‘เอกนัฏ’ ปราบอุตฯศูนย์เหรียญ ‘ค่าหัว 300 ล้าน ผมว่าน้อยไป’
ด้วยอายุที่ 39 ปี จัดว่าอยู่ในกลุ่มรัฐมนตรีอายุน้อยในรัฐบาลชุดนี้ แต่สำหรับ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อาจจะโดดเด่นกว่าใคร ตรงที่ถูกระบุว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีค่าหัวถึง 300 ล้านบาท ค่าหัวแลกกับการลงจากตำแหน่ง และยังได้รับการขนานนามอีกว่า เป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมเหล็ก
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ถึงภารกิจหน้าที่อันเป็นที่มาของสมญานาม โดยเฉพาะการปราบปราม “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” ที่กำลังถูกพูดถึงมาก ไม่ใช่เพราะเป็นปัญหาที่เพิ่งพบเจอ แต่ในความเป็นจริง เป็นปัญหาที่ถูกละเลย สะสมมานานหลายสิบปี ไม่เคยได้รับการตรวจสอบแก้ไขอย่างจริงจัง จนเมื่อปัญหาลุกลามกระทบบานปลาย ภาพการลงทุนในไทยถูกมองว่า นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ใช้สิทธิประโยชน์ในไทย กลับมองไทยเป็นเพียง “พื้นที่ทิ้งขยะมลพิษ”
เจอวิกฤตพร้อมกันทั้งโลก
สำหรับผม ทุกวิกฤตคือโอกาสเป็นโอกาสที่เรากำลังจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม เราได้ทำอยู่หลายเรื่อง ไม่ใช่แค่จัดการเรื่องสารพิษออกไปจากประเทศ แต่เรากำลังจะฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ให้กลับมาเป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแรง ที่พึ่งพาตัวเอง ผลิตด้วยตัวเองได้ และยังเพิ่มเรื่องของการผลิตเพื่อการส่งออก การลงทุนที่เข้ามาต้องไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ ไม่ใช่ธุรกิจผี ไม่ใช่งานง่าย แต่เป็นงานที่ Challenge
รื้อใหม่หมดลุยสกัดทุนเทา
เราต้องปราบอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ตอนนี้เราทำอยู่ทุกวันเพราะว่าทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยหายไป และที่สำคัญ เวลาเขาบุกตลาด เขาลดต้นทุนและลดคุณภาพ มีปัญหาต่อความปลอดภัยกับประชาชน ไม่ว่าจะเรื่องสายไฟ ยางรถยนต์ ไฟไหม้ ตึกถล่ม อีกส่วนหนึ่งคือ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะพวกนี้ไม่มีความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น ของเสียที่ออกมาจากกระบวนการผลิตก็กองทิ้งไว้ ที่ใช้ก็คุณภาพต่ำ เป็นเตาเก่าสร้างมลพิษเยอะ ทำธุรกิจก็ทำแบบเถื่อน ๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมออกปราบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสายไฟ เรื่องของยาง จนมาเรื่องเหล็ก
ส่วนที่เป็นปัญหาคือ เตา Induction Furnace (IF) เป็นเตาที่ผลิตของควบคุมคุณภาพยาก เราได้ลงตรวจทั้งหมด 11 บริษัทที่มีอยู่ในไทย โดย “ทีมสุดซอย” ตรวจหมดเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ล่าสุดส่งสำนวนไปที่ DSI ทั้งหมดแล้ว รวมแล้ว 1,016 คดี
“วันนี้หมดเวลาแล้ว ใครที่เคยคิดจะแก้ปัญหาด้วยการจ่ายเงินใต้โต๊ะ ไม่คิดที่จะแก้ปัญหาที่ต้นตอจริง ๆ วันนี้ท่านก็รับกรรมไป ผมไม่ได้มีอคติกับการลงทุนจากชาติใดชาติหนึ่ง ผมต้องรักษากฎหมายไทยให้มีศักดิ์ศรี”
เราไม่ได้ทำแค่การปราบอุตสาหกรรมที่เป็นปัญหา แต่เราจะจัดระบบใหม่ โดยตั้ง “คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.)” ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิใหม่หมด ไม่เอาคนเดิมคนเก่ามาเปลี่ยนมาเวียนใช้ ระบบไม่เปลี่ยนสักที ตั้งแต่ตั้งมาเมื่อกลางเดือนเมษายน แค่ 2 เดือนมีการประชุมถี่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แทบจะทุก 1-2 สัปดาห์ ส่วนใหญ่จะหารือกันในเรื่องกำหนดมาตรฐาน รวมไปถึงการทำหน้าที่เก็บตัวอย่างสินค้าที่ได้ มอก. ไปแล้วมาตรวจซ้ำเพื่อให้ได้คุณภาพ ไม่ใช่ให้มาตรฐานไปตั้งแต่ปี 2561 จนถึง 2565 มาวันนี้ไปสุ่มตรวจ เจอของมี มอก. แต่ตกคุณภาพ
