โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ก๊าซ LNG กำแพงภาษีทรัมป์ กับความไม่แฟร์ของค่าไฟ

Thairath Money

อัพเดต 31 พ.ค. 2568 เวลา 00.42 น. • เผยแพร่ 31 พ.ค. 2568 เวลา 00.36 น.
ภาพไฮไลต์

เรื่องฮือฮาประจำเดือนพฤษภาคม 2568 หนีไม่พ้นข่าว สารัชถ์ รัตนาวะดี ซีอีโอบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ชาวไทยหนึ่งเดียวที่ได้พบปะพูดคุย ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเย็นกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ในประเทศกาตาร์

ผู้เขียนคิดว่าเหตุผลหลักที่คนฮือฮากับข่าวนี้มากก็คือ เจ้าสัวพลังงานในข่าวเป็นคนไทยคนแรกที่ได้พบ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ประธานาธิบดีผู้นี้ประกาศ “สงครามภาษี” กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก – ได้พบก่อนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่รัฐไทยคนไหนๆ เสียอีก (ในขณะเดียวกัน คนไทยจำนวนมากก็ยังไม่หายสงสัยว่า มีใครในคณะรัฐมนตรีไทยที่ถูกห้ามเข้าอเมริกาบ้าง หลังเหตุการณ์ผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับจีน ซึ่งส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐตำหนิไทยอย่างรุนแรง)

ก่อนหน้านี้ราวหนึ่งสัปดาห์ ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 มีข่าวปลัดกระทรวงพลังงานและผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน เดินทางไปรัฐอะแลสกา –

“…ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) เดินทางไปรัฐอะแลสกา เพื่อพบปะหารือกับผู้ว่าการรัฐอะแลสกา กรรมาธิการด้านรายได้และกรรมาธิการด้านทรัพยากรธรรมชาติรัฐอะแลสกา ประธานบริษัท Alaska Gasline Development Corporation และผู้แทนบริษัท Glenfarne ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการลงทุนเพื่อผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา”

“…โดยความร่วมมือในโครงการดังกล่าวยังเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือในการลงทุนและผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อสร้างเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยและผลักดันบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้า LNG ในภูมิภาคเอเชียในอนาคตอีกด้วย” (ข่าวแจก กระทรวงพลังงาน)

ผู้เขียนอ่านข่าวเจ้าสัวพลังงานพบประธานาธิบดีทรัมป์ และข่าวกระทรวงพลังงานพบตัวแทนรัฐและเอกชนในมลรัฐอะแลสกา แล้วก็เริ่มรู้สึกหวั่นใจว่า สุดท้ายไทยอาจติดหล่ม “เสพติดก๊าซเหลวราคาแพง” หนักกว่าเดิม ภายใต้ข้ออ้างว่าเราต้อง “ยอม” อเมริกาเพื่อผ่อนหนักเป็นเบาในสงครามภาษีทรัมป์

ทั้งที่ในความเป็นจริง ไทยไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากอเมริกาอีกหลายล้านตันต่อปี การนำเข้าเพิ่มสุ่มเสี่ยงจะซ้ำเติมความไม่เป็นธรรมของค่าไฟ (ซึ่งปัจจุบันก็ซ่อนความไม่เป็นธรรมไว้หลายเรื่องอยู่แล้ว) ส่งผลให้ค่าไฟแพงและผันผวนเกินเหตุไปอีกนาน อีกทั้งยังชะลอการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จำเป็น ยังไม่นับว่าแหล่ง LNG ในมลรัฐอะแลสกายังแพงมหาศาล ไม่คุ้มค่าการลงทุน และมีประเด็นอื้อฉาวมากมายมานานว่าด้วยผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

แพงและผันผวนได้แค่ไหน ผู้ใช้ไฟทั้งประเทศก็ได้ลิ้มรสชาติไปแล้วเมื่อค่าไฟถีบตัวสูงขึ้นมหาศาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจากผลของสงครามยูเครน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟจำนวนมากตั้งคำถามเป็นครั้งแรกในชีวิตว่า ค่าไฟมาจากไหน? ก่อนจะพบกับคำตอบว่า วันนี้ไทยใช้ LNG นำเข้าราว 30% ของก๊าซธรรมชาติทั้งหมดที่ใช้ และการผลิตไฟฟ้าวันนี้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงกว่า 58%

อันที่จริง ประเด็นการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าในไทยมีพัฒนาการ(?)ค่อนข้างพิสดาร จากการผูกขาดโดย ปตท. เจ้าเดียว มาเป็นการเปิดเสรีแบบไม่เสรีเท่าที่ควร ผู้เขียนจึงชวนลำดับความเป็นมาสักเล็กน้อย

ย้อนไปเมื่อปี 2547 หรือกว่า 20 ปีที่แล้ว คณะกรรมการ ปตท. อนุมัติให้จัดตั้ง บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสถานีรับ-จ่าย LNG ปีต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ ปตท. จัดทำแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อ “เตรียมความพร้อมและความชัดเจนในการรองรับแผนทางเลือกการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับประเทศ และเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว” ซึ่ง ปตท. ก็ได้ไปดำเนินการและเริ่มก่อสร้างสถานี LNG แห่งที่ 1 ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ในปี 2549

หมุนนาฬิกามาอีก 6 ปี ในปี 2555 ครม. มีมติเห็นชอบให้ ปตท. ดำเนินการโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานี LNG ระยะที่ 2 ซึ่งสถานีนี้ก็สร้างในระยองเช่นกัน โครงการนี้เริ่มปี 2558 ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี พ.ศ. 2565

ระหว่างนั้นก็มีก้าวที่น่าสนใจจากบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (กัลฟ์) เริ่มจากในปี พ.ศ. 2562 บริษัทเข้าเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด บริษัทลูกที่ ปตท. ถือหุ้น 100% โดยก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ กัลฟ์ เอ็มทีพี เทอร์มินัล จำกัด (GMTP) โดยกัลฟ์ถือหุ้นส่วนใหญ่คือ 70% ส่วน พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ถือข้างน้อยคือ 30%

บริษัทใหม่คือ GMTP ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นระยะเวลา 35 ปี เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 โดยเนื้อหาหลักของโครงการนี้ คือ การก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานี LNG แห่งที่ 3 ในมาบตาพุด โดยปัจจุบันบริษัทมีแผนที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานี LNG แห่งที่ 3 กลางปี 2568

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2563 กัลฟ์ยังได้เข้าซื้อหุ้น 40% ในบริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTT NGD) โดยซื้อจาก International Power S.A. บริษัทในเครือ Engie ยักษ์พลังงานจากฝรั่งเศส

กรณีนี้ แหล่งข่าวจาก ปตท. อธิบายในปี พ.ศ. 2564 ว่าจะ “ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ PTT NGD เนื่องจากมีเงื่อนไขสัญญาเดิมระบุว่าผู้ถือหุ้นไม่ทำธุรกิจแข่งขันกับ PTT NGD ในพื้นที่ที่บริษัททำธุรกิจอยู่ ทำให้กัลฟ์ ไม่สามารถทำตลาดขายก๊าซฯ ใน 13 นิคมอุตสาหกรรมรอบกรุงเทพฯ ปริมณฑล และระยองที่ PTT NGD ได้ทำตลาดอยู่”

อย่างไรก็ดี คนทั่วไปก็ย่อมสงสัยได้ว่า เหตุใด ปตท. อดีตผู้ผูกขาดการนำเข้าและจำหน่าย LNG แต่เพียงผู้เดียว ถึงได้ “ใจป้ำ” และ “ใจดี” กับบริษัทคู่แข่ง ถึงขนาดยอมให้มาถือหุ้น 40% ในกิจการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติของตัวเอง และยอมเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย 30% ในบริษัทที่จะก่อสร้างสถานี LNG แห่งที่ 3 ทั้งที่ตัวเองเป็นเจ้าของสถานี LNG แห่งที่ 1 และ 2 อยู่

สถานี LNG แห่งที่ 3 นี้ เมื่อก่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการเต็มที่ จะรองรับ LNG ได้ถึง 10.8 ล้านตัน ซึ่งเมื่อรวมกับความจุเดิมของสถานี LNG แห่งที่ 1 และ 2 จะทำให้ทั้ง 3 สถานี รองรับ LNG ได้มากถึง 29.8 ล้านตันต่อปี (!)

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พยายามชี้ให้สังคมเห็นมาข้ามปีแล้วว่า แผนการก่อสร้างสถานี LNG แห่งที่ 3 มูลค่า 6.6 หมื่นล้านบาทนี้ สุดท้ายจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของค่าไฟโดยไม่จำเป็น เพราะลำพังสถานี LNG 2 แห่งแรก (ของ ปตท.) ก็เพียงพอที่จะรองรับความต้องการก๊าซธรรมชาติของทั้งประเทศได้อยู่แล้วตลอดแผน Gas Plan (สิ้นสุดปี 2037)

ส่วน ดร. คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย ก็เสนอในงานเสวนา “PDP 2025(24): ‘ความเงียบ’ ของราคาค่าไฟแพง กับการลงทุนที่ประชาชน ‘ไม่มีเสียง’” วันที่ 28 เมษายน 2568 ว่า ถ้าไทยนำเข้า LNG เต็มที่ทั้ง 3 สถานี 29.8 ล้านตันต่อปี จะคิดเป็นปริมาณก๊าซมากถึง 93% ของความต้องการก๊าซธรรมชาติทั้งหมดทุกภาคส่วนในปัจจุบัน ทั้งการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ฯลฯ (!)

ในงานเดียวกัน ดร. คุรุจิต ชี้ชัดว่ายิ่งนำเข้า LNG มากขึ้น ยิ่งกระทบต่อค่าไฟของประชาชน โดยคำนวณให้ดูว่า ปี 2565 (ปีที่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน) เพียงปีเดียว ต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งประเทศแพงขึ้นเกือบ 6 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาก๊าซในอ่าวไทย (ผู้บริโภคปลายทางได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน เพราะรัฐบาลตั้งแต่ พลเอกประยุทธ์ เรื่อยมาถึงเศรษฐา และแพทองธาร ล้วนดำเนินนโยบาย “อุ้มค่าไฟ” สั่งให้ กฟผ. และ ปตท. แบกรับต้นทุนแทน ส่งผลให้ปัจจุบันรัฐบาลยังเป็นหนี้ กฟผ. กว่า 7 หมื่นล้านบาท และเป็นหนี้ ปตท. อีกกว่าหมื่นล้านบาท)

พูดสั้นๆ ก็คือ แผนการก่อสร้างสถานี LNG แห่งที่ 3 มีข้อกังขาตั้งแต่แรกคิดโครงการ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่า ไทยประกาศจะค่อยๆ ลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ (รวม LNG) ลง ตาม Gas Plan และร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP2024) เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยโลกรวน ซึ่ง “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) เป็นหลัก ไปสู่พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก เป็นหัวใจที่ขาดไม่ได้

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผ่านมาถึงยุคสงครามภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งแน่นอนว่าอเมริกาอยากกดดัน(หรือขู่กรรโชก)ให้ประเทศต่างๆ นำเข้า LNG จากอเมริกามากขึ้น รวมถึงเรียกร้องให้ไปร่วมลงทุนในแหล่ง LNG อเมริกัน โดยเฉพาะอะแลสกา ผู้เขียนเห็นว่าประชาชนทุกคนในฐานะผู้ใช้ไฟ ควรต้องตั้งคำถามและข้อสังเกตดังๆ ถึงรัฐบาลไทย รวมถึงบริษัทเอกชนไทยที่กำลังเจรจาเรื่อง LNG อย่างน้อย 5 ข้อดังต่อไปนี้

1. ในเมื่อข้อมูลตามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ให้เห็นคือ สถานี LNG แห่งที่ 3 เมื่อสร้างเสร็จแล้วสุ่มเสี่ยงที่จะใช้งานได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากความจุทั้ง 3 สถานีสูงเกินความต้องการใช้ LNG ทั้งประเทศอย่างมาก ดังนั้นรัฐบาล (หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนก็ตาม) จะประกาศนำเข้า LNG เพิ่มอีกหลายล้านตันจากอเมริกาด้วยเหตุใด ถ้ามองว่านำเข้า LNG มาเพื่อ “ขายต่อ” บางส่วนไปให้กับประเทศอื่น (พูดอีกอย่างคือ ไทยทำตัวเป็น “ฮับ LNG” ในภูมิภาค) รัฐบาลได้สำรวจความต้องการและความสามารถในการแข่งขันของไทยในแง่นี้ไว้แล้วหรือไม่ เหตุใดประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนถึงจะอยากซื้อ LNG จากไทย แทนที่จะซื้อตรงจากแหล่งผลิต

