โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แรงกดดัน เศรษฐกิจไทย ปี 2568 การลงทุนยังไม่มา ภาคบริการเริ่มแบกไม่ไหว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 พ.ย. 2567 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2567 เวลา 03.42 น.

เศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวช้ากว่าคาดหลัง “โควิด” สร้างแผลเป็นทางเศรษฐกิจรุนแรงโดยเฉพาะ “งบดุลภาคครัวเรือน” 3 อุตสาหกรรมใหญ่กระทบหนัก ขาดดุลการค้าจีน-เกินดุลการค้าสหรัฐเพิ่มต่อเนื่อง ภาคบริการกลายเป็น “เดอะแบก” เศรษฐกิจหวั่นหมดอานิสงส์ท่องเที่ยวฉุดภาคบริการแผ่ว

ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยบนเวที งานสัมมนา TFPA Wealth Management Forum 2024 จัดโดยสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) ว่าแนวโน้ม เศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวช้ากว่าที่ควร หลังจากได้รับผลกระทบจากโควิดค่อนข้างรุนแรงและสร้างแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะงบดุลภาคครัวเรือนเมื่อรายได้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็ต้องสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

และปัญหาสำคัญของไทยก็คือความสามารถทางการแข่งขัน “ทุนเก่าหายไปเร็วมากแต่สร้างทุนใหม่ไม่ทัน” อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของไทย 3 อุตสาหกรรมกำลังถูกกระทบอย่างหนัก ทั้ง “รถยนต์” ที่ กำลังถูก EV เข้ามาทดแทน “อิเล็กทรอนิกส์” ส่วนที่สำคัญอย่างฮาร์ดดิสกที่ร่วงลงไปและยังไม่กลับขึ้นมา และ “ปิโตรเคมี” ที่กำลังเจอปัญหาในเรื่องของ capacity ที่เพิ่มขึ้นมากจากจีน

“ภาคบริการเป็นเซกเตอร์เดียวที่แบกการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่สิ่งที่เคยเป็นพระเอกคือภาคการผลิตและการส่งออกกำลังเจอปัญหาอย่างมาก อย่างไรก็ดีภาคบริการช่วงที่ผ่านมาได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่เคยหายไปเริ่มกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติ แต่อนาคตอันใกล้ถ้าจำนวนนักท่องเที่ยวกลับเข้าไปใกล้ 40 ล้านคน ภาคบริการจะแบกเศรษฐกิจไทยไม่ได้อีกแล้ว เพราะแรงส่งจะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องหาพระเอกตัวใหม่ที่จะมาเคลื่อเศรษฐกิจไทยให้ไปข้างหน้าต่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท้าทายของประเทศไทยก็คือความสามารถในการแข่งขัน”

อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งของปัญหาก็คือการแข่งขันของสินค้าจากจีน ตอนนี้ไทยขาดดุลการค้ากับจีน และเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากขึ้น ซึ่งสินค้าจากจีนไม่ได้เป็นการวิ่งผ่านประเทศไทยอย่างเดียวแต่บางส่วนเข้ามาแข่งขันกับอุตสาหกรรมภายในประเทศด้วย สิ่งที่ตามมาคือดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อ Outlook ของเศรษฐกิจไทยปีหน้า

นอกจากนี้ไทยยังเจอกับ Financial Deleveraging ซึ่งติดลบมาสักพัก โดยเฉพาะรีเทล และ SME ที่กระทบอย่างหนัก ขณะที่กำลังซื้อภาคประชาชนลดลงเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีแบงก์ปล่อยกู้น้อยลง ทำให้ยอดขายบ้าน ยอดขายรถยนต์ลดลงเรื่อยๆจาก rejection ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “fiscal constraints” ที่หนักขึ้นเรื่อยๆเพราะหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นช่องทางในการใช้เงินจึงจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รายได้จาก GDP ของรัฐบาลไทยลดลงเรื่อยๆ และเมื่อมองไปข้างหน้ายังมี Aging Society ที่จะทำให้ประเทศนอกจากไม่มีรายได้เพิ่มแล้วยังมีรายจ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปทางการคลัง นโยบายภาษี การขึ้นอัตราภาษีอาจจะต้องหยิบยกขึ้นมาพูดแน่นอนไม่อย่างนั้นช่องทางที่จะนำเงินไปใส่ในระบบจะน้อยลงเรื่อยๆ

“ส่วนนโยบายการเงินวันนี้เราเริ่มเห็นภาพเศรษฐกิจที่แผ่ว คุณภาพของสินทรัพย์ NPL สูงขึ้นเรื่อยๆซึ่งกำลังบ่งบอกว่าบทบาทนโยบายทางการเงินอาจจะจำเป็นต้องมีมากขึ้น และถ้าเทียบดอกเบี้ยนโยบายซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.25% อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่า 1% และคาดว่าจะต่ำกว่า 1% ไปเรื่อยๆ ซึ่งวันนี้แบงก์ชาติเองก็ยังระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยเพราะกังวลว่าจะเป็นการไปเพิ่มภาระหนี้ครัวเรือน

และประเด็นที่เราเห็นภาพพอสมควรคือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างมาก ซึ่งวันนี้ความผันผวนของค่าเงินบาทสูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเอง หากเป็นไปตามการคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ส่วนเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มแผ่วลง ส่วนอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ และดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มลดลงในอัตราที่ช้าลง เพราะฉะนั้นอัตราดอกเบี้ยอาจยังคงอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง และอาจเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทผันผวน

(เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...