กำเนิด “Temu” 1 ใน 4 มังกรน้อยท่องทะเล เมื่อการเติบโตในประเทศจีนเป็นไปด้วยดีและราบรื่น ไม่แปลกที่พินตัวตัวจะมองหาโอกาสที่รออยู่ในต่างประเทศ พวกเขาจึงตั้งบริษัทลูก “Temu” ขึ้นมาในเดือน ก.ค. 2022 และเปิดตัวแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย. เริ่มต้นที่สหรัฐฯ เป็นที่แรก โดยยังคงใช้โมเดลธุรกิจของพิวตัวตัวในการดึงดูดใจผู้ใช้ ชื่อของ Temu ไม่มีความหมายในภาษาจีน แต่บริษัทระบุว่ามันมีความหมายว่า “Team Up, Price Down” (รวมกลุ่มกัน ราคาถูกลง) ซึ่งคล้ายกับความหมายของพินตัวตัว Temu มีสินค้าราคาถูกหลากหลายประเภทในกว่า 30 หมวดหมู่ เช่น เสื้อผ้าสตรีและบุรุษ ความงามและสุขภาพ บ้านและครัว กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือและการปรับปรุงบ้าน อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง ของเล่นและเกม เป็นต้น จากนั้น Temu ค่อย ๆ ขยายไปยังออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน อังกฤษ ละตินอเมริกา แอฟริกาใต้ ฯลฯ รวมเปิดให้บริการแล้วในกว่า 70 ประเทศ/เขตการปกครองทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเองมีรายงานว่า Temu เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ค. 2024 นี้เอง เป็นชาติที่ 3 ของภูมิภาคอาเซียนต่อจากมาเลเซียและฟิลิปปินส์ Temu กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเมื่อเดือน ก.พ. 2024 หลังยอมทุ่มทุนกว่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 530 ล้านบาท) เพื่อให้ได้ออกโฆษณาในงานซูเปอร์โบวล์ (Super Bowl) การแข่งขันอเมริกันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ส่งผลให้ยอดการค้นหาและใช้งาน Temu พุ่งพรวดมหาศาล ที่ประเทศจีนธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ 4 เจ้าที่ออกไปบุกตลาดต่างประเทศ ได้แก่ Aliexpress และ Lazada ของอาลีบาบา (Alibaba), TikTok Shop, ชีอิน (Shein) และน้องใหม่ล่าสุด Temu ของพินตัวตัว ซึ่งทั้งหมดถูกเรียกรวมว่าเป็น “4 มังกรน้อยท่องทะเล” (出海四小龙) และต้องยอมรับว่า ในบรรดามังกรทั้ง 4 ตัว Temu เป็นตัวที่มีการเติบในแง่ของยอดขายและรายได้มากที่สุด อย่างที่ระบุไว้ในตอนต้นว่า ยอดขายประจำปี 2023 ของ Temu อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท โตขึ้น 233% จากปีก่อนหน้า ส่วน TikTok Shop ยอดขายโตขึ้น 150% ด้วยยอดการซื้อขาย 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (7 แสนล้านบาท) และตั้งเป้าไว้ที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.75 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 ขณะที่อีคอมเมิร์ซของอาลีบาบา ปี 2023 โตขึ้น 125% โดย AliExpress และ Lazada มียอดการซื้อขายรวม 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.4 ล้านล้านบาท) และปี 2024 ตั้งเป้าไว้ที่ 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.15 ล้านล้านบาท) ทางด้านชีอินเป็นบริษัทที่เติบโตน้อยที่สุด เพียง 40% เนื่องจากเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดและช้ากว่าเจ้าอื่นในการขยายไลน์สินค้าให้ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ แต่ก็มียอดขายสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท (1.58 ล้านล้านบาท) ความปังของ Temu ทำให้รายได้โดยรวมของบริษัทแม่อย่างพินตัวตัวในไตรมาส 1/2024 เพิ่มขึ้น 131% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็น 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.2 แสนล้านบาท) ส่วนกำไรของบริษัทพุ่ง 246% เป็น 3.9 พันล้านบาท (ราว 1.37 แสนล้านบาท)
เป็นเรื่องน่าจับตามอง เมื่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ได้เปิดเผยถึงอัตราการจ้างงานในไตรมาส 3 ปี 2567 พบว่า มีคนว่างงาน 414,000 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.02 % โดยการว่างงานที่เพิ่มขึ้นนั้นมีทั้ง ‘กลุ่มเคยทำงาน’ และ ‘ไม่เคยทำงานมาก่อน’
สำหรับ ‘คนว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน’ มีอัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นจำนวน 180,000 คน ส่วนใหญ่เป็นการออกมาจากภาคธุรกิจขายปลีก-ขายส่ง และภาคอุตสากรรมการผลิต
แต่ที่น่าสนใจ ก็คือ ‘เด็กจบใหม่’ หรือ ‘ผู้ไม่เคยทำงานมาก่อน’ มีแนวโน้มตกงานเพิ่มขึ้น และนานขึ้น โดยสภาพัฒน์พบว่า คนกลุ่มนี้มีอัตราว่างงานสูงขึ้น 3.5% หรือมีจำนวนไม่ต่ำ 230,000 คน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับสูงสุดของระดับอุดมศึกษา, มัธยมศึกษาตอนปลายไปจนถึงมัธยมตอนต้น
นอกจากนี้เด็กจบใหม่ยังเป็นกลุ่มผู้ว่างงานที่ยาวนานขึ้นตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้น 16.2% หรือราว ๆ 81,000 คน โดยกว่า 65% ของคนในกลุ่มนี้ระบุว่า หางานไม่ได้ ขณะที่ 71.3% ไม่เคยทำงานมาก่อน ซึ่งในจำนวนนี้เกือบ 3 ใน 4 อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี
สำหรับเหตุผลของการที่เด็กจบใหม่หรือผู้ไม่เคยทำงานมาก่อนมีแนวโน้มตกงานเพิ่มขึ้นและนานขึ้นนั้น ทางสภาพัฒน์ให้เหตุผลว่า ส่วนหนึ่งมาจากมีอุตสาหกรรมที่มีผลต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย อาทิ Data Center ขนาดใหญ่, งานประกอบแผงวงจร การผลิตอุปกรณ์และแผงวงจรอิเลคทรอนิกส์อัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งแรงงานที่ผลิตออกมาอาจมีทักษะไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว
ดังนั้น จึงอยากส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีส่วนในการ Upskill และ Reskill กับกลุ่มแรงงานให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม