โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเลือกตั้งและการเมืองเทศบาล 11 พ.ค. 2568 ปัญหาและภาพสะท้อน ของส่วนกลางและท้องถิ่น (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 มิ.ย. 2568 เวลา 02.39 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2568 เวลา 02.39 น.

บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง

การเลือกตั้งและการเมืองเทศบาล 11 พ.ค. 2568

ปัญหาและภาพสะท้อน

ของส่วนกลางและท้องถิ่น (1)

“รัฐบาลเห็นว่าการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ…ไม่ได้ผลดีเท่ากับการแบ่งอำนาจไปให้ท้องถิ่นเสียบ้าง…ท้องถิ่นจะได้มุ่งสร้างผลประโยชน์ให้ท้องถิ่นนั้น…ในนานาประเทศ การจัดการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเขาก็ทำกันอยู่แล้ว…”

รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทน 10 ธันวาคม 2475

“การเมืองระดับท้องถิ่น เป็นงานละเอียด ต้องใช้เวลา ต้องเจอทีละคน คุยทีละบ้าน…ไม่ใช่ขึ้นรถแห่ หรือแค่เดินแจกแผ่นพับในตลาด แน่นอน การทำงานแบบเกาะติดกับคนในพื้นที่ ต้องอาศัยกิจกรรมร่วมมาก มวลชนสัมพันธ์ต้องยอดเยี่ยม”

ช่อ พรรณิการ์ วานิช, มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 พฤษภาคม 2568 น.10

หลังการเลือกตั้งระดับเทศบาลทั่วประเทศเมื่อ 11 พฤษภาคม ได้มีงานวิเคราะห์หลายชิ้นที่แหลมคมและล้วนมีนัยยะสำคัญต่อมุมมองการพัฒนาการเมืองของประเทศนี้

แต่ขณะเดียวกัน หลายปัญหายังต้องมีการถกเถียงให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมร้อยปัจจัยที่ส่งผลต่อกันระหว่างโครงสร้างและระบบการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น เพื่อให้การชี้ทิศนำทางของสังคมนี้มีการถกกันมากขึ้นและมีผู้คนเข้าร่วมขบคิดและวิเคราะห์ให้มากยิ่งขึ้น เร่งอัตราการก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้แผ่นดินนี้พ้นสภาวะล้าหลังไปเร็วยิ่งขึ้น

ในภาพรวม การปกครองท้องถิ่นมี 2 แบบหลัก คือ 1. SLG (การปกครองท้องถิ่นจัดทำโดยรัฐ-State Local Government) และ 2. LSG (การปกครองตนเองโดยคนในท้องถิ่น-Local Self Government)

บางประเทศอาจมีบางส่วนที่คละกันบ้าง เนื่องจากเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาไต่ระดับ

แต่ในบางประเทศ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นก็เคยขัดแย้ง ช่วงชิงอำนาจกันมาเป็นระยะๆ

หน้าที่ของเราก็คือ ติดตาม-ค้นคว้าและวิจัยวิเคราะห์ให้ดี

การช่วงชิงอำนาจและโอกาส ก็ต้องอาศัยการรณรงค์ให้มีการแก้ไขกฎหมายหรือข้อบังคับบางข้อ

ส่วนประเทศที่เขามีการปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็งมานาน ท้องถิ่นก็ย่อมมีบทบาทและประเพณีที่แน่นเหนียว

ภาพที่เห็น

จากผลของการเลือกตั้งเทศบาล

11 พฤษภาคม 2568

ข้อที่ 1 ประชาชนสนใจไปใช้สิทธิน้อย (เลือกนายกเทศมนตรี 63.78%, เลือกสมาชิกเทศบาล 62.91%) เมื่อเทียบการเลือกตั้ง อบจ. และระดับชาติ

ข้อที่ 2 รูปแบบการหาเสียง ดีกว่าปี 2564 แทบทุกพรรคและกลุ่มการเมืองมีการเสนอนโยบายเป็นชุด เน้นตัวบุคคลน้อยลง การเสนอคำขวัญและถ้อยคำสำคัญชัดเจนขึ้น

ข้อที่ 3 ทีมชนะส่วนใหญ่ก็คือทีมเก่า แน่นอนมีบ้างที่พ่ายแพ้ แต่พรรคประชาชนชนะระดับเทศบาลตำบลถึง 9 แห่ง และเทศบาลเมือง 5 แห่ง แม้ไม่ชนะในระดับนครเลย ก็คือการต่อสู้ที่ดุเดือดในระดับเมืองใหญ่ กลุ่มอำนาจทรงพลังมายาวนาน ความสัมพันธ์ทางสังคมย่อมลึกซึ้ง การต่อสู้ย่อมจะต้องใช้เวลาต่อไป

และ ข้อที่ 4 หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า การซื้อสิทธิ์ขายเสียงแจ่มชัดและคึกคักยิ่งในเขตเมืองใหญ่ แต่กลับมีการรายงานการกระทำผิดน้อยมาก

นักวิชาการบางคนชี้ว่านี่คือ วิกฤตระดับชาติที่จะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน

คำถามจึงมีไปถึงบทบาทและความรับผิดชอบของ กกต.โดยตรง

ภาพที่เห็น 4 ภาพข้างบนนี้ (1.คนไปเลือกตั้งยังไม่มาก 2.การพัฒนารูปแบบการหาเสียงดีขึ้นในปีนี้ 3.ผู้ชนะส่วนใหญ่เป็นคนเก่า และ 4.การซื้อสิทธิ์ขายเสียงรุนแรงกว่าเดิม) สะท้อนว่าประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นยังไม่ได้พัฒนาไปไกลนัก ไม่ต่างจาก อบจ. แม้ว่าบัดนี้เทศบาลจะมีอายุถึง 92 ปีแล้ว

แต่การเสนอเช่นนี้เป็นเพียงคำบอกเล่า ยังขาดมุมมองที่สำคัญประการหนึ่งไป นั่นคือ เพราะอะไร

ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงต้องถกกันอย่างจริงจังว่า เกิดอะไรขึ้น และเหตุใดเป็นเช่นนั้น

1. ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาเป็นเรื่องจริง

1.1 แม้เทศบาลอยู่ใกล้ชิดกับท้องถิ่นมากกว่าใคร แต่ที่ผ่านมา อำนาจ-บทบาท-งบประมาณ-บุคลากรก็ยังมีจำกัด เช่น ตำรวจเป็นของส่วนกลาง การจราจรกำกับโดยส่วนกลาง การศึกษาส่วนใหญ่เป็นของกระทรวงศึกษา อบจ. และเทศบาลได้ดูแลการศึกษาน้อยมาก การสาธารณสุขก็มีจำกัด ป่าไม้-แม่น้ำทั้งหมดก็เป็นของส่วนกลาง ฯลฯ งบฯ โดยรวมจึงมีไม่มากนัก ดังนั้น หลายคนจึงไม่เห็นว่าเทศบาลมีความสำคัญเท่าใด

คนที่ไปเที่ยวยุโรป-สหรัฐ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ไปเห็นแต่ละเมืองย่อมตอบได้ว่าเมืองของเขาดีอย่างไร

ถ้าเราแก้ไขข้อ 1.1 ข้างบนให้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมีมากกว่านี้ และเพิ่มขึ้นๆ เป็นลำดับตั้งแต่ 92 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการให้มีผู้ว่าฯ เลือกตั้งโดยประชาชนในจังหวัดต่างๆ ลดจำนวนและบทบาทของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในท้องถิ่นลงไปโดยมีการกำหนดแผนและขั้นตอนลดทอนส่วนเหล่านี้เป็นขั้นเป็นตอน

1.2 รูปแบบเทศบาลในรอบ 92 ปีมานี้ พัฒนาเป็น 2 แบบ 1.พัฒนาด้านจำนวนล่าช้าในระยะต้น และ 2.ในระยะ 2 ทศวรรษหลังสุด มีการเพิ่มจำนวนเทศบาลที่เร็วขึ้นมาก แต่กลับขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

พ.ศ. จำนวนเทศบาล จำนวนตำบล

2478 48 4,800

2482 100 n.a.

2500 120 5,000

2524 124 5,693

2534 132 6,946

2537 134 7,158

2547 1,129 n.a.

