รายการลดหย่อนภาษี เงินได้บคลธรรมดา ปี 2565
อย่างที่ทราบกันดีว่าหนึ่งในหน้าที่ของผู้มีเงินได้ คือ การภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี โดยยื่นภาษีด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรใกล้บ้านในรูปแบบเอกสาร ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2566 หรือยื่นภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรที่ยื่นได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2566 ทั้งนี้ในแต่ละปีสิทธิที่เราสามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีจะแตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงต้องอัพเดตใหม่เป็นประจำทุกปี ว่าสามารถใช้สิทธิลดหย่อนอะไรได้บ้าง เพื่อที่จะได้วางแผนและใช้สิทธิให้ตรงกับความต้องการ
สำหรับรายการลดหย่อนภาษี 2565 เราแบ่งออกเป็น ลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว, ลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกัน, ลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน,ลดหย่อนภาษีด้วยเงินบริจาค, ลดหย่อนภาษีด้วยมาตรการรัฐ มีรายละเอียดดังนี้
ลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
1. ลดหย่อนภาษีส่วนตัว : ลดหย่อนได้ 60,000 บาททันที โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ
2. ลดหย่อนภาษีคู่สมรส : ลดหย่อนได้ 60,000 บาท โดยต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสต้องไม่มีรายได้
3. ลดหย่อนภาษีบุตร : ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท เฉพาะบุตรอายุไม่เกิน 20 ปี หรือไม่เกิน 25 ปีและกำลังเรียนอยู่ แต่ในกรณีลูกคนที่ 2 ขึ้นไป และเกิดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป จะลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
4. ลดหย่อนภาษีบิดามารดา : ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท โดยบิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนซ้ำระหว่างพี่น้องได้
5. ลดหย่อนภาษีกรณีอุปการะผู้พิการหรือบุคคลทุพลภาพ : ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท ผู้พิการจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และมีบัตรประจำตัวผู้พิการ โดยผู้ลดหย่อนภาษีต้องเป็นผู้ดูแลที่ระบุอยู่ในบัตรคนพิการเท่านั้น
4. ค่าฝากครรภ์และทำคลอด : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท โดยครอบคลุมทั้งค่าฝากครรภ์ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าทำคลอด และค่ากินอยู่ในสถานพยาบาล
ลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกัน
1. เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป รวมถึงประกันแบบสะสมทรัพย์ : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประกันต้องคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
2. เบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
3. เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท และสามารถรวมประกันสุขภาพพ่อแม่ของคู่สมรสมาลดหย่อนภาษีได้ ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้
4. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี และต้องไม่เกิน 200,000 บาท หรือต้องไม่เกิน 300,000 บาท หากไม่มีการลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกันชีวิต และเมื่อรวมกับหมวดการลงทุนเพื่อการเกษียณแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน
1. กองทุนประกันสังคม : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 6,300 บาท
2. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้รวมทั้งปี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ
3. กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.)/กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ /กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ
4. กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้รวมทั้งปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ
5. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 13,200 ต่อปี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ
ลดหย่อนภาษีด้วยเงินบริจาค
1. เงินบริจาคทั่วไป : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อน
2. เงินบริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา พัฒนาสังคม และโรงพยาบาลรัฐ : ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อน
3. เงินบริจาคพรรคการเมือง : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
ลดหย่อนภาษีด้วยมาตรการรัฐ
1. ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย : ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านหรือคอนโด สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับธนาคารมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่รวมเงินต้น
2. ช้อปดีมีคืน : ค่าลดหย่อน ได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดปีละไม่เกิน 30,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) โดยหากซื้อสินค้าและบริการแล้ว แล้วได้รับส่วนลด ให้ลดหย่อนได้ตามราคาที่จ่ายจริง หลังหักส่วนลดแล้ว โดยโครงการเมื่อต้นปี 2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 2565 ที่ผู้ใช้จ่ายเงินสำหรับค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ ให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบกิจการขาย หนังสือ (รวมถึง e-book) และสินค้า OTOP ภายในประเทศ
3. เงินลงทุนธุรกิจวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) : ลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุดปีละไม่เกิน 100,000 บาท โดยคนที่ลงหุ้นหรือลงทุนในธุรกิจ ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป สามารถนำเงินเงินลงทุนนั้นไปใช้เป็นค่า โดยผู้ที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปลดหย่อนภาษี จะต้องเป็นผู้ที่จ่ายเงินเพื่อจัดตั้งหรือ เพื่อเพิ่มทุนของธุรกิจที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลของไทย ได้รับการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อ สังคม ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 และต้องแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรแล้ว
สำหรับใครที่มีรายจ่ายส่วนไหนที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ อย่าลืมเก็บมาให้ครบเพราะถือเป็นสิ่งสำคัญทำเราสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน แต่สำหรับใครที่สงสัยหรือไม่แน่ใจเรื่องการคำรนวณภาษีหรือค่าลดหหย่อนต่าง ๆ แนะนำโทรไปปรึกษาได้ที่ 1161 หรือสรรพากรในเขตพื้นที่