พิษกำลังซื้อซบ-ต้นทุนพุ่ง ฮับค้าส่งแสนล้าน ประตูน้ำ-แพลทินัม-โบ๊เบ๊ ซึมยาว
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปี 2563 ที่ผ่านมา ผลกระทบจากพิษโควิด-19 เวฟแรกที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี ส่งผลให้ตลาดค้าส่งของไทยที่อยู่ในช่วงเฟื่องฟู โดยเฉพาะฮับค้าส่งยักษ์ย่าน “ประตูน้ำ-แพลทินัม-โบ๊เบ๊” ที่ว่ากันว่ามีมูลค่าตลาดรวมนับแสนล้านบาท ตกอยู่ในภาวะเงียบเหงาลงในเวลาอันรวดเร็ว ภาพบรรยากาศที่เงียบเหงา ร้านค้าทยอยปิดตัว การติดป้ายประกาศให้เช่า-ให้เซ้ง มีให้เห็นในทุกตลาด
ล่าสุดเสาร์-อาทิตย์ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา “ประชาชาติธุรกิจ” ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการค้าขายย่านค้าส่งสำคัญของประเทศ และพบว่าขณะนี้แม้ว่าภาพรวมธุรกิจอาจจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นบ้าง และเริ่มทรงตัวหลังผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วจากสถานการณ์โควิดที่คลี่คลาย แต่บรรยากาศก็ยังไม่ต่างจากอดีตที่ผ่านมา เงียบเหงาไม่มีลูกค้าเดินจับจ่าย ร้านจำนวนหนึ่งปิด ร้านบางส่วนเปิด
ปรับตัวขายผ่านไลน์ประคองตัว
เจ้าของร้านขายเสื้อผ้า-ชุดเด็ก โบ๊เบ๊ทาวเวอร์ อัพเดตสถานการณ์ให้ฟังว่า ช่วงนี้ตลาดค้าส่งทั้งโบ๊เบ๊ แพลทินัม ประตูน้ำ กรุงทอง ใบหยก อินทราเงียบมาก มีร้านค้าที่ปิดตัวไปจำนวนหนึ่ง โดยเฉลี่ยสัก 30-40% แต่ก็มีจำนวนหนึ่งที่ไม่เปิดหน้าร้านแต่เน้นขายสินค้าทางไลน์
ตั้งแต่เปิดปีใหม่มาลูกค้ามาเดินซื้อสินค้าน้อยมาก เสาร์-อาทิตย์ หรือวันปกติก็ไม่ต่างกัน จะมีลูกค้าเพิ่มมาบ้างก็เฉพาะช่วงวันที่มีวันหยุดยาวหลายวัน ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเดิมที่มาแบบเจาะจงซื้อ ลูกค้าขาจรนาน ๆ มาที ร้านที่เปิดถือว่าพออยู่ได้ หลัก ๆ มาจากลูกค้าเก่าที่ซื้อไปขายต่อ แต่ยอดขายก็ลดลงมากตามสภาพเศรษฐกิจ-กำลังซื้อ
เจ้าของร้านค้ารายนี้ย้ำว่า ตอนนี้การซื้อขายหลัก ๆ มาจาก “ไลน์” ที่มีการตั้งกลุ่มขึ้นมา เมื่อสินค้าใหม่มาก็จะโพสต์ลงในกลุ่ม หากใครสนใจก็ไลน์สั่งซื้อมา และจัดแพ็กส่งไปให้ จะหวังกับยอดขายหน้าร้าน หรือรอให้คนเดินมาซื้อไม่ได้ เพราะวัน ๆ แทบไม่มีลูกค้าเข้ามาเลย
ส่วนลูกค้าต่างประเทศก็พอมีบ้าง แต่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงที่บูม ๆ เมื่อ 3-4 ปีก่อน ประเมินว่าวันนี้ในแง่ของยอดขายหรือรายได้จะหายไปไม่ต่ำกว่า 70-80% สินค้ายังขายได้หลัก ๆ ยังเป็นเสื้อยืด อีกตัวหนึ่งที่ยังพอไปได้ คือ พวกยูนิฟอร์ม และที่ตกลงไปมาก คือ กลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็น
ปีนี้ภาพรวมตลาดยังไม่น่าจะฟื้น หากโควิด-19 คลี่คลายต้องรอดูช่วงตุลาคม 65-เมษายน 66 ที่เป็นไฮซีซั่นว่าช่วงนั้นเศรษฐกิจ-กำลังซื้อจะเป็นอย่างไร และต้องยอมรับว่าปัญหาใหญ่ในขณะนี้ คือ กำลังซื้อหายไปมาก ยิ่งตอนนี้ค่าครองชีพต่าง ๆ ปรับเพิ่มขึ้นทั้งของกินของใช้ก็จะยิ่งกระทบมาก
อีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้ก็คือ ต้นทุนเพิ่ม ทั้งจากปัญหาเงินบาทอ่อนค่า ซัพพลายเออร์-โรงงานในจีนปรับราคาสินค้าขึ้นเพราะต้นทุนวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างที่เพิ่มขึ้น และค่าขนส่งที่สูงขึ้น
ยอดขายร่วง-เจ้าของที่ลดค่าเช่า-ค่าเซ้งช่วย
ขณะที่ผู้ให้เช่า (เซ้ง) พื้นที่รายหนึ่งในย่านประตูน้ำให้ข้อมูลว่า หลังโควิด-19 ระบาดตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา ตนมีการปรับลดค่าเช่าให้ผู้เช่าอย่างต่อเนื่อง เช่น ร้านขนาด 9 ตร.ม. ปกติ 7-7.3 หมื่นบาทต่อเดือน ลดลงเหลือไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อเดือน ส่วนร้านพื้นที่ 24 ตร.ม. ปกติ 1-2.5 แสนบาทต่อเดือน ลดหลือ 5 หมื่นบาทต่อเดือน และล่าสุดมีการลดค่าเช่าให้ผู้เช่ายาวไปจนถึงกลางปี 2565
