีเอง
ในระดับโลกเรากำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงขั้น “เปลี่ยนระเบียบโลกใหม่”
ส่วนในระดับประเทศเรากำลังเห็นประเทศที่ไทยส่งออกมากที่สุดกำลังฟื้นอุตสาหกรรมของตัวเองขึ้นมา
ตรงข้ามกับวาทกรรมที่รัฐบาลหลอกคนไทยว่าเดี๋ยวตัวแทนไทยไปเจรจาแล้วจบเร็ว การเจรจาการค้ารอบนี้จะยืดเยื้อ ไม่จบเร็ว และระหว่างนั้นทรัมป์จะออกมาตรการภาษีใหม่ๆ ไม่รู้จบ ความชะงักงักทางเศรษฐกิจของไทยรอบนี้จึงยาว ยืดเยื้อ และแน่นอนว่ากินเวลานานกว่าอายุรัฐบาลแพทองธาร
ผมไม่อยากพูดตรงๆ ว่าคุณแพทองธารเป็นนายกฯ ในโจทย์ที่ยากแบบนี้ไม่ได้
แต่บอกตรงๆ ว่ามองไม่เห็นอนาคตหากนายกฯ ยังชื่อนี้ต่อไป
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐพันลึก, ภาษีทรัมป์ และอนาคตรัฐบาล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com