โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทย์บอกวิธี กินตับให้ถูกต้อง จะได้ไม่เป็นอันตราย

มุมข่าว

เผยแพร่ 23 ต.ค. 2567 เวลา 14.32 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
แพทย์บอกวิธี กินตับให้ถูกต้อง จะได้ไม่เป็นอันตราย

วันที่ 23 ตุลาคม น.พ.ฆนัท ครุธกูล อายุแพทย์ และนายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ และผู้สูงอายุ ให้สัมภาษณ์มติชนออนไลน์ ว่า เชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส ซูอิส (Streptococcus suis) เป็นโรคที่พบได้ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่บริโภคเนื้อหมูดิบหรือไม่สุก รวมถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับหมู เช่น คนงานฟาร์มหมูหรือคนที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ความเสี่ยงในการติดเชื้อจะสูงขึ้นในกลุ่มที่มีพฤติกรรมดังกล่าว

ในประเทศไทย การติดเชื้อ S. suis พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการกินหมูดิบหรือหมูที่ปรุงไม่สุกเป็นประจำ เช่น ลาบหมูดิบ การระบาดของโรคนี้มีรายงานในประเทศไทยเป็นระยะ โดยพบว่ามีหลายกรณีของการติดเชื้อในกลุ่มที่กินเนื้อหมูหรือเครื่องในหมูดิบ เช่น ไส้ หรือตับ โดยในบางปีมีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 100 ราย”น.พ.ฆนัท กล่าว

น.พ.ฆนัท กล่าวว่า การติดเชื้อ S. suis ในคนสามารถก่อให้เกิดภาวะร้ายแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis): เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดจากการติดเชื้อนี้ ทำให้เกิดอาการไข้ ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง และอาจสูญเสียการรับรู้ การสูญเสียการได้ยิน (หูดับ): ภาวะหูดับถาวรหรือชั่วคราวเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางราย โดยเป็นผลแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากการติดเชื้อที่รุนแรง โลหิตเป็นพิษ (Sepsis): เกิดจากการติดเชื้อที่แพร่เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดอาการช็อกหรืออวัยวะภายในทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษา

เมื่อถามว่า บางครั้ง การกินหมูที่สุกเกินไป หรือ เนื้อที่สุกเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตับหมูที่สุกเกินไปจะแข็งกระด้าง รสชาติจะไม่อร่อย เรามีวิธีอย่างไรที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้หรือไม่ น.พ.ฆนัท กล่าวว่า การทำซูวี (Sous Vide) ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส (158 องศาฟาเรนไฮต์) เป็นเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง สามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากที่อุณหภูมินี้สามารถทำลายแบคทีเรียได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ การทำซูวีที่อุณหภูมิดังกล่าวยังช่วยรักษาคุณภาพของเนื้อและตับหมูให้ดีอยู่ โดยยังคงรสชาติและเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลไว้ได้

การทำซูวีนั้น ใช้หลักการคือ การโอนถ่ายความร้อนด้วยน้ำตรงไปยังก้อนอาหารทุกทิศทางแบบช้าๆ ความร้อนนั้นมันจะค่อยๆแพร่เข้าไปยังก้อนเนื้อ และแหล่งกำเนิดความร้อนเป็นแบบระบบของไหลคอยร้อนเพื่อทำความร้อนผ่านน้ำอีกที่เป็นตัวกลางอุณหภูมิ เมื่อทำการซูวี อุณหภูมิที่เหมาะสมและระยะเวลาที่พอเหมาะจะช่วยให้เนื้อไม่แห้งหรือแข็งเกินไป โดยเฉพาะในตับหมูที่มักจะถูกมองว่าถ้าสุกจะไม่อร่อย ดังนั้น การปรุงอาหารด้วยวิธีซูวีจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่เพียงแต่ช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ยังสามารถรักษาคุณภาพและรสชาติของเนื้อได้ดีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การทำซูวีอาจมีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แนะนำให้ใช้ความระมัดระวังในการปรุงอาหารเพื่อความปลอดภัย”น.พ.ฆนัท กล่าว

เมื่อถามว่าประชาชนทั่วไป สามารถ ทำซูวี เพื่อให้สามารถกินหมู หรือดับหมูที่ไม่สุกหรือกระด้างเกินไปได้หรือไม่ น.พ.ฆนัท กล่าวว่า อาจจะมีความยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม นอกจากการทำซูวีแล้ว ยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่สามารถช่วยให้เนื้อหมูหรือตับหมูมีความสุก สะอาด ปราศจากเชื้อ และไม่ทำให้เนื้อกระด้าง เช่น 1. การต้ม ที่อุณหภูมิประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส (158-176 องศาฟาเรนไฮ ) เป็นเวลา 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยวิธีนี้จะช่วยให้เนื้อมีความนุ่มและชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังมี การอบที่อุณหภูมิ 160-180 องศาเซลเซียส หรือ 320-356 องศาฟาเรนไฮ โดยใช้อุณหภูมิที่สูงขึ้นในช่วงแรก (ประมาณ 10-15 นาที) เพื่อให้เนื้อด้านนอกสุก จากนั้นลดอุณหภูมิลงเพื่อให้เนื้อข้างในสุกอย่างช้าๆ วิธีนี้จะช่วยให้รักษาความชุ่มชื้นของเนื้อได้ดีขึ้น การย่างเนื้อหมูหรือเครื่องในที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ 200-220 องศาเซลเซียส หรือ 392-428 องศาฟาเรนไฮ เป็นเวลาสั้นๆ (10-20 นาที) จากนั้นลดอุณหภูมิและปรุงต่อให้สุกแบบต่ำเพื่อให้เนื้อยังคงนุ่มและไม่แห้ง.

น.พ.ฆนัท กล่าวว่า การใช้เครื่องปรุง ที่มีฤทธิ์ช่วยทำให้เนื้อนุ่ม เช่น มะนาว หรือน้ำส้มสายชู เพื่อหมักเนื้อก่อนการปรุง โดยให้หมักเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้เนื้อดูดซึมรสชาติและยังช่วยให้ฆ่าเชื้อได้ด้วย นอกจากนี้ การใช้เทคนิคการปรุงแบบเร่งด่วน เช่น การใช้เตาแรงดัน (Pressure Cooker) ซึ่งจะช่วยให้เนื้อสุกอย่างรวดเร็วและรักษาความชุ่มชื้น โดยใช้เวลาประมาณ 10-20 นาทีการเลือกวิธีการที่เหมาะสมจะช่วยให้เนื้อหมูหรือตับหมูมีคุณภาพดี โดยไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและรักษาความนุ่มของเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...