โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค่าการกลั่นน้ำมัน! จะให้ถูกใจ หรือถูกต้องดี (1)

The Bangkok Insight

อัพเดต 21 มิ.ย. 2565 เวลา 00.55 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2565 เวลา 08.06 น. • The Bangkok Insight

ช่วงสองสัปดาห์มานี้ โหงวเฮ้ง (หรือนรลักษณ์พยากรณ์) ของผู้บริหารบริษัทโรงกลั่นน้ำมันในไทยทั้ง 6 โรง อันได้แก่ Thai Oil, GC, BCP, IRPC, Esso และ SPRC ดูออกจะไม่มีออร่าแจ่มใส สวนทางกับราคาน้ำมันขาขึ้น จากวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในยุโรป ที่น่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจ

แต่เหตุที่ไม่เบิกบานนักก็เพราะโรงกลั่นในไทย กำลังจะถูกกล่าวหา จากคนที่มีดีกรีเคยเป็นถึงขุนคลังของรัฐบาลในอดีต 2 คน ว่า เป็นโจรปล้นประชาชน หรือเอาเปรียบผู้บริโภคบ้างล่ะ โดยยกอ้างถึงตัวชี้วัด "ค่าการกลั่นน้ำมัน" Gross Refinery Margin (GRM) ด้วยการวิเคราะห์ของตนว่า มีค่าสูงมากเกินปกติ ดังนั้นจึงไปอนุมานว่าบริษัทโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรง ต้องมีกำไร "ส้มหล่น" อย่างมหาศาล เกิดเป็นกระแสให้รัฐเข้ามาจัดการควบคุมเพดานค่าการกลั่น GRM

ค่าการกลั่นน้ำมัน

พร้อมทั้งมีข่าวว่า จะขอร้องแกมบังคับให้โรงกลั่นให้ความร่วมมือ "บริจาค" เงินก้อนมาให้รัฐ นำไปใช้พยุงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป หลังจากที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กำลังจะหมดความสามารถ ที่จะนำไปใช้พยุงราคาน้ำมันได้อีกต่อไป เนื่องจากใช้ไปจนหมดหน้าตัก จนมีภาระเป็นหนี้จะเหยียบ 100,000 ล้านบาทภายในสิ้นเดือนนี้อยู่แล้ว

มีการยกเอาสถิติตัวเลขส่วนต่าง (crack spread) ระหว่างราคาน้ำมันดีเซล กับราคาน้ำมันดิบในตลาดสิงคโปร์มาเปรียบเทียบย้อนหลังไปในปี 2563 เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือด้วยว่า โรงกลั่นกำลังฟันกำไรบนความทุกข์ของประชาชน!

กระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการฯ ตกเป็นเป้าโจมตีเช่นเคยว่า ไม่ทำอะไรเลย ตามด้วยการกล่าวสบประมาทว่า เป็นเพราะรัฐมนตรีฯ เกรงใจเพื่อนเพราะตนเคยทำธุรกิจนี้มาก่อน ส่วนข้าราชการก็ถูกข้อหาเดิมว่า ไปนั่งอยู่ในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ต้องมีประโยชน์ทับซ้อนแน่เลย ถึงไม่กล้าสั่งโรงกลั่นให้ลดราคา

ผมติดตามข่าวสารในสื่อมวลชนกระแสหลัก ก็พบว่า สื่อมวลชนและประชาชนส่วนใหญ่ ค่อนข้างเข้าใจ และยอมรับในระดับหนึ่งว่า ราคาหน้าปั๊มที่แพงขึ้นในช่วง 3-4 เดือนกว่ามานี้ เพราะต้นทุนเนื้อน้ำมันในตลาดโลก (ทั้งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ที่กลั่นแล้ว) มีราคาแพงขึ้น อันมีเหตุปัจจัยแวดล้อมหลายเรื่องมาประจวบกัน

