ชนวน “สงครามช้างเผือก” เมื่อพระมหาจักรพรรดิมีช้างมงคล 7 ช้าง จน “บุเรงนอง” ร้องขอ
“สงครามช้างเผือก”คือความขัดแย้งระหว่างกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (เดิมคือ พระเฑียรราชา ครองราชย์, พ.ศ. 2091-2111) กับพระเจ้ากรุงหงสาวดี “บุเรงนอง” (ครองราชย์, พ.ศ. 2093-2124) ณ ห้วงเวลาที่อยุธยาเต็มไปด้วยช้างมงคลหรือ “ช้างเผือก” คู่พระบารมีพระเจ้าแผ่นดินอยู่หลายช้างด้วยกัน เป็นเหตุให้พระเจ้าบุเรงนองใช้สร้างปมความขัดแย้ง เพื่อทำสงครามกับอยุธยา
ชนวนเหตุ “สงครามช้างเผือก”
ความรุ่มรวยช้างเผือกในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้น พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บรรยายไว้โดยพิสดารว่า
“ครั้งนั้นพระนครศรีอยุธยาไพศาลสมบูรณ์ ด้วยมีช้างเผือกถึง ๗ ช้าง เกียรติยศปรากฏไปในนานาประเทศทั้งปวง มีกำปั่นลูกค้าเมืองฝรั่งเศส เมืองอังกฤษ เมืองวิลันดา เมืองสุรัต และสำเภาจีน เข้ามาค้าขายเป็นอันมาก
สมเด็จพระสังฆราชพระราชาคณะ และเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิต ถวายพระนามพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก กิติศัพท์ลือไปถึงกรุงหงสาวดีว่า พระนครศรีอยุธยามีช้างเผือกถึง 7 ช้าง”
เมื่อพระเจ้ากรุงหงสาวดีทราบถึงความมั่งคั่งนี้ จึงมีพระราชสาส์นมายังกรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุผลว่า “มีพระทัยจะใคร่ได้สัก ๒ ช้าง”ดังความในพระราชพงศาวดารว่า
“ด้วยแจ้งกิติศัพท์ขึ้นไปว่า สมเด็จพระเชษฐาเรา (สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ – ผู้เขียน)ประกอบด้วยบุญญาธิการเป็นอันมาก มีเศวตกุญชรชาติพลายพังถึง ๗ ช้าง พระราชอนุชา (พระเจ้าบุเรงนอง)ท่านประสงค์จะขอช้างเผือกพลาย ๒ ช้าง มาไว้เป็นศรีในกรุงหงสาวดี ให้สมเด็จพระเชษฐาเราเห็นแก่ทางพระราชไมตรีอนุชาท่านเถิด กรุงหงสาวดีกับพระมหานครศรีอยุธยาจะได้เป็นราชสัมพันธมิตรสนิทเสน่หา เป็นมหาพสุธาทองแผ่นเดียวกันไปตราบเท่ากัลปาวสาน
ถ้าสมเด็จพระเชษฐาเราจะถือทิษฐิมานะและรักช้าง ๒ ช้างยิ่งกว่าทางพระราชไมตรี ก็เห็นว่ากรุงหงสาวดีกับกรุงศรีอยุธยาขาดกันเป็นอันแล้ว น่าที่จะได้ร้อนอกสมณพราหมณามาตยาประชาราษฎร”
ครั้งนั้น พระราเมศวร (พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม (เจ้าเมืองสุพรรณฯ) ปรึกษากันว่า ช้างเผือกเป็นสิ่งมงคลแก่บ้านเมือง จะมอบให้พม่าไปเสียเปล่า ๆ จึงไม่ควร นานาประเทศจะมองได้ว่าอยุธยาเกรงกลัวหงสาวดี จึงกราบทูลความแก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระองค์ก็ตรัสว่า ถ้าไม่ให้แล้วพระเจ้ากรุงหงสาฯ ยกทัพมา จะรักษาพระนครได้หรือ
ทั้ง 3 ได้กราบทูลว่า จะขอรบป้องกันพระนครไว้เอง พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาจึงมีพระราชสาส์นปฏิเสธคำขอตอบกลับไป
พระเจ้าบุเรงนองทราบความจึงว่า “เราต้องประสงค์ช้างเผือกแต่ 2 ช้าง ควรหรือตัดทางพระราชไมตรีได้ อันพระนครศรีอยุธยากับกรุงหงสาวดี ตั้งแต่วันนี้ไปจะเป็นปรปักษ์กันแล้ว” ว่าแล้วตระเตรียมไพร่พลและสรรพกำลังสำหรับยกทัพไปทำสงครามกับอยุธยา
ยุทธศาสตร์ใหม่พระเจ้ากรุงหงสาฯ
จากประสบการณ์ทำสงครามกับอยุธยา 2 ครั้งก่อนหน้านั้น พระเจ้าบุเรงนองทรงทราบถึงจุดแข็งของอยุธยาดี ตั้งแต่การมีแม่น้ำล้อมรอบพระนคร หากการปิดล้อมยืดเยื้อ ปัญหาขัดสนเสบียงอาหารจะบ่อนทำลายฝ่ายปิดล้อมทันที รวมถึงหัวเมืองเหนือที่เป็นกำลังสนับสนุนชั้นดี สามารถยกมาสมทบหรือตีตลบหลังผู้รุกรานได้ พระองค์จึงพยายามหักกลบลบจุดแข็งข้างต้นในการศึกครั้งนี้
