นายณ์ เอสเตท ผนึก แอล.พี.เอ็น เปิดตัวโครงการปัน สมาร์ท เวิร์คสเปซ ออฟฟิศแนวคิดใหม่
นายณ์ เอสเตท ผนึก แอล.พี.เอ็น เปิดตัวโครงการปัน สมาร์ท เวิร์คสเปซ ออฟฟิศแนวคิดใหม่
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นางอรฤดี ณ ระนอง กรรมการ บริษัท ดลศิริ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว “โครงการปัน สมาร์ท เวิร์คสเปซ” (PUNN Smart Workspace) ซึ่งเป็นออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่พัฒนาจากความร่วมมือของ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด โดยโครงการตั้งบนทำเลทองใจกลางเมืองย่านพระราม 4 ทำเลห่างจากรถไฟฟ้า MRT คลองเตย เพียง 200 เมตร แวดล้อมด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ที่พักอาศัย โรงพยาบาล สถานทูตต่างๆ และสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นการพัฒนาบนความตั้งใจที่ต้องการให้ปันเป็นอาคารสำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เน้นการออกแบบที่ยึดตามมาตรฐานระดับโลก โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ด้วยการเลือกใช้วัสดุที่ไม่ก่อมลภาวะ ผ่านกระบวนการควบคุมการก่อสร้างอย่างมีมาตรฐาน โดยเป็นอาคารสูง 28 ชั้น มูลค่าโครงการ 3,900 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของพื้นที่เช่ากว่า 22,600 ตร.ม. เน้นกลุ่มเป้าหมายคนทำงานรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิต และทำงานในเมือง ที่ต้องการพื้นที่การทำงานที่มอบความเป็นส่วนตัวให้กับบุคลากร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลิฟต์โดยสาร พื้นที่ส่วนกลางรองรับการทำกิจกรรม รวมถึงพื้นที่สีเขียวภายในและด้านหน้าโครงการ
“องค์กรธุรกิจให้ความสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคอมมูนิตี้แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้ร่วมลงนามเซ็นสัญญาให้เช่าพื้นที่สำนักงานกับคุณช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด ผู้ผลิตสื่อในรูปแบบแม็กกาซีนออนไลน์ในชื่อ The Cloud โดยเป็นสื่อสร้างสรรค์เนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างการเรียนรู้แก่กลุ่มผู้อ่าน” นางอรฤดีกล่าว
นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด กล่าวว่า วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่เน้นตอบโจทย์คนทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นเอื้อต่อการทำงาน รวมทั้งเดินทางสะดวก และราคาค่าเช่าที่สมเหตุสมผล ทั้งนี้ การออกแบบอาคารภายใต้มาตรฐาน LEED ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เน้นคาร์บอนเป็นศูนย์ นับเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจย้ายออฟฟิศจากที่เก่ามา PUNN Smart Workspace แห่งนี้
โดยสิ่งที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงออฟฟิศก็คือ การปรับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและตรงกับไลฟ์สไตล์ของพนักงานแต่ละคน ซึ่งทาง The Cloud มีพนักงานรวม 50 คน ใช้พื้นที่รวม 3 ยูนิต หรือประมาณ 200 ตารางเมตร จะเปิดให้เข้าออฟฟิศ 3 วัน และทำงานที่บ้าน (Work from home) เป็นเวลา 2 วัน เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการการยืดหยุ่นด้านเวลา และลดเงื่อนไขด้านการเดินทางลง โดยมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในงาน
“ผมเชื่อเรื่องการทำงานที่ไหนสักที่ มิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรมีความสำคัญ ส่วนการทำงานที่บ้านก็เริ่มทำตั้งแต่ช่วงโควิด-19 การทำงานในวันนี้จึงเน้นที่การผสมผสานทั้งสองอย่าง
เพราะคิดว่าออฟฟิศยังสำคัญ แต่เปิดให้พนักงานออกแบบการทำงานของตัวเองได้ ถ้าวันไหนที่ทำงานที่บ้านจะรู้ว่าต้องวางแผนอย่างไร” ผู้บริหาร The Cloud กล่าว