ผู้ค้าและปั๊มน้ำมัน ไม่สามารถตั้งราคาเอง โดยไม่คำนึงถึงกลไกตลาดและต้นทุนได้ และรัฐบาลก็ได้พยายามหลายวิธีด้วยกลไกหลาย ๆ อย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ มาอุดหนุนราคาขายปลีก (โดยเฉพาะดีเซล) การลดภาษีสรรพสามิตลงกว่า 5 บาทต่อลิตร การลดส่วนผสมของไบโอดีเซล B100 ในน้ำมันดีเซลจาก 7%, 10% และ 20% ให้เหลือเป็น B5 (5%) เท่านั้น

การค่อย ๆ ขยับเพดานการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล เป็น 35 บาท/ลิตร และก๊าซหุงต้ม LPG เป็น 363 บาทต่อถัง 15 กก. และใช้โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาช่วยสนับสนุนลดค่าครองชีพด้านพลังงานให้แก่ผู้มีรายได้น้อย วินมอเตอร์ไซด์ รถ Taxi หาบเร่แผงลอย และครัวเรือนผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อย เป็นต้น

ค่าการกลั่นน้ำมัน

จะเห็นได้ว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้เป็นต้นมาจนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ 17/6/65 สำหรับดีเซลปรับขึ้น 17% (ขณะที่ในตลาดสิงคโปร์ปรับขึ้น 84%) ส่วนแก๊สโซฮอล 95 ก็ปรับราคาขึ้น 38% (ขณะที่ ULG 95 สิงคโปร์ปรับขึ้นในช่วงเดียวกัน 61%) ราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่น (ex-refinery prices) ของไทยก็ปรับตัวขึ้นใกล้เคียงกับราคาหน้าโรงกลั่นที่สิงคโปร์ด้วย

ดังนั้น พอมีประเด็นเรื่องค่าการกลั่นน้ำมันเข้ามา หลายคนก็เลยสงสัยอยากรู้ว่า เอ๊ะ จริงหรือเปล่า ที่โรงกลั่นมีกำไรมหาศาลจากส่วนต่างของค่าการกลั่นนี้ และเรา (รัฐ) ควรจะเข้าไปทำอะไรมากกว่านี้เพื่อช่วยประชาชนเพิ่มเติมอีกได้ไหม โดยการคุมเพดานการกลั่น หรือขอแบ่งเงินจากกำไร "ส้มหล่น" ของโรงกลั่น มาช่วยพยุงราคาน้ำมันในประเทศ จะดีหรือไม่

ผมคิดว่า เราควรจะไตร่ตรองให้รอบคอบ และคิดถึงผลกระทบทั้งในระยะยาว และระยะสั้นต่อระบบเศรษฐกิจของไทย และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ก่อนที่จะออกมาตรการใด ๆ ออกมา รวมทั้งควรมองไปถึงตอนจบด้วยว่า มาตรการที่จะนำมาใช้ จะยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมจริงหรือเปล่า

ไม่ใช่แก้แบบเสี่ยงโชคยื้อเวลา โดยหวังว่า อีกประเดี๋ยวหนึ่ง วิกฤติก็จะหายไป แล้วราคาในตลาดโลกคงจะลดลงมาเอง และไม่ควรแก้ปัญหาหนึ่ง แต่ไปก่อให้เกิดอีกปัญหาหนึ่ง ให้คนรุ่นหลังหรือรัฐบาลข้างหน้ารับไปแก้กันเอาเอง

ประการแรก ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ค่าการกลั่น (GRM) มิใช่กำไรแท้จริงที่โรงกลั่นได้รับ และจะดูค่า GRM ควรจะต้องพิจารณาจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคา ของทุกผลิตภัณฑ์ที่กลั่นออกมาจากหอกลั่น เทียบกับราคาน้ำมันดิบชนิดที่แต่ละโรงกลั่นเขาสั่งซื้อเข้ามากลั่นจริง (หรือที่เรียกว่า crack spreads) และดู loss ในกระบวนการผลิตด้วย ไม่ใช่เอาส่วนต่างเฉพาะของราคาน้ำมันดีเซล (ซึ่งมักจะแพงที่สุด) ไปลบด้วยราคาน้ำมันดิบดูไบ (ซึ่งมักจะถูกที่สุด) แล้วไปสรุปเลยว่าเขาต้องมีกำไรมหาศาล

เปรียบเสมือนโรงสีข้าว รับซื้อข้าวเปลือกมาสี สีข้าวแล้วได้ผลิตภัณฑ์ต่างชนิด ที่ขายได้ในราคาต่างกัน เช่น แกลบ รำข้าว ปลายข้าว ข้าวหัก มิใช่มีแต่ข้าวสาร 5% หรือมีแต่ข้าวหอมมะลิอย่างเดียว

GRM จึงเป็นเพียงหนึ่งในตัวชี้วัดว่า โรงกลั่นมีประสิทธิภาพเปรียบเทียบกับโรงกลั่นอื่น ๆ ในภูมิภาคแล้วเป็นอย่างไร เพื่อพัฒนาปรับปรุงลดต้นทุน ให้สามารถแข่งขันกับโรงกลั่นในประเทศอื่น ๆ GRM จึงแสดงความสามารถของโรงกลั่น ในการทำกำไร และแข่งขันในตลาดค้าส่งน้ำมัน ที่เป็นตลาดเสรี มิได้แปลว่า GRM มีค่าสูงแล้วจะมีกำไรดีเสมอไป

ค่าการกลั่นน้ำมัน

ประการที่สอง โรงกลั่นแต่ละโรงมีโครงสร้างการลงทุน และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ซึ่งยังไม่รวมถึงต้นทุนค่าซื้อน้ำมันดิบมากลั่น ที่แต่ละโรงซื้อมาในเวลาที่ต่างกัน และคุณภาพของชนิดน้ำมันดิบที่ซื้อก็อาจแตกต่างกันด้วย

ค่าสำรองน้ำมันตามกฎหมาย ค่าบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากราคาขึ้นหรือลงของสต็อกน้ำมัน cost structures จึงไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น การจะไปคุมราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นแต่ละโรง แบบจะใช้ระบบ cost plus จึงไม่อาจทำได้ และไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน

รวมถึงการจะประกาศควบคุมราคา อย่างที่อดีตขุนคลังบางคนแนะนำ รัฐก็ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในขณะนี้ ที่จะไปคุมราคาขายส่ง หรือขายปลีกน้ำมันด้วย หากทำไปก็จะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด ทำให้ธุรกิจเขาอาจทบทวนลดการสั่งน้ำมันดิบเข้ามาผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง ประเทศก็จะมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และก็คงไม่ต่างอะไรกับที่รัฐบาลที่ประชานิยมสุดขั้ว หรือต่อต้านระบบค้าเสรี อย่างเวเนซุเอลา หรือโบลิเวีย หรืออิหร่าน เคยทำมา แล้วก็ล้มเหลว นำไปสู่ภาวะขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน และบริการ ประชาชนอดอยากจากภาวะเงินเฟ้อที่ไม่อาจควบคุมได้

รัฐบาลทุกยุคสมัยที่ผ่านมาตลอด 30 ปีได้ตัดสินใจนำกลไกตลาด และการค้าเสรีมาใช้ โดยลอยตัวราคาน้ำมันในประเทศ รัฐจะเข้าไปแทรกแซงก็แต่ในขอบเขตที่จำกัดในการเรียกเก็บเงินเข้า หรือจ่ายเงินชดเชยจากกองทุนตาม พ.ร.บ.กองุทนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เท่านั้น

รัฐจึงไม่ควรย้อนกลับถอยหลังไปสู่ระบบ ที่จะทำให้การจัดหาและค้าน้ำมันมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ การส่งสัญญาณที่ผิด จะทำให้ภาคธุรกิจต้องทบทวนความเสี่ยง optimize products and crude runs สั่งน้ำมันดิบเข้ามากลั่นน้อยลง หรือกลั่นแต่ส่งออกมากขึ้น หรือปรับกระบวนการผลิตให้ผลิตสินค้าอื่น เช่นปิโตรเคมีมากขึ้น แทนที่จะผลิตออกมาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการจัดหาในประเทศ

ประการที่สาม โรงกลั่นทั้ง 6 โรงในประเทศไทย เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการเปิดเผยงบการเงิน งบกำไรขาดทุนจากผลประกอบการเป็นรายปี และรายไตรมาส ตามกฎกติกาอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ เสียภาษีทุกประเภทเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษี VAT ภาษีสรรพสามิต และภาษีที่ดิน

ค่าการกลั่นน้ำมัน

ธุรกิจของแต่ละรายมิได้จำกัดอยู่แต่การนำเข้าหรือกลั่นอย่างเดียว กำไรของเขาจึงไม่ใช่มาจากเฉพาะการกลั่นเท่านั้น แต่ละโรงอาจมีการลงทุนขยายงาน หรือปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ไม่พร้อมกัน เช่นลงทุนติดอุปกรณ์คุมมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน Euro 5 ตามนโยบายรัฐ เป็นต้น

การจะไปขอให้แต่ละโรงเขาจัดสรรเงินก้อนแบ่งกำไรมาให้รัฐ โดยจะใช้ตัวชี้วัด GRM เป็นตัวกำหนดแบบไม่แน่นอน (arbitrary) ผู้บริหารเขาคงต้องคิดหนัก เพราะอยู่นอกเหนือขอบเขตของกฎหมาย และพันธกรณีใดๆ และจะต้องนำไปขอรับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทด้วย ซึ่งคณะกรรมการของบริษัท ก็พึงมีหน้าที่ตัดสินใจโดยชอบบนหลัก Fiduciary Duty ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

หากคณะกรรมการบริษัทมหาชนใช้ดุลพินิจโดยมิได้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ยึดถือประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง จนเกิดความเสียหายธุรกิจ ก็อาจถูกผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่หรือรายย่อยฟ้องร้องเอาได้

ประการที่สี่ (ต่อเนื่องจากประการที่สาม) กำไรสุทธิของโรงกลั่นที่เป็น บมจ. จะรู้แน่ว่ามีกำไรหรือขาดทุน ก็ต้องรอให้ครบ 12 เดือนของปีปฏิทินเสียก่อน การใช้ตัวเลข GRM เพียงแค่ 2-3 เดือนที่ผ่านมาแล้วสรุปว่า โรงกลั่นมีกำไรมหาศาล หากในอีก 6 เดือนหลังของปี 2565 นี้ ราคาน้ำมันร่วงลงมา ค่า crack spreads ของดีเซล และเบนซินตกลงมาเพราะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก หรือมีโรคระบาดใหม่เกิดขึ้นทำให้ต้องเกิดการ Lockdown รอบใหม่ โรงกลั่นกลายเป็นขาดทุนในรอบครึ่งปีหลัง เขาจะไปเรียกร้องขอเงินส้มหล่นนี้คืนจากรัฐได้ไหม

ทุกวันนี้เพียงแค่มีข่าวว่า รัฐจะควบคุมราคา หรือกำหนดเพดานค่าการกลั่น หรือโรงกลั่นอาจต้องให้ความร่วมมือ "บริจาค" เงินก้อนให้รัฐไปพยุงราคาน้ำมัน บรรดานักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ก็ต่างส่งสัญญาณ Sell ทำให้หุ้นของโรงกลั่นทั้ง 6 โรงในตลาดหลักทรัพย์ฯ ราคาตกยกแผง market cap ลดวูบ

บรรดากองทุนรวมเพื่อสำรองเลี้ยงชีพบำเหน็จบำนาญ หรือประกันสังคมทั้งหลาย หรือกองทุนการออมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น RMF, LTF หรือ SSF ที่เคยถือหุ้นโรงกลั่นอันจัดเป็นหุ้นพื้นฐานดีบน SET100 ต่างกลายเป็นมีมูลค่าสุทธิลดลง เพราะนักลงทุนเทขาย จากความหวั่นไหวไม่เชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจเสรี อาจกระทบต่อดัชนีจัดอันดับความชื่อถือ ratings ของบริษัท ได้

นอกจากนี้ ในระยะยาว การที่รัฐจะไปเชิญนักลงทุนรายใหญ่จากต่างประเทศมาลงทุนในโครงการ mega projects ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ก็อาจจะยากลำบากยิ่งขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติ ก็คงถามหาสิทธิภายใต้ความตกลง เพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุน ที่ไทยมีกับนานาประเทศว่า เขาจะยังได้รับความคุ้มครองจากการเวนคืน และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรมอยู่หรือไม่

ค่าการกลั่นน้ำมัน

คุรุจิต นาครทรรพ
ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...