จีน เผชิญเงินฝืดลึกต่อเนื่อง นักวิเคราะห์หั่นเป้าหมายเงินเฟ้อต่ำสุดในรอบ 16 ปี
แม้ "จีน" จะฟื้นตัวด้านส่งออกและการผลิตหลังข้อตกลงพักรบภาษีกับสหรัฐฯ แต่นักเศรษฐศาสตร์กลับหั่นคาดการณ์เงินเฟ้อผู้บริโภคในปี 2025 เหลือเพียง 0.3% ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2009 สะท้อนภาวะเงินฝืดลึก
วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 15.34 น. เว็บไซต์ Yahoo Finance รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าแรงกดดันด้านเงินฝืดในจีนจะรุนแรงขึ้น แม้ว่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งออกในปีนี้ หลังจากที่จีนและสหรัฐบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในสงครามการค้า
ราคาผู้บริโภคในปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ Bloomberg เริ่มสำรวจคำถามนี้ในปี 2566 และต่ำกว่าคาดการณ์เมื่อเดือนเมษายนที่อยู่ที่ 0.4% ทั้งนี้ราคาทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจจีนลดลงต่อเนื่องมา 2 ปี และเงินเฟ้อผู้บริโภคก็อยู่ในแดนลบตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
แม้จะมีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นต่อเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก หลังจากจีนและสหรัฐตกลงชะลอการเก็บภาษีตอบโต้กันชั่วคราว แต่แนวโน้มราคายังคงแย่ลง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) คาดว่าจะเติบโต 4.5% ในปีนี้ จากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ 67 คนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ 4.2%
เดนนิส เชิน นักเศรษฐศาสตร์จาก Scope Ratings กล่าวว่า “ข้อมูลล่าสุด เช่น การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก บ่งชี้ถึงความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจท่ามกลางการเจรจาการค้าภาษี …แต่แรงกดดันเงินฝืดยังคงเป็นความท้าทายหลักด้านมหภาค”
แม้จะมีการลดภาษีลงชั่วคราว แต่ผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากยังต้องเผชิญกับสงครามราคาสินค้าและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ลากยาว ซึ่งทำให้ความต้องการภายในประเทศอ่อนแอ เงินฝืดกำลังกัดกินกำไรของภาคธุรกิจและรายได้ของแรงงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดวงจรลบที่ทำให้ราคายิ่งลดลง
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของจีนในปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 0% ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดาเกือบ 200 ประเทศที่ IMF เฝ้าติดตาม และถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดของจีนตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตการเงินโลก
ตัวอย่างล่าสุดของการแข่งขันราคาอย่างดุเดือดในจีน คือบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ BYD ที่ลดราคารถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดเกือบ 12 รุ่น ลงมากถึง 34% จุดกระแสวิตกว่าตลาด EV จะเกิดการแข่งขันตัดราคาอีกรอบ
อย่างไรก็ตามการหยุดเก็บภาษีชั่วคราว 90 วัน ได้กระตุ้นให้การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐพุ่งขึ้น โดยบริษัทต่างๆ เร่งสั่งสินค้าล่วงหน้า ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์ปรับประมาณการส่งออกปี 2025 เพิ่มขึ้น 1.1% จากปีก่อนหน้า เทียบกับการคาดการณ์ในเดือนเมษายนที่คาดว่าจะหดตัว 1%
นอกเหนือจากการค้า นักเศรษฐศาสตร์ที่ Bloomberg สำรวจยังปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกในปีนี้ด้วย
ขณะที่ความเห็นจาก Bloomberg Economics โดยDavid Qu ระบุว่า “เงินเฟ้อผู้บริโภคและราคาผู้ผลิตที่ลดลง แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนยังอ่อนแอ ผลกระทบจากสงครามการค้าเริ่มกดดันอุปสงค์ภายนอก ขณะที่อุปทานมีมากเกินไป ผลักดันให้ราคาลดลง ความพยายามกระตุ้นการบริโภคที่ดำเนินมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ยังไม่เห็นผลชัดเจน”
อย่างไรก็ตามฉากหลังด้านการค้าโลกที่ดีขึ้น หมายความว่ารัฐบาลจีนอาจใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ โดยรวมถึงมาตรการการคลังและการเงินด้วย
ธนาคารกลางจีน (PBoC) คาดว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักลงเพียง 0.1% ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และลดอัตราส่วนเงินสำรอง (RRR) ลง 0.50% ในช่วงเวลาเดียวกัน
การใช้นโยบายแบบจำกัดเช่นนี้ ยิ่งเพิ่มข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของรัฐบาลในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่จีนกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960
ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางจีนได้ลดอัตราดอกเบี้ยและอัตราส่วนเงินสำรองแล้วในช่วงที่ตึงเครียดกับสหรัฐเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนสินค้าในโรงงานก่อนถึงผู้บริโภค คาดว่าจะลดลง 2% ในปีนี้ แย่กว่าที่เคยประเมินไว้ที่ -1.8% ขณะที่เงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ปี 2568 ติดลบแล้ว 0.1% จนถึงตอนนี้
เอริกา เทย์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Maybank Securities ระบุว่า “ความอ่อนแอของราคาทั่วระบบเศรษฐกิจเริ่มฝังรากลึก …เมื่อความสามารถในการตั้งราคาของธุรกิจอ่อนแอ ก็จะกระทบต่อกำไร การจ้างงาน และการใช้จ่ายของผู้บริโภค หากต้องการกระตุ้นการบริโภค เรื่องราคาจำเป็นต้องได้รับการดูแลเชิงนโยบาย”
อ้างอิง : finance.yahoo.com