ตอนนี้ผมรื้อใหม่หมด มีการตั้งคณะกรรมการวิชาการใหม่ จะมีการกำหนดมาตรฐานใหม่เฉพาะมาตรฐานสินค้าที่เสี่ยงจะถูกดัมพ์ตลาด ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกหรือวัตถุดิบต้นน้ำ ต้องกันไว้ในจังหวะแบบนี้
เพราะสงครามการค้าทำให้สินค้าบางตัวทะลักล้นไหลเข้าสู่ประเทศไทย ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องเหล็ก ที่ส่อว่าจะทะลักเข้ามา เราก็ต้องไปออกมาตรฐานบังคับเพิ่มเติม เหล็กท่อ เหล็กเคลือบ และที่สำคัญ ตอนนี้มีการหลีกเลี่ยงพิกัดสินค้าที่เป็นชิ้น ๆ ผมกำลังไล่ออกมาตรฐานกำหนดเกณฑ์กันใหม่หมด
จี้ศุลกากรคุมเข้มสินค้าฟรีโซน
เราลงตรวจทั่วประเทศ ที่เราเจอในพื้นที่เขตปลอดอากร หรือฟรีโซน ซึ่งเขตฟรีโซนถูกควบคุมอยู่ 2 เรื่อง คือ มาตรฐานของสินค้ากับเรื่องของสิ่งแวดล้อม อย่างเรื่องของมาตรฐาน ปรากฏว่า กฎหมายศุลกากรได้รับการยกเว้นเรื่องของมาตรฐาน นั่นหมายความว่าสินค้าที่ถูกผลิตในฟรีโซน เราไม่ไปตรวจมาตรฐาน ไม่ใช่แค่เรื่องอุตสาหกรรม แต่รวมไปถึงพวกกลุ่มอาหารและอื่น ๆ ด้วย ก่อนนี้มีปัญหาน้ำเชื่อมที่ส่งออกไปจีน ถูกตรวจว่าไม่ได้คุณภาพและถูกส่งตีกลับ เพราะเราไม่ตรวจคุณภาพ อ้างว่าของเหล่านี้ผลิตในนี้แล้วส่งออก ก็แค่ดูมาตรฐานที่ปลายทางของประเทศนั้น ๆ แต่ปัญหาคือ พอเราไม่ตรวจมาตรฐานส่งออกไป พอตรวจพบว่า ต่ำกว่ามาตรฐาน ก็ถูกตีตก กลายเป็นว่า น้ำเชื่อมไทยทั้งหมด รวมถึงที่ผลิตนอกฟรีโซนก็โดนด้วย ซึ่งผมได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายพิชัย ชุณหวชิร) ว่าต้องแก้กฎหมาย ต่อไปในฟรีโซนจะต้องควบคุมเรื่องของมาตรฐานด้วย
งดออกใบอนุญาต รง. รีไซเคิล
ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ในฟรีโซนโรงงานเป็นกลุ่มรีไซเคิล ก็คือนำเข้าขยะเข้ามาสกัดของดี แล้วส่งออกกลับไป แต่ทิ้งของเสียไว้ในประเทศไทย เพราะฉะนั้น ผมกำลังไล่ตรวจใบอนุญาตสำหรับโรงงานรีไซเคิลประเภท 101 105 106 ตอนนี้ผมได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมระงับ นโยบายคือ “ไม่ให้ออกใบอนุญาตโรงงานรีไซเคิล” อีกแล้ว พอแล้ว ที่ทำอยู่ก็มีปัญหา เราปิดประตูก่อน แล้วไล่ตรวจหมด รวมถึงฟรีโซนด้วย ใครมีปัญหาจะดำเนินคดี เสร็จแล้วต้องอัพเกรดทั้งหมด ระหว่างนี้รอให้ พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรม เสร็จก็กลับไปรีเซตระบบ แล้วออกใบอนุญาตใหม่ อัพเกรดกันใหม่ ต่อไปนอกจากควบคุมสิ่งแวดล้อมแล้ว ต้องมีมูลค่าต่อทางเศรษฐกิจด้วย เพราะมันเป็นการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนใหม่ (Circular Economy)
ถามว่าจะมีผลต่ออนุสัญญาบาเซล หรือไม่ (อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด) ในความเป็นจริง อนุสัญญาบาเซล กำหนดอยู่แล้วว่า ห้ามขยะบางชนิดอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก อันไหนไม่ให้เลย อันไหนที่จะต้องขออนุญาตก่อน ไม่มีอะไรที่ขัดต่ออนุสัญญาความตกลงระหว่างประเทศ ถ้ามันขัดกับกฎหมายในบ้านเรา เพราะฉะนั้น เบื้องต้นก็ต้องบังคับใช้กฎหมายของไทยให้เคร่งครัด และสอดคล้องกับอนุสัญญาบาเซล ซึ่งจริง ๆ มันสอดคล้องกันอยู่แล้ว แค่เราไม่ปฏิบัติใช้กันจริง ๆ พอมีกฎหมายการจัดการกากอุตสาหกรรมออกมา ยิ่งทำให้เรามีความเชื่อมั่นมากขึ้น ทำให้ทั่วโลกมองเราดีขึ้น
ของบฯ 1,000 ล้านกระตุ้น ศก.