2. การนำเข้า LNG ในการผลิตไฟฟ้าทุกวันนี้ แม้จะเปิดให้มีผู้ได้รับใบอนุญาตนำเข้า (shipper) 8 ราย ทั้งรัฐวิสาหกิจและเอกชน แต่กระบวนการยังไม่เปิดเผยโปร่งใสเท่าที่ควร และไม่มีการแข่งขันด้านราคา ผู้กำกับดูแลคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพียงแต่กำหนด “เพดานราคา” เท่านั้น เท่ากับว่าผู้นำเข้าแต่ละรายสามารถนำเข้า LNG ในราคาเท่าไรก็ได้ ตราบเท่าที่ไม่เกินเพดานที่กำหนด การไปตกลงนำเข้า LNG โดยเจาะจงว่าจากอะแลสกานั้นสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ค่าไฟแพงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมมากกว่าเดิม เหตุใดรัฐบาลไทย และ กกพ. จึงไม่เปิดให้มีการแข่งขันด้านราคาระหว่างผู้นำเข้า LNG ก่อนไปเจรจากับอเมริกา อีกทั้งควรอธิบายที่มาที่ไปของโควตาการนำเข้าที่อนุญาตผู้นำเข้าแต่ละราย อย่างโปร่งใสเปิดเผยด้วย

3. การให้รัฐวิสาหกิจหรือเอกชนไทยไป “ร่วมลงทุน” ในแหล่งผลิต LNG ใดๆ สุดท้ายค่าพัฒนาและก่อสร้างโครงการก็จะถูก “ส่งต่อ” มาในค่าไฟของประชาชน (ไม่ต่างจากค่าก่อสร้างสถานี LNG) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่ง LNG ในอลาสกาที่ปลัดกระทรวงพลังงาน กฟผ. ปตท. และ EGCO ไปเยือน คือ นี่เป็นแหล่งที่มีปัญหามากมายตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันมูลค่าการก่อสร้างพุ่งทะลุไปแล้วกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาก็แพงมากเพราะต้องสร้างท่อที่ทนทานต่อชั้นดินเยือกแข็ง (permafrost) ในมลรัฐหนาวเหน็บอย่างอลาสกา จนถึงวันนี้ยังไม่มีผู้ซื้อรายใดตกลงทำสัญญาซื้อขายระยะยาวจากแหล่งดังกล่าว (โดยปกติ โครงการส่งออก LNG จะต้องทำสัญญาซื้อขายระยะยาวที่ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 80% ของกำลังการผลิต จึงจะสามารถระดมทุนก่อสร้างจากเจ้าหนี้และนักลงทุนได้)

4. การพัฒนาโครงการ LNG ในอลาสกา ยังมีความเสี่ยงสูงในแง่ผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาวะโลกรวน EarthJustice ประเมินว่าทั้งโครงการจะส่งออก LNG ราว 20 ล้านตันต่อปี เท่ากับการปล่อยก๊าซ CO2 กว่า 50 ล้านตันต่อปี – แน่นอนว่าตัวเลขมหาศาลขนาดนี้ไม่เพียงส่งผลต่อโลกรวน แต่จะทำให้พันธกรณีของอเมริกาต่อการรับมือกับโลกรวนอ่อนแอยิ่งกว่าเดิม (แม้ทรัมป์ไม่เชื่อเรื่องนี้ ประธานาธิบดีคนต่อไปย่อมถูกประชาคมโลกกดดันให้แสดงบทบาท) เหตุใดประเทศไทยจึงจะอยากไปรับความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ด้วยในฐานะนักลงทุน

5. การนำเข้า LNG มากขึ้นอีกหลายล้านตันอย่างเจาะจง หรือร่วมพัฒนาแหล่ง LNG อลาสกา นอกจากจะซ้ำเติมความ “ไม่แฟร์” ของค่าไฟที่คนไทยต้องจ่าย ด้วยเหตุผลทั้งหลายข้างต้นแล้ว ยังจะตอกตรึงให้เราติดกับดัก “เสพติดก๊าซนำเข้า” กันต่อไป เหนี่ยวรั้ง “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ที่จำเป็นต้องเกิดในยุคโลกรวน ทั้งที่พลังงานหมุนเวียนหลายชนิดไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง เรามีศักยภาพมากพอในไทย ราคาก็ลดลงอย่างต่อเนื่องตามเทคโนโลยีสู้โลกรวน จนแข่งขันได้แล้วกับแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลทุกชนิด

ยกตัวอย่างเช่น รายงาน “Thailand: Turning Point for a Net-Zero Power Grid” โดยทีม BloombergNEF (เผยแพร่ พฤษภาคม 2568) ชี้ชัดว่า วันนี้โครงการแสงอาทิตย์บวกแบตเตอรี่ในไทย มีราคาถูกกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพา LNG ราคาแพง จากแหล่งผลิตไกลโพ้นอย่างอลาสกาแต่อย่างใด

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...