โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชนวน “สงครามช้างเผือก” เมื่อพระมหาจักรพรรดิมีช้างมงคล 7 ช้าง จน “บุเรงนอง” ร้องขอ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 พ.ย. 2568 เวลา 17.06 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2568 เวลา 17.05 น.
ภาพประกอบบทความ - ภาพขบวนเสด็จพระราชดำเนินของเหล่ากษัตริย์ แวดล้อมด้วยข้าราชบริพารและเครื่องอิสริยยศพร้อมพรั่งไปยังเขาวงกต จิตรกรรมฝาผนังวัดใหม่เทพนิมิตร,กรุงเทพฯ (ภาพจากหนังสือ

“สงครามช้างเผือก”คือความขัดแย้งระหว่างกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (เดิมคือ พระเฑียรราชา ครองราชย์, พ.ศ. 2091-2111) กับพระเจ้ากรุงหงสาวดี “บุเรงนอง” (ครองราชย์, พ.ศ. 2093-2124) ณ ห้วงเวลาที่อยุธยาเต็มไปด้วยช้างมงคลหรือ “ช้างเผือก” คู่พระบารมีพระเจ้าแผ่นดินอยู่หลายช้างด้วยกัน เป็นเหตุให้พระเจ้าบุเรงนองใช้สร้างปมความขัดแย้ง เพื่อทำสงครามกับอยุธยา

ชนวนเหตุ “สงครามช้างเผือก”

ความรุ่มรวยช้างเผือกในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้น พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บรรยายไว้โดยพิสดารว่า

“ครั้งนั้นพระนครศรีอยุธยาไพศาลสมบูรณ์ ด้วยมีช้างเผือกถึง ๗ ช้าง เกียรติยศปรากฏไปในนานาประเทศทั้งปวง มีกำปั่นลูกค้าเมืองฝรั่งเศส เมืองอังกฤษ เมืองวิลันดา เมืองสุรัต และสำเภาจีน เข้ามาค้าขายเป็นอันมาก

สมเด็จพระสังฆราชพระราชาคณะ และเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิต ถวายพระนามพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก กิติศัพท์ลือไปถึงกรุงหงสาวดีว่า พระนครศรีอยุธยามีช้างเผือกถึง 7 ช้าง”

เมื่อพระเจ้ากรุงหงสาวดีทราบถึงความมั่งคั่งนี้ จึงมีพระราชสาส์นมายังกรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุผลว่า “มีพระทัยจะใคร่ได้สัก ๒ ช้าง”ดังความในพระราชพงศาวดารว่า

“ด้วยแจ้งกิติศัพท์ขึ้นไปว่า สมเด็จพระเชษฐาเรา (สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ – ผู้เขียน)ประกอบด้วยบุญญาธิการเป็นอันมาก มีเศวตกุญชรชาติพลายพังถึง ๗ ช้าง พระราชอนุชา (พระเจ้าบุเรงนอง)ท่านประสงค์จะขอช้างเผือกพลาย ๒ ช้าง มาไว้เป็นศรีในกรุงหงสาวดี ให้สมเด็จพระเชษฐาเราเห็นแก่ทางพระราชไมตรีอนุชาท่านเถิด กรุงหงสาวดีกับพระมหานครศรีอยุธยาจะได้เป็นราชสัมพันธมิตรสนิทเสน่หา เป็นมหาพสุธาทองแผ่นเดียวกันไปตราบเท่ากัลปาวสาน

ถ้าสมเด็จพระเชษฐาเราจะถือทิษฐิมานะและรักช้าง ๒ ช้างยิ่งกว่าทางพระราชไมตรี ก็เห็นว่ากรุงหงสาวดีกับกรุงศรีอยุธยาขาดกันเป็นอันแล้ว น่าที่จะได้ร้อนอกสมณพราหมณามาตยาประชาราษฎร”

ครั้งนั้น พระราเมศวร (พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม (เจ้าเมืองสุพรรณฯ) ปรึกษากันว่า ช้างเผือกเป็นสิ่งมงคลแก่บ้านเมือง จะมอบให้พม่าไปเสียเปล่า ๆ จึงไม่ควร นานาประเทศจะมองได้ว่าอยุธยาเกรงกลัวหงสาวดี จึงกราบทูลความแก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระองค์ก็ตรัสว่า ถ้าไม่ให้แล้วพระเจ้ากรุงหงสาฯ ยกทัพมา จะรักษาพระนครได้หรือ

ทั้ง 3 ได้กราบทูลว่า จะขอรบป้องกันพระนครไว้เอง พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาจึงมีพระราชสาส์นปฏิเสธคำขอตอบกลับไป

พระเจ้าบุเรงนองทราบความจึงว่า “เราต้องประสงค์ช้างเผือกแต่ 2 ช้าง ควรหรือตัดทางพระราชไมตรีได้ อันพระนครศรีอยุธยากับกรุงหงสาวดี ตั้งแต่วันนี้ไปจะเป็นปรปักษ์กันแล้ว” ว่าแล้วตระเตรียมไพร่พลและสรรพกำลังสำหรับยกทัพไปทำสงครามกับอยุธยา

