สภาเห็นชอบ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 454 ต่อ 0 เสียง
สภามีมติประชุม 3 วาระรวด เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนชื่อ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ
ทั้งนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอหลักการ ว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 เพื่อเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ และโอนกิจการของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วนของพระคลังข้างที่ไปเป็นส่วนของสำนักงานพระคลังข้างที่
โดยที่พระคลังข้างที่เป็นหน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ดูแลพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งต่อมามีการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพื่อทำหน้าที่แทน เพื่อเป็นการสืบทอดความเป็นมาให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี
จึงสมควรเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ และสมควรรวมกิจการสำนักพระราชวัง เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพระคลังข้างที่เดิม เข้ามาบริหารจัดการในส่วนของพระคลังข้างที่ตาม พ.ร.บ.นี้ และเพื่อให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติให้แจ้งสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาด้วยคณะกรรมาธิการเต็มสภา
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายตอนหนึ่งว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่บัญญัติขึ้นมาใหม่ในยุครัฐบาล คสช. เมื่อปี 2561
ซึ่งการออกกฎหมายในครั้งนั้นส่งผลให้การดูแลและบริหารพระราชทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เช่น ชื่อเรียก crown property หรือทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เคยเรียกกันว่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ในรัชสมัยก่อนหน้านี้ ได้เปลี่ยนเป็น “ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์” ขณะที่ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” เปลี่ยนเป็น “ทรัพย์สินในพระองค์”
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ตามกฎหมายปี 2561 เป็น “สำนักงานพระคลังข้างที่” แต่เพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกตนจึงไม่มีประเด็นอะไรที่จะคัดค้านร่างกฎหมายของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ตนอยากเสนอให้กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ ไม่อยากให้มีการเสนอให้พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้แบบกระบวนการพิเศษ เช่น ให้พิจารณาวันเดียว 3 วาระรวด เพราะยิ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่เป็นพระประมุขของชาติ สภาของเรายิ่งควรดำเนินการอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน รวมถึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนโดยไม่จำเป็น
ดังนั้น แม้พวกตนสามารถรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ แต่ไม่อาจเห็นด้วยกับกระบวนการที่ ครม.เสนอให้มีการใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อเร่งรัดกระบวนการในการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้
อย่างไรก็ตาม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทน ครม. ผู้ทำหน้าที่เสนอกฎหมายชี้แจงว่า ในการประชุม ครม.มีการหารือกันว่าจะมีการพิจารณา 3 วาระรวดหรือไม่ ซึ่งตนได้ไปศึกษากฎหมายในลักษณะเดียวกันที่ผ่านมาในอดีต เห็นว่าส่วนใหญ่พิจารณาเป็น 3 วาระรวด อีกทั้งร่างกฎหมายฉบับนี้มีเพียง 6 มาตรา ซึ่ง 3 มาตราแรกก็เป็นรูปแบบกฎหมายปกติ จึงขอให้พิจารณา 3 วาระรวด ตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภา
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานสภา ได้ยกข้อบังคับการประชุม ข้อ 120 วรรคสอง หาก ครม.ร้องขอให้พิจารณา 3 วาระรวด ก็จะต้องทำตามที่ ครม.ขอ
หลังจากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการด้วยมติ 451 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 จากผู้ลงมติ 453 คน ่ต่อมาเป็นการพิจารณาในวาระที่ 2 ผลการพิจารณาชื่อร่าง ไม่มีการแก้ไข คำปรารภไม่มีการแก้ไข และมาตรา 1 ถึง มาตรา 6 ไม่มีการแก้ไข
และเข้าสู่การพิจารณาวาระที่สาม มติที่ประชุมเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ด้วยมติ 454 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุม 456 คน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สภาเห็นชอบ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 454 ต่อ 0 เสียง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net