พระเจ้าบุเรงนองสั่งให้หัวเมืองใหญ่อย่างอังวะ แปร เชียงใหม่ และหัวเมืองทั้งปวงสะสมกำลังให้พร้อม แล้วยกทัพบุกกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ. 2106-2107 เป้าหมายเพื่อยึดครองเอาหัวเมืองฝ่ายเหนือ โดยเฉพาะศูนย์กลางอย่างพิษณุโลก ก่อนจะลงมาปิดล้อมพระนคร
กองทัพพม่าที่ยกมาคราวนั้น เหลือกำลังที่ “พระมหาธรรมราชา” แห่งเมืองพิษณุโลกจะต้านทานได้ ประกอบกับกำลังสนับสนุนจากกรุงศรีอยุธยามิได้ยกมาช่วยเหลือทันท่วงที พิษณุโลกและหัวเมืองเหนือจึงยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้ากรุงหงสาวดี
เป็นอันว่าฝ่ายหัวเมืองเหนือที่ควรจะเสริมกำลังป้องกันพระนคร กลายเป็นกำลังแก่กองทัพพม่าที่ยกมาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาไป สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเห็นท่าไม่ดี จึงยอมเจรจาสงบศึก ทำตามข้อเรียกร้องของฝ่ายพม่า ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองได้ร้องขอช้างเผือกเพิ่มจาก 2 ช้าง เป็น 4 ช้าง เพราะต้องลำบากยกไพร่พลลงมา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็มีพระดำรัสยกให้
พระเจ้ากรุงหงสาฯ ยังขอพระราเมศวรไปเลี้ยงเป็นพระราชโอรส แรกทีเดียวสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงขอไว้สืบราชบัลลังก์ แต่พระเจ้าบุเรงนองตรัสว่า “พระมหินทราธิราชผู้น้องนั้น ก็จะสืบวงศ์ได้อยู่ อันจะเอาไว้ด้วยกัน ถ้าพระเจ้าพี่เราสวรรคตแล้ว ดีร้ายพี่น้องจะหม่นหมองมีความพิโรธกัน” เมื่อขัดไม่ได้ พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาจึงมีพระบัญชาให้ไปตามนั้น ท้ายที่สุดยังต้องมอบพระยาจักรีและพระสุนทรสงคราม ติดตามพระราชโอรสองค์โตไปกรุงหงสาวดีด้วย
เมื่อพระเจ้าบุเรงนองได้ดังประสงค์ครบถ้วนทุกประการ กองทัพหงสาวดีทั้งปวงจึงยกทัพกลับ
สงครามช้างเผือกจึงยุติลงได้โดยพระนครไม่ต้องบอบช้ำจากสงครามปิดล้อมอันยืดเยื้อ แต่ได้เผยให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ใหม่ที่ฝ่ายพม่าสามารถ “จัดการ” กับอยุธยาให้สยบต่ออำนาจของพระเจ้ากรุงหงสาวดีได้
ทำให้โดยพฤตินัยแล้ว สถานะของกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิหลังสงครามช้างเผือก แทบไม่ต่างจากการสูญเสีย “เอกราช” ก่อนการเสียเอกราช (จริง ๆ) ในสงครามเสียกรุงฯ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2112 หรืออีก 5 ปีถัดมา เป็นผลให้ราชสำนักอยุธยา “เปลี่ยนถ่าย” ทางอำนาจครั้งใหญ่ และต้องอยู่ใต้อาณัติราชสำนักหงสาวดีอย่างสมบูรณ์อยู่กว่าทศวรรษ
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาอยู่ใต้อิทธิพลพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่นไปเสียตั้งแต่ก่อนหน้านั้น
อ่านเพิ่มเติม :
- สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ตำนาน “พ่อตาดุ” แห่งกรุงศรีอยุธยา
- เจ้านายอยุธยาผู้เป็น “ไส้ศึก” ให้หงสาวดีเมื่อเสียกรุงครั้งแรก บทเรียนที่ถูกกล่าวข้าม?
- “กูไม่กลัว” สาส์นจากพระมหาจักรพรรดิถึงพระเจ้าบุเรงนอง สงครามการทูตหงสาวดี-อยุธยา
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
สำนักห้องสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ประชุมพงศาวดาร ภาค ๖๔ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : โสภณพิพรรฒธนากร. พิมพ์ในงานปลงศพ คุณหญิงปฏิภาณพิเศษ (ลมุน อมาตยกุล)
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2567
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชนวน “สงครามช้างเผือก” เมื่อพระมหาจักรพรรดิมีช้างมงคล 7 ช้าง จน “บุเรงนอง” ร้องขอ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com