ยุทธศาสตร์ใหม่พระเจ้ากรุงหงสาฯ

จากประสบการณ์ทำสงครามกับอยุธยา 2 ครั้งก่อนหน้านั้น พระเจ้าบุเรงนองทรงทราบถึงจุดแข็งของอยุธยาดี ตั้งแต่การมีแม่น้ำล้อมรอบพระนคร หากการปิดล้อมยืดเยื้อ ปัญหาขัดสนเสบียงอาหารจะบ่อนทำลายฝ่ายปิดล้อมทันที รวมถึงหัวเมืองเหนือที่เป็นกำลังสนับสนุนชั้นดี สามารถยกมาสมทบหรือตีตลบหลังผู้รุกรานได้ พระองค์จึงพยายามหักกลบลบจุดแข็งข้างต้นในการศึกครั้งนี้

พระเจ้าบุเรงนองสั่งให้หัวเมืองใหญ่อย่างอังวะ แปร เชียงใหม่ และหัวเมืองทั้งปวงสะสมกำลังให้พร้อม แล้วยกทัพบุกกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ. 2106-2107 เป้าหมายเพื่อยึดครองเอาหัวเมืองฝ่ายเหนือ โดยเฉพาะศูนย์กลางอย่างพิษณุโลก ก่อนจะลงมาปิดล้อมพระนคร

กองทัพพม่าที่ยกมาคราวนั้น เหลือกำลังที่ “พระมหาธรรมราชา” แห่งเมืองพิษณุโลกจะต้านทานได้ ประกอบกับกำลังสนับสนุนจากกรุงศรีอยุธยามิได้ยกมาช่วยเหลือทันท่วงที พิษณุโลกและหัวเมืองเหนือจึงยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้ากรุงหงสาวดี

เป็นอันว่าฝ่ายหัวเมืองเหนือที่ควรจะเสริมกำลังป้องกันพระนคร กลายเป็นกำลังแก่กองทัพพม่าที่ยกมาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาไป สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเห็นท่าไม่ดี จึงยอมเจรจาสงบศึก ทำตามข้อเรียกร้องของฝ่ายพม่า ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองได้ร้องขอช้างเผือกเพิ่มจาก 2 ช้าง เป็น 4 ช้าง เพราะต้องลำบากยกไพร่พลลงมา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็มีพระดำรัสยกให้

พระเจ้ากรุงหงสาฯ ยังขอพระราเมศวรไปเลี้ยงเป็นพระราชโอรส แรกทีเดียวสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงขอไว้สืบราชบัลลังก์ แต่พระเจ้าบุเรงนองตรัสว่า “พระมหินทราธิราชผู้น้องนั้น ก็จะสืบวงศ์ได้อยู่ อันจะเอาไว้ด้วยกัน ถ้าพระเจ้าพี่เราสวรรคตแล้ว ดีร้ายพี่น้องจะหม่นหมองมีความพิโรธกัน” เมื่อขัดไม่ได้ พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาจึงมีพระบัญชาให้ไปตามนั้น ท้ายที่สุดยังต้องมอบพระยาจักรีและพระสุนทรสงคราม ติดตามพระราชโอรสองค์โตไปกรุงหงสาวดีด้วย

เมื่อพระเจ้าบุเรงนองได้ดังประสงค์ครบถ้วนทุกประการ กองทัพหงสาวดีทั้งปวงจึงยกทัพกลับ

สงครามช้างเผือกจึงยุติลงได้โดยพระนครไม่ต้องบอบช้ำจากสงครามปิดล้อมอันยืดเยื้อ แต่ได้เผยให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ใหม่ที่ฝ่ายพม่าสามารถ “จัดการ” กับอยุธยาให้สยบต่ออำนาจของพระเจ้ากรุงหงสาวดีได้

ทำให้โดยพฤตินัยแล้ว สถานะของกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิหลังสงครามช้างเผือก แทบไม่ต่างจากการสูญเสีย “เอกราช” ก่อนการเสียเอกราช (จริง ๆ) ในสงครามเสียกรุงฯ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2112 หรืออีก 5 ปีถัดมา เป็นผลให้ราชสำนักอยุธยา “เปลี่ยนถ่าย” ทางอำนาจครั้งใหญ่ และต้องอยู่ใต้อาณัติราชสำนักหงสาวดีอย่างสมบูรณ์อยู่กว่าทศวรรษ

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาอยู่ใต้อิทธิพลพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่นไปเสียตั้งแต่ก่อนหน้านั้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สำนักห้องสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ประชุมพงศาวดาร ภาค ๖๔ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : โสภณพิพรรฒธนากร. พิมพ์ในงานปลงศพ คุณหญิงปฏิภาณพิเศษ (ลมุน อมาตยกุล)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชนวน “สงครามช้างเผือก” เมื่อพระมหาจักรพรรดิมีช้างมงคล 7 ช้าง จน “บุเรงนอง” ร้องขอ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...