แรงกดดัน เศรษฐกิจไทย ปี 2568 การลงทุนยังไม่มา ภาคบริการเริ่มแบกไม่ไหว
เศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวช้ากว่าคาดหลัง “โควิด” สร้างแผลเป็นทางเศรษฐกิจรุนแรงโดยเฉพาะ “งบดุลภาคครัวเรือน” 3 อุตสาหกรรมใหญ่กระทบหนัก ขาดดุลการค้าจีน-เกินดุลการค้าสหรัฐเพิ่มต่อเนื่อง ภาคบริการกลายเป็น “เดอะแบก” เศรษฐกิจหวั่นหมดอานิสงส์ท่องเที่ยวฉุดภาคบริการแผ่ว
ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยบนเวที งานสัมมนา TFPA Wealth Management Forum 2024 จัดโดยสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) ว่าแนวโน้ม เศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวช้ากว่าที่ควร หลังจากได้รับผลกระทบจากโควิดค่อนข้างรุนแรงและสร้างแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะงบดุลภาคครัวเรือนเมื่อรายได้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็ต้องสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
และปัญหาสำคัญของไทยก็คือความสามารถทางการแข่งขัน “ทุนเก่าหายไปเร็วมากแต่สร้างทุนใหม่ไม่ทัน” อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของไทย 3 อุตสาหกรรมกำลังถูกกระทบอย่างหนัก ทั้ง “รถยนต์” ที่ กำลังถูก EV เข้ามาทดแทน “อิเล็กทรอนิกส์” ส่วนที่สำคัญอย่างฮาร์ดดิสกที่ร่วงลงไปและยังไม่กลับขึ้นมา และ “ปิโตรเคมี” ที่กำลังเจอปัญหาในเรื่องของ capacity ที่เพิ่มขึ้นมากจากจีน
“ภาคบริการเป็นเซกเตอร์เดียวที่แบกการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่สิ่งที่เคยเป็นพระเอกคือภาคการผลิตและการส่งออกกำลังเจอปัญหาอย่างมาก อย่างไรก็ดีภาคบริการช่วงที่ผ่านมาได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่เคยหายไปเริ่มกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติ แต่อนาคตอันใกล้ถ้าจำนวนนักท่องเที่ยวกลับเข้าไปใกล้ 40 ล้านคน ภาคบริการจะแบกเศรษฐกิจไทยไม่ได้อีกแล้ว เพราะแรงส่งจะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องหาพระเอกตัวใหม่ที่จะมาเคลื่อเศรษฐกิจไทยให้ไปข้างหน้าต่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท้าทายของประเทศไทยก็คือความสามารถในการแข่งขัน”
อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งของปัญหาก็คือการแข่งขันของสินค้าจากจีน ตอนนี้ไทยขาดดุลการค้ากับจีน และเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากขึ้น ซึ่งสินค้าจากจีนไม่ได้เป็นการวิ่งผ่านประเทศไทยอย่างเดียวแต่บางส่วนเข้ามาแข่งขันกับอุตสาหกรรมภายในประเทศด้วย สิ่งที่ตามมาคือดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อ Outlook ของเศรษฐกิจไทยปีหน้า
นอกจากนี้ไทยยังเจอกับ Financial Deleveraging ซึ่งติดลบมาสักพัก โดยเฉพาะรีเทล และ SME ที่กระทบอย่างหนัก ขณะที่กำลังซื้อภาคประชาชนลดลงเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีแบงก์ปล่อยกู้น้อยลง ทำให้ยอดขายบ้าน ยอดขายรถยนต์ลดลงเรื่อยๆจาก rejection ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “fiscal constraints” ที่หนักขึ้นเรื่อยๆเพราะหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นช่องทางในการใช้เงินจึงจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รายได้จาก GDP ของรัฐบาลไทยลดลงเรื่อยๆ และเมื่อมองไปข้างหน้ายังมี Aging Society ที่จะทำให้ประเทศนอกจากไม่มีรายได้เพิ่มแล้วยังมีรายจ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปทางการคลัง นโยบายภาษี การขึ้นอัตราภาษีอาจจะต้องหยิบยกขึ้นมาพูดแน่นอนไม่อย่างนั้นช่องทางที่จะนำเงินไปใส่ในระบบจะน้อยลงเรื่อยๆ
“ส่วนนโยบายการเงินวันนี้เราเริ่มเห็นภาพเศรษฐกิจที่แผ่ว คุณภาพของสินทรัพย์ NPL สูงขึ้นเรื่อยๆซึ่งกำลังบ่งบอกว่าบทบาทนโยบายทางการเงินอาจจะจำเป็นต้องมีมากขึ้น และถ้าเทียบดอกเบี้ยนโยบายซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.25% อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่า 1% และคาดว่าจะต่ำกว่า 1% ไปเรื่อยๆ ซึ่งวันนี้แบงก์ชาติเองก็ยังระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยเพราะกังวลว่าจะเป็นการไปเพิ่มภาระหนี้ครัวเรือน
และประเด็นที่เราเห็นภาพพอสมควรคือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างมาก ซึ่งวันนี้ความผันผวนของค่าเงินบาทสูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเอง หากเป็นไปตามการคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ส่วนเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มแผ่วลง ส่วนอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ และดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มลดลงในอัตราที่ช้าลง เพราะฉะนั้นอัตราดอกเบี้ยอาจยังคงอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง และอาจเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทผันผวน