โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตรัง สถาบันพระบรมราชชนกเตรียมผลิต 9 หมอรุ่นใหม่ นวัตกรรมสุขภาพไทยสู่ระดับโลก

77kaoded

เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2567 เวลา 03.17 น. • 77 ข่าวเด็ด

ตรัง สถาบันพระบรมราชชนก ปฏิวัติการศึกษาสาธารณสุข เตรียมผลิต '9 หมอ' รุ่นใหม่ พร้อมพัฒนาสุขภาพระดับโลก อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร นำทีมผู้บริหารเยือนสถาบันการศึกษาสาธารณสุขในจังหวัดตรัง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการผลิตบัณฑิตสุขภาพรุ่นใหม่ที่มีความเป็นนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการผลิตทีมสุขภาพครบ 9 สาขาวิชาชีพ เพื่อกระจายไปทำงานในชุมชนและสถานีอนามัยทั่วประเทศ พร้อมวางแผนพัฒนาระบบสาธารณสุขเชิงรุก ด้วยแนวคิด "สร้างนำซ่อม" ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและพัฒนาสุขภาวะของคนไทยอย่างยั่งยืน

ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก พร้อมคณะผู้บริหาร เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมเยียนวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง ต.ควนธานี อ.กันตัง จ.ตรัง และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีตรัง ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายสุนทร ปราบเขต ผู้อำนวยการวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง พร้อมคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา

ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก บอกว่า สำหรับสถาบันราชนกของเราก็เป็นสถาบันที่เกิดใหม่ ตาม พ.ร.บ.2562 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2562 ปีนี้ก็เข้าเป็นปีที่ 6 โดยสถาบันฯเราเริ่มมาจากโรงเรียนผดุงครรภ์ในสมัยก่อน ซึ่งมีปัญหาแม่และเด็กตายมาก ทางรัฐบาลในขณะนั้นได้ตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์ไปอยู่ในชนบท เพื่อที่จะแก้ปัญหาแม่และลูกตาย เด็กขาดสารอาหาร และในเรื่องของการได้รับวัคซีนต่าง ๆ จนกระทั่งวิทยาลัยพยาบาลของเราพัฒนา การผดุงครรภ์มาเป็นวิทยาลัยพยาบาล และจนกระทั่งมาเป็นสถาบัน ซึ่งปกติเราจะรับประกาศนียบัตร และรับปริญญาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เราทำ ข้อผูกพันซึ่งกันและกัน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ได้พระราชทานให้ ในการเริ่มต้นของสถาบันเรามี 2 คณะ 1. คณะพยาบาล ซึ่งผลิตบัณฑิตได้ปีละประมาณ 4,200 กว่าคน 2. คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ ผลิตบัณฑิตได้ปีละ 2,000 คน ก็ประมาณ 6,000 เศษ สำหรับคณะแพทย์ที่เรา เปิดมาเป็นปีที่ 2 ซึ่งเรามี วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์อยู่ 3 แห่งได้แก่วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช และราชบุรี รับทั้ง 3 วิทยาลัยและ 3 โรงพยาบาล 96 คนต่อปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 สำหรับการรับนักศึกษาเราในช่วงปีที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จในการที่เราทำ MOU กับ โรงเรียนมัธยมทั่วประเทศโดยนายอนุทิน ชาญวีรกุลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ลงนามกับ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีกระทรวง ศึกษาธิการในขณะนั้น ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม 2563 ทำมา 3 ปีก็พบว่านักศึกษาที่รับมา 3 รุ่นประมาณ 80% ได้มาจาก MOU ซึ่งการทำ MOU ก็จะเป็นโครงการที่สำคัญกับประเทศ คือให้เด็กทุกโรงเรียนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นจ.แม่ฮ่องสอน จ.น่าน จ.ยะลา ทุกโรงเรียนมีสิทธิ์เท่าเทียมกับโรงเรียนเตรียมอุดม โรงเรียนราชินี เพราะฉะนั้นความเท่าเทียมกันของการศึกษาโดยที่เราไม่ได้สอบ ใช้เกรดเป็นหลัก พยาบาล 3.0 สาธารณสุข 2.5 ก็เข้าได้หมด คือจะเป็นชาวเขา ชาวเรา ก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกันซึ่งที่ผ่านมาเราพบว่า ทางสถาบันต้องออกกำลังเนื่องจากเด็กที่เข้ามาพื้นฐานยังไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการเตรียมการ ในเรื่องของคัดก่อนเข้าเพื่อจะปูพื้นฐานให้เข้ากัน แต่อย่างไรก็ตามแต่ที่เราทำมา 3 ปี พบว่าเด็กทดสอบผ่านตามหลักการอาจจะมีซ่อมบ้าง แต่ท้ายสุดเด็กทุกคนก็ได้ผ่านเกณฑ์หมด

สำหรับปี 2568-2577 เป็นต้นไป ก็จะมีการรับนักศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ 2 เป็นรูปแบบที่สถาบันพระบรมราชนกผลิตบัณฑิตให้กับกระทรวงสาธารณสุข และเป็นโครงการแรกของประเทศและโครงการแรกในโลกนี้ ซึ่งผลิตบัณฑิต ทีมนวัตกรรมสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย 9 หมอ ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล สาธารณสุข ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยสาธารณสุข ฉุกเฉินการแพทย์ แพทย์แผนไทยทันตแพทย์ เภสัช โดยที่เราผลิตที่ สบช. ตั้งแต่ 1-9 เพื่อที่จะให้ทีมและเป็นทีม นวัตกรรมและมี mindset หรือ เน้นชุมชนเป็นหลักและเป็นบัณฑิตคืนถิ่นมาจากอำเภอไหนก็กลับไปอำเภอนั้น เหตุผลตรงนี้ก็คือต้องการให้เป็นบัณฑิตที่รักภูมิลำเนา และมีทัศนคติในการทำงานในทิศทางเดียวกัน เพื่อหล่อหลอมการเรียนการสอน ซึ่งเรามีปณิธานคือปัญญาเพื่อชุมชน เพราะฉะนั้นทิศทางในการพัฒนาการเรียนการสอนของเรา เดิมเราจะผลิตบัณฑิตเป็นผู้นำ แต่เราเปลี่ยนใหม่ เมื่อวันที่ 18-19 เดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมาเราเปิด Kick Off ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกที่เราผลิตบัณฑิตเป็นปฐมภูมิก็ให้ผลิตไป แต่ปี 2568 เป็นต้นไปทีมสุขภาพที่ดูแลปฐมภูมิจะเป็นทีมที่ผลิตจากสบช.และดูแลเรื่องสุขภาพสร้างนำซ่อม ในอดีตที่ผ่านมาเราจะตามรักษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเบาหวานความดันเราก็ตามรักษา แต่ท้ายสุดจะไปเกิดโรคของอัมพาตอัมพฤกษ์ เส้นเลือดหัวใจตีบตันและไตวาย และอีกเรื่องหนึ่งโรคจิตประสาท แต่หากเรานำสร้างนำซ่อมประชาชนคนไทยดูแลซ้ำ โรคไม่ติดต่อเชื้อโรคของเราต่างกับเชื้อโรคสมัยก่อน หน้ายุคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียไวรัส เป็นโรคที่เราป้องกันด้วยวัคซีน เช่น คอตีบ ไอกรน โปลิโอ เรื่องของอหิวาตกโรค แต่ระยะนี้โรคที่เป็นเชื้อโรคก็คือพฤติกรรมสุขภาพเราจะรณรงค์ให้คนไทยสร้างสุขภาพตั้งแต่เด็ก ออกกำลังกายอาหารอารมณ์ ลดเหล้า ลดบุหรี่ ลดอ้วนก็คือ 3 ออ 3 ลอ เรามีเครื่องมือ อันหนึ่งที่ทั่วโลกไม่มีในการเฝ้าระวังก็คือปิงปอง 7 สี ซึ่งเราใช้ชื่อว่าสบช.โมเดล เป็นเครื่องมือสาธารณสุขมูลฐานที่คล้ายกับการแก้ปัญหาเด็กขาดสารอาหารสมัยก่อน โดยการชั่งน้ำหนักเด็ก และแก้ปัญหาเด็กกินข้าวด้วยบัตรโภชนาการ ให้ออกกำลังกายสุขภาพก็จะดี สำหรับการเรียนการสอนเราจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป ซึ่งเราจะแบ่งจากโครงการที่เรามีผลิต 62,000 คน ด้วยงบประมาณ 37,234 ล้านบาท จะแบ่งเป็น 10% กระจายทั่วกันทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นที่ตรังปีแรก 10% ปีที่ 2 10% ท้ายสุด รพ. สต.ทั้งหมดจะได้รับ 9 หมอเหมือนกัน แต่ปีแรกเนื่องจากงบประมาณทางรัฐบาลไม่ทัน ได้แปรญัตติมา 123 ล้านบาทเศษก็ได้ ก็รับประมาณ 30% แต่ปีแรกเราจะเน้นหมอที่ไปจบบรรจุที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง อยู่จังหวัด 1 คนก็ประมาณ 52 ที่ในประเทศไทยเพื่อเป็นต้นแบบ หลังจากนั้นเราก็ผลิตตามปกติเพราะฉะนั้นทั่วประเทศจะได้เท่าเทียมกัน สำหรับโครงการนี้จะเป็นโครงการที่พัฒนาระบบสาธารณสุขของเราที่เป็นการพลิกโฉม ถ้าเราเน้นในเรื่องการดูแลสุขภาพตั้งแต่เบื้องต้น ตั้งแต่แม่และเด็ก เด็กวัยเรียน ไปวัยทำงานจนถึงผู้สูงวัย เชื่อว่าผู้หญิงอายุประมาณ 79-80 โดยเฉลี่ยผู้ชายอายุประมาณ 75-76 หากเราดูแลดีๆ ก็จะไปเสียชีวิตตอนอายุ 90 ก็จะเป็นเรื่องที่ปลูกฝังนักศึกษาของเราให้มีองค์ความรู้นี้พอจบไปทำงานแล้วก็จะได้มายเซต และละติจูดที่ดี ทุกคนก็จะไปดูในเรื่องสร้างนำซ่อม คิดว่า ในอนาคตของประเทศเราจะ โดยที่เรามีมหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ดมาร่วมทำ MOU กับเราด้วยกัน ที่สมเด็จพระบิดาเรียนแพทย์ที่นั่น และที่สกอตแลนด์ ซึ่งเป็นเจ้าโลกของแพทย์ศาสตร์ศึกษา ซึ่งเชื่อว่าการทำงานของเราโดยมีการพัฒนาให้ถึงระดับโลกหลักสูตรก็เป็นหลักสูตรที่ใช้ระดับโลกเช่นกัน บัณฑิตก็ได้รับการหล่อหลอม ไปเป็นผลพวงท้ายที่สุดก็คือสถานีใหม่ทั่วประเทศได้ระดับโลกเช่นกัน

การเยี่ยมเยียนครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสุขภาพของสถาบันพระบรมราชชนก เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานในระดับชุมชนและระดับโลกอย่างแท้จริง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...