ศุกร์ (สุข) ละวัด ที่ ‘วัดนางสาว’ สมุทรสาคร
The Bangkok Insight
อัพเดต 17 มี.ค. 2565 เวลา 14.15 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2565 เวลา 01.40 น. • The Bangkok Insightศุกร์ (สุข) ละวัดวันนี้เราพาไปสำรวจ "วัดนางสาว" ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ในหมู่ที่ 7 บ้านตลาดท้องคุ้ง ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ได้มีชาวไทยกลุ่มหนึ่งอพยพหนีภัยสงคราม มาถึงวัดร้างที่ริมแม่น้ำท่าจีน บังเอิญมีทหารพม่าผ่านมา จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น บรรดาชายฉกรรจ์ ต่างพากันร่วมใจกันสู้
ส่วนคนชรา ผู้หญิงและเด็กๆ ต่างพากันหาที่หลบซ่อน ในบริเวณนั้นมีโบสถ์เก่า ๆ อยู่หลังหนึ่ง จึงได้วิ่งเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ และมีหญิงสาว 2 คน มีความกลัวมาก ทั้ง 2 พี่น้องจึงพากันตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่นั้นว่า ถ้ารอด พ้นภัยอันตราย จะช่วยกันบูรณะซ่อมแซมโบสถ์หลังนี้ให้ดีขึ้นพร้อมกับจะสร้างวัดขึ้นใหม่ให้ด้วย พอสิ้นคำอธิษฐาน เสียงของการต่อสู้ก็ได้ยุติลง หญิงสาวทั้งสอง จึงได้พากันออกมาจากที่หลบซ่อน ต่อมาได้อาศัยอยู่ที่บริเวณนั้น
เมื่อหญิงสาวทั้งสองได้ทำมาหากินจนมีหลักฐานมั่นคงแล้ว หญิงสาวผู้น้องจึงคิด ที่จะทำตามคำอธิษ-ฐานไว้คือ จะบูรณะซ่อมแซมโบสถ์เก่าที่เคยเข้าไปหลบภัยแต่คราวก่อน แต่หญิงสาวผู้พี่คัดค้านว่า โบสถ์หลังเก่านั้นเก่าแก่และชำรุดทรุดโทรมมาก คงจะบูรณะซ่อมแซมยาก ควรจะ ก่อสร้างโบสถ์และวัดขึ้นใหม่จะดีกว่า แต่น้องสาวยังคงยืนยันที่จะซ่อมโบสถ์เก่าเหมือนเดิม เมื่อพี่น้องทั้งสองมีความเห็นแตกต่างกัน จึงเป็นอันว่าโบสถ์หลังเก่านั้นคงสภาพทรุดโทรมอย่างเดิมมิได้บูรณะ ซ่อมแซม
ต่อมาหญิงสาวผู้พี่ได้แต่งงานกับเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่งในละแวกนั้น และได้ย้ายไปอยู่บ้านสามีไปประกอบอาชีพในหมู่บ้านที่อยู่เหนือขึ้นไปเล็กน้อย และทั้งสองสามีภรรยาก็ได้สร้างวัดขึ้นมาวัดหนึ่งให้ชื่อว่า วัดกกเตย ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว เพราะว่าถูกกระแสน้ำพัดจนที่ดินที่สร้างวัดนั้นพังลงไปในแม่น้ำหมด
ฝ่ายหญิงสาวผู้น้องยังคงครองตัวเป็นโสดตลอดมาและได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่าจะไม่ยอมแต่งงาน จนกว่าจะได้บูรณะซ่อมแซมโบสถ์หลังเก่านี้ จนสำเร็จพร้อมกับสร้างวัดขึ้นมาใหม่ให้จงได้ จากนั้นหญิงสาวผู้น้องก็ได้ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมโบสถ์และสร้างวัดขึ้นมาจนสำเร็จ ชาวบ้าน จึงพร้อมใจกันให้ชื่อวัดว่า "วัดพรหมจารีราม" เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่หญิงสาวผู้น้อง แต่คนส่วนใหญ่มักนิยมเรียกกันว่า "วัดน้องสาว" ต่อมาคำที่เรียกว่าวัดน้องสาวได้กลายเป็น"วัดนางสาว" จนกระทั่งปัจจุบัน
โบสถ์วัดนางสาว เป็นโบสถ์โบราณที่มีลักษณะแปลกกว่าโบสถ์อื่นๆ คือ เป็นโบสถ์มหาอุตม์ มีประตูเข้า-ออกเพียงประตูเดียว ไม่มีหน้าต่าง พัทธสีมาเป็นสองชั้น ไม่ปรากฏว่าได้ก่อสร้างขึ้นมาสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นมาในสมัย กรุงศรีอยุธยาตอนต้นมีอายุมากว่า 400 ปี นับเป็นโบสถ์ที่มีเหลือให้เห็นอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ในประเทศไทย และโบสถ์มหาอุตม์ที่วัดนางสาวแห่งนี้ยังมีความสมบูรณ์ที่สุดอีกด้วย
ภายในโบสถ์มหาอุตม์ ยังมีพระประธานคือ"หลวงพ่อมหาอุตม์" ประดิษฐานอยู่คู่กับโบสถ์มหาอุตม์มาโดยตลอด
ผนังหินอ่อนที่ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2528 พร้อมกับการบูรณะหลวงพ่อดำขึ้นใหม่อีกครั้ง นอกจากนั้นยังได้เห็น พระพุทธรูปในรูปแบบศิลปะพม่าในปางต่าง ๆ ที่งดงาม
วัดนางสาว ไม่ได้มีเพียงโบสถ์มหาอุตม์ที่เก่าแก่เพียงอย่างเดียวแต่ยังมี"หลวงพ่อดำ" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ศูนย์จิตใจของชาวบ้านในละแวกนั้น ซึ่งมีชาวบ้านมากราบไหว้ขอพรและบนบานอยู่ทุกวัน ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้เชื่อถือและศรัทธาต่อหลวงพ่อดำ จนได้มีการร่วมทำบุญสร้างวิหาร เพื่อประดิษฐานหลวงพ่อดำอย่างที่อยู่ในปัจจุบันคู่กับวิหาร "หลวงพ่อป่าเลไลย์" อีกด้วย
หลวงพ่อดำ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ของวัด มีอายุมากกว่า 100 ปี เมื่อครั้งก่อนนั้นสมัยที่หลวงพ่อแก้วเป็นเจ้าอาวาสได้เล็งเห็นว่าโบสถ์นี้ อยู่ใกล้แม่น้ำมาก ตรงบริเวณโค้งน้ำพอดี เกรงว่าจะตกแม่น้ำ จึงคิดจะสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นตรงบริเวณศาลาบำเพ็ญกุศลในปัจจุบัน จึงได้มีการหล่อ พระประธาน เพื่อจะประดิษฐานในโบสถ์หลังใหม่ คือหลวงพ่อดำ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนเจ้าอาวาส ไปแล้วหลายองค์ก็ตาม ทั้งมรณะภาพไปบ้าง ย้ายไปจำวัดอื่นบ้าง เพราะแรงอภิหารของโบสถ์หลังเก่า หลวงพ่อดำจึงตั้งอยู่กลางแจ้งตากแดด ตากฝน มานานจนองค์ดำ ชาวบ้านที่เห็นจึงเรียกว่า "หลวงพ่อดำ" มาจนกระทั่งทุกวันนี้
This slideshow requires JavaScript.
อ่านข่าวเพิ่มเติม