เรื่องของงบประมาณ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนองบฯกระตุ้นเศรษฐกิจในวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท เบื้องต้นเตรียมเสนอโครงการ 2 ส่วนหลัก วงเงินรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนแรกคือ กลไกการปราบปรามอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ เพื่อคืนพื้นที่เศรษฐกิจไทยให้กับอุตสาหกรรมไทย วงเงิน 400-500 ล้านบาท เน้นเพิ่มระบบตรวจจับพวกสินค้าที่ไม่ได้ มอก. ระบบการตรวจสอบการดูการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรม มอบหมาย 3 หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ใช้ดิจิทัลประมวลข้อมูลอุตสาหกรรมไทยของคนไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) นำระบบกล้องเซ็นเซอร์ ติดตามระบบกากทั้งประเทศ และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะเพิ่มกลไกการกำกับมาตรฐานอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ และช่วยประชาชนเข้าถึงข้อมูลมาตรฐานอุตสาหกรรม อาทิ การใส่ข้อมูลคิวอาร์โค้ดในแฟลตฟอร์มออนไลน์ที่ชัดเจนและอัพเดต เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบสินค้าที่ได้ มอก. ก่อนตัดสินใจซื้อ
ส่วนสองคือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้ประกอบธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อช่วยให้เกิดการลงทุนใหม่ และทำให้การผลิตของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น วงเงิน 500 ล้านบาท อย่างการสนับสนุนเงินทุนซื้อเครื่องจักรวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท จำนวน 10,000 ราย
ไม่สนสมญานาม “รมว.เหล็ก”
มีคนแซวผมว่า เป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมเหล็ก จริง ๆ แล้วผมไปจัดการเรื่องสายไฟก่อนเรื่องเหล็กอีก แล้วตอนนี้ก็จัดการกับอุตสาหกรรมของเสีย ดีที่ไม่เรียกผมว่า “รัฐมนตรีของเสีย หรือรัฐมนตรีขยะรีไซเคิล” สิ่งเหล่านี้เราจัดการมาตลอด แต่อยู่ที่ประชาชนจะรับรู้อะไร แล้วเหล็กนี่ ปัญหาหนักมาก ผมไม่สนใจหรอกว่า ใครจะพูดอะไร มีตั้ง 11 บริษัทเหล็ก ส่วนแบ่งการตลาดปีหนึ่งหลายหมื่นล้านไม่เกิดประโยชน์ในการทำธุรกิจและฆ่าธุรกิจไทยตายหมด นี่คือตัวอย่างศัตรูตัวร้ายที่สุดตัวจริง แล้วจะไม่ให้ผมจัดการได้อย่างไร
อย่างเรื่องอ้อย การเผาอ้อยปี 2567 อ้อยเผาลดลงต่ำสุดเป็นประวัติศาสตร์ จากเคยรับอ้อยเผามากกว่า 30% ลดลงมาเหลือ 14% ต่ำที่สุดแล้ว ไม่เคยมีต่ำกว่านี้ ผมบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด Commit อะไรไว้ โรงงานน้ำตาลไม่ทำ ผมก็ปิด จะเรียกผมว่า เป็นรัฐมนตรีน้ำตาล รัฐมนตรีอุตสาหกรรมเหล็ก เรียกเป็นอะไรก็แล้วแต่ สำคัญคือ เนื้องาน วาทกรรมผมไม่สนใจ ผมได้มาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก ผมเองเจออะไรมาหนักกว่านี้ ส่วนเรื่องค่าหัวที่เคยถูกตั้งไว้ 300 ล้านบาท ตอนนี้เท่าไร ผมก็ไม่รู้ ผมว่าประเมินน้อยไป ถ้าไม่ถึง 1,000 ล้านบาท ไม่ต้องมาคุยกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เอกนัฏ’ ปราบอุตฯศูนย์เหรียญ ‘ค่าหัว 300 ล้าน ผมว่าน้อยไป’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net