2568 2,472 n.a. (ไม่มีข้อมูล)

จากข้อมูลในตาราง จำนวนเทศบาลเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วง 60 ปีแรก จาก 48 แห่งเป็น 130 แห่ง แต่หลังจากปี 2540 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เนื่องจากการขยายตัวของเมือง (Urbanization) เกิดขึ้นมาก และสังคมต้องการเห็นองค์กรพัฒนาเมืองที่ทันสมัย ประกอบกับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนมีมากขึ้น

ดังจะเห็นได้จากการลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยของคนในเมืองปี 2535, กระแสการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยประชาชนในช่วงปี 2535-2538, การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงในช่วงปี 2538-2541 และการรณรงค์เพื่อให้มีการปฏิรูปการเมืองในปี 2539-2540

ผลคือ ประชาชนผลักดันให้มีการร่างและผ่านรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนสำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติ-ศาสตร์ ในปี 2540 ส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปีนั้นระบุให้มีการปฏิรูปการเมืองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

ส่งผลให้เกิด พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเริ่มในปี พ.ศ.2542

รูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อจากนั้น มีอย่างน้อย 7 ข้อ ดังนี้

1. พ.ร.บ.อบจ. (ธันวาคม 2540) ให้นายก อบจ.มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยอ้อม ไม่ให้ผู้ว่าฯ เป็น

2. เริ่มปี 2541 เพิ่มจำนวน อบต. จาก 600 กว่าแห่งเป็น 6 พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

3. กุมภาพันธ์ 2542 พ.ร.บ.ยกฐานะสุขาภิบาล 900 กว่าแห่งทั่วประเทศขึ้นเป็นเทศบาล

4. สิงหาคม 2542 ประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อจัดการปฏิรูปการศึกษาทั่วประเทศ

5. เริ่มพฤษภาคม 2543 ให้นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองและเทศบาลนครมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ส่วนเทศบาลตำบล ให้เลือกตั้งโดยตรงได้ในปี 2550

6. ครม.มีมติเดือนพฤษภาคม 2543 ให้มีการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ และเตรียมยกร่าง พ.ร.บ.ใหม่

และ 7. แผน-ขั้นตอนการกระจายอำนาจคือให้ อปท.มีงบประมาณเพิ่มขึ้นจาก 9% เป็น 35% ของงบฯ รัฐในปี 2549

น่าเสียดายที่ไม่เกิดเรื่องสำคัญ 3 เรื่องหลังปี 2542 เพื่อผลักดันเนื้อหาของท้องถิ่นให้พัฒนาในระดับคุณภาพ นั่นคือ 1.3 ไม่มีการขุดค้นหาสาเหตุความล่าช้าในการพัฒนาเทศบาลจากปี 2476-2540 อย่างจริงจังว่าเกิดจากอะไร

สาเหตุสำคัญในทัศนะของผู้เขียนคือ

หนึ่ง วิธีการแบ่งเทศบาลเป็นแขวง (2 แขวงสำหรับเทศบาลตำบล; 3 แขวงสำหรับเมือง และ 4 สำหรับเทศบาลนคร) ให้แต่ละแขวงมีสมาชิกสภาเทศบาลแขวงละ 6 คนโดยให้ประชาชนในแขวงนั้นเลือก

ส.ท. หรือ ส.ใดก็ตามในกระบวนการทำงานการเมืองของท้องถิ่น คือ ตัวแทนของเขตนั้นๆ ไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนชาวบ้าน; เสนอข้อบังคับให้ท้องถิ่น และหามาตรการพัฒนาท้องถิ่น

หน้าที่ของ ส.ท.แต่ละคนจึงต้องชัดเจน แต่ละคนมีพื้นที่ทำงานชัดเจน ไม่ใช่ให้คนถึง 6 คนทำงานในพื้นที่เดียวกัน ขาดการแบ่งงานที่ชัดเจน ส.ท.แต่ละคนแสดงบทบาทไม่ออก อาศัยกลุ่มเป็นหลัก ไม่มีใครลงไปดูแลเขตพื้นที่เฉพาะในเขตนั้นๆ

ลองคิดดูว่า หากแบ่งเทศบาลนครเป็น 24 เขต มี ส.ท. 24 คนคุมเขตที่ชัดเจนของตนเอง 18 ส.ท.ดูแล 18 เขตเทศบาลเมือง และ 12 ส.ท.ดูแลเขตเทศบาลตำบล คิดดูว่าแต่ละคนจะเอาการเอางานขนาดไหน ประชาชนก็ตัดสินใจง่าย เขตของตนเองเดือดร้อน ต้องติดต่อใคร ใครจะมาช่วยดูแลเขต รอบต่อไปจะเลือกใครมาทำงาน

ที่ผ่านมา เราจัดระบบทำงานเป็นกลุ่มที่ขาดความรับผิดชอบและการแบ่งงานที่ชัดเจน ท้องถิ่นจึงพัฒนาได้ยาก ที่สำคัญคือ อาศัยพวกพ้อง ช่วยๆ กันไป มีคนทำงานบ้าง ไม่ทำบ้าง หรือไปเน้นงานสาธารณกุศล งานวัด งานขึ้นบ้านใหม่ งานศพ ก็ได้ และแน่นอนว่า บทบาทของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงแบบนี้ก่ออิทธิฤทธิ์ได้มากกว่า

การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงจากประชาชน มีที่มาจากระบบผู้บริหารเข้มแข็ง (Strong Mayor Form หรือ Strong Executive System) ในสหรัฐ ที่คนอังกฤษอพยพไปอยู่คุ้นชินกับระบอบกษัตริย์อังกฤษ ในฐานะผู้นำที่เข้มแข็ง แต่มีจุดอ่อนคือ เลือกไม่ได้ ตรวจสอบและควบคุมไม่ได้ และไม่มีวาระการทำงานที่ชัดเจน

ระบบผู้บริหารเข้มแข็งที่ควบคุมได้โดยสภาที่มาจากประชาชนจึงเป็นทางออกที่สำคัญยิ่ง โอฬาร ถิ่นบางเตียว (มติชนสุดฯ 16-22 พฤษภาคม 2568 น.16) พูดถูกต้อง การปกครองท้องถิ่นของสหรัฐมีหลายรูปแบบ ระบบผู้บริหารเข้มแข็งจะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อ ส.ท.เก่งคอยตรวจสอบควบคุมงานบริหารของนายก ไม่ใช่ทำงานเป็นทีม สมัครเป็นทีมเป็นพรรคแบบของไทยเราที่มหาดไทยไม่เคยพิจารณาจุดอ่อนของประเด็นนี้เลยแม้แต่น้อย

ระบบนี้ไม่ต้องการให้ผู้บริหารที่เข้มแข็ง 1 คนไปทำงานเป็นทีมร่วมกับ ส.ท.ที่เป็นตัวแทนประชาชน ในอดีต เราเคยมีระบบนายกมาจากเสียงข้างมากของสภาเหมือนในระบบรัฐสภา เราจะต้องทำอะไรให้ดีขึ้น

สอง หลายปีหลัง 2540 ไม่เคยมีข่าวใดจากภาครัฐที่จะจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในจังหวัดใด มีเพียงเสียงประชาชนถาม ผู้ว่าฯ ไม่ว่าจังหวัดไหน มาบริหาร 1-2 ปีย้าย ยังไม่ทันไปครบทุกอำเภอ-ตำบล ปัญหาต่างๆ ก็ยังไม่รู้ทั่วถึง ประชาชนแทบไม่เคยเห็นหน้า ชื่อก็ยังจำไม่ได้ ก็ต้องจากไปแล้ว เป็นเช่นนี้มาเกือบ 100 ปีแล้ว

ผลคือ ทั่วประเทศยังคงมีผู้ว่าฯ เลือกตั้งที่ กทม.เท่านั้น รัฐไม่เคยสนใจคนต่างจังหวัดเลย เคยมีข้อเสนอเรื่อง “ผู้ว่าฯ ซีอีโอ” คือผู้ว่าฯ แต่งตั้งโดยมหาดไทย มีหน้าที่ทำงานตามคำสั่งของรัฐบาล ไม่ใช่ตัวแทนประชาชน

สาม เคยมีการรณรงค์ให้รัฐบาลจัดตั้งกระทรวงท้องถิ่นเพื่อดูแล อปท.โดยเฉพาะ; ให้จัดตั้งสถาบันฝึกอบรมของ อปท. โดย อปท.บริหารเอง และให้สันนิบาตเทศบาลมีสำนักงานบริหารของตนเอง ไม่ใช่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทยดังที่ผ่านมา จะไปศึกษาดูงานต่างประเทศก็ต้องให้คนของมหาดไทยไปด้วย

ดังที่ได้พูดตั้งแต่ต้นแล้ว นี่คือการปกครองท้องถิ่นที่จัดการโดยรัฐ รัฐบาลกลางเป็นผู้ควบคุม ไม่ใช่การปกครองท้องถิ่นด้วยคนท้องถิ่นเอง (Local Self Government-ขอย้ำอีกครั้ง) และบัดนี้ เวลาผ่านไปตั้งแต่ พ.ศ.2542 จนบัดนี้ปี 2568 เราไม่มีกระทรวงเพื่อท้องถิ่น หรือสถาบันฝึกอบรมสร้างคนท้องถิ่นของตนเอง ฯลฯ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเลือกตั้งและการเมืองเทศบาล 11 พ.ค. 2568 ปัญหาและภาพสะท้อน ของส่วนกลางและท้องถิ่น (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...