โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยเจรจาการค้าสหรัฐฯ ไม่จบ หวั่นกดตลาดหุ้นร่วงอีก เปิดกลยุทธ์ลงทุน เอาตัวรอดอย่างไร ?

Thairath Money

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 04.04 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 04.04 น.
ภาพไฮไลต์

ตลาดหุ้นไทยกลับมาเผชิญความกังวลอีกครั้ง จากที่เคยต้องจับตาสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจน ล่าสุด ปัจจัยกดดันจากต่างประเทศก็เข้ามาซ้ำเติม หลังผลการเจรจาการค้าและภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกายังไม่ได้ข้อสรุป และจำเป็นต้องกลับมาทบทวนท่าทีกันใหม่

ทั้งนี้ เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน ก่อนที่สหรัฐฯ จะถึงกำหนดประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากหลายประเทศทั่วโลก

โดยมีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามใน "จดหมายแจ้งอัตราภาษี" สำหรับ 12 ประเทศแล้ว และเตรียมจะจัดส่งในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ อาจเรียกเก็บระหว่าง 10% ถึงสูงถึง 70% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าที่เคยมีการประเมินไว้ก่อนหน้าด้วย

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้ให้ความเห็นไว้ในบทวิเคราะห์ว่า การเจรจาที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ทำให้ไทยต้องเตรียมจัดทำข้อเสนอใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรม, พลังงาน และเครื่องบินโบอิ้ง เพื่อตั้งเป้าลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสูงถึง 4.6 หมื่นล้านเหรียญ ให้ลดลง 70% ภายใน 5 ปี

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงก่อนทราบผล แนะนำ "Wait and See" หรือการถือเงินสดไว้ในพอร์ตประมาณ 5-10% อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ถือเป็นจังหวะที่ดีในการทยอยสะสมหุ้น เนื่องจากดัชนีในระดับปัจจุบันมี Valuation ที่น่าสนใจ ประกอบกับการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ในปีนี้ยังคงแข็งแกร่ง

แม้ประเด็นด้านภาษีจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นไทย แต่ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าดัชนีไม่น่าจะทำจุดต่ำสุดใหม่ เนื่องจากอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ เริ่มลดลง ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ

  • สหรัฐฯ เพิ่งเจรจาสำเร็จเพียง 2 ประเทศ หากตั้งกำแพงภาษีสูงเกินไปอาจเจอการตอบโต้กลับ
  • นโยบาย OBBBA ของสหรัฐฯ เองทำให้ประเทศขาดดุลเพิ่มขึ้น ทำให้รับความผันผวนของตลาดพันธบัตรได้น้อยลง
  • ไทยยังมีโอกาสได้อัตราภาษีในระดับ +/-20% เพราะหากสูงกว่านี้จะเกิด Supply Shock และสหรัฐฯ ก็ได้ประโยชน์น้อยลง
  • ไทยยังต้องระมัดระวังข้อต่อรองอื่นๆ ที่สหรัฐฯ อาจหยิบยกขึ้นมาเพิ่มเติม

ดังนั้น ในระยะสั้นจึงแนะนำหลบเข้าหุ้นที่อิงกับการบริโภคในประเทศ (Domestic Play) เช่น CPALL, CPAXT, M, LH, AP, SIRI, BDMS, และ BCH เป็นต้น

ด้านบทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) คาดว่าดัชนีในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,100-1,140 จุด โดยตลาดหุ้นจะผันผวนหนักจากผลการเจรจาการค้า ซึ่งอาจออกมาได้ทั้งบวกและลบ อย่างไรก็ตาม หากผลการเจรจาของคู่ค้ารายใหญ่อื่นๆ เช่น จีน ออกมาในทิศทางที่ดี ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดโดยรวมได้เช่นกัน

ขณะที่บรรยากาศการเมืองในประเทศยังอยู่ในภาวะสุญญากาศเพื่อรอความชัดเจน ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ต้องเน้นการเก็งกำไรระยะสั้น และดักเก็บหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมาลึก (Laggard)

สำหรับกลยุทธ์ที่ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) แนะนำคือ การสลับขายทำกำไรและเลือกซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น โดยเน้นหุ้นที่ราคาลงมาลึก มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีปันผลดี

โดยหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ ได้แก่ OSP, STA, JMT, CRC, SCGP, HANA, AMATA, และ SPRC เป็นต้น

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...