ที่ผ่านมายอมรับว่าผู้เช่าหลายรายที่ตัดสินใจปิดร้าน ขอยกเลิกสัญญาเพราะไปต่อไม่ไหว แต่ก็มีร้านค้าจำนวนหนึ่งที่ยังสู้ต่อ ช่วงที่มีการล็อกดาวน์ลูกค้าไม่มี เราก็ลดค่าเช่าให้ หรือช่วงที่โอมิครอนระบาดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราก็ลดค่าเช่าเพื่อช่วยประคับประคองกันในยามยาก แต่อีกด้านหนึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจและโทรศัพท์มาสอบถามทุกวัน แต่ก็ไม่มีใครตัดสินใจเซ็นสัญญาเช่าในช่วงนี้เพราะยังไม่แน่ใจกับสถานการณ์
เช่นเดียวกับเจ้าของร้านค้าส่งแฟชั่นรายหนึ่งที่คุยให้ฟังว่า ตอนนี้แม้ว่าหลาย ๆ รายจะหันไปขายผ่านออนไลน์แทน แต่ยอมรับว่ารายได้ไม่ดีเหมือนการขายหน้าร้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ตอนนี้หน้าร้านขายได้เฉลี่ยไม่เกิน 2,000 บาท จากช่วงก่อนโควิดมียอดวันละราว ๆ 2-3 หมื่นบาท ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนอย่างหนัก
ไม่ต่างจากเจ้าของร้านค้าส่งเครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า รายหนึ่งที่ยอมรับว่า โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างหนัก เพราะไม่มีลูกค้าเข้ามา โดยเฉพาะลูกค้าชาวต่างประเทศที่เป็นลูกค้าหลักของร้านที่หายไป 100% และต้องปรับตัวโดยหันมาเน้นการขายในช่องทางออนไลน์แทน และช่วยฟื้นยอดขายกลับมาได้ระดับหนึ่ง และก็ต้องพยายามประคองต่อไป
นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบว่าโซนที่ได้รับผลกระทบมากจะอยู่ระหว่างตึกใบหยก 1 ใบหยก 2 รวมถึงบริเวณอินทราสแควร์ที่เน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้ร้านค้าที่เปิดให้บริการทยอยเลิกกิจการไปจำนวนหนึ่งเช่นกัน
“กำลังซื้อ” ปัญหาใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากร้านค้าหลาย ๆ ร้านในศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ที่เป็นศูนย์ค้าส่งใหญ่ที่ได้รับความนิยมสูง โดยเจ้าของร้านเสื้อผ้าแฟชั่นให้ข้อมูลพบว่าตอนนี้ลูกค้าชาวต่างประเทศที่เคยเป็นลูกค้าหลัก ทั้งอินโดนีเซีย สิงคโปร์หายไป
ขณะที่กลุ่มลูกค้าคนไทยก็เดินจับจ่ายน้อยลง จึงทำให้บรรยากาศการค้าขายไม่คึกคักเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ตอนนี้ขอแค่เพียงคนเข้ามาเดินก็ดีใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้ามาก ๆ อย่างที่ผ่านมา การที่มีลูกค้าเดินเข้ามาจับจ่ายบ้างก็จะช่วยให้บรรยากาศมีความคึกคักขึ้น
ด้านความเคลื่อนไหวของศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ล่าสุดได้มีการลดราคาค่าเช่าเริ่มต้น 8,000 บาท/เดือน (ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่และทำเลที่ตั้ง) พร้อมทั้งจัดแคมเปญเปิดแพลตฟอร์ม Platinum Online Free Shipping ค่าจัดส่งฟรีในประเทศ (10 ม.ค.-28 ก.พ.นี้)
เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดสำเพ็งที่เจ้าของร้านค้ากิฟต์ช็อป กระเป๋ารายใหญ่ เปิดเผยว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการะบาดของโควิดอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมายอดขายลดลงกว่า 30-40% ตอนนี้อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และปรับตัว โดยเตรียมจัดวางระบบเพื่อจะหันมาให้น้ำหนักการกับขายผ่านออนไลน์มากขึ้น
เบื้องต้นขณะที่พบว่าลูกค้าเริ่มกลับมาใช้บริการหนาตาขึ้น แต่ก็เป็นบางวัน ส่วนหนึ่งก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัยของการเปิดตลาดนัดในต่างจังหวัดด้วย หากตลาดนัดปิดยอดขายก็ตกลง แต่หากตลาดนัดต่างจังหวัดเปิดยอดขายก็ยังพอไปได้ สินค้าที่ขายดีหลัก ๆ เป็นหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ
ที่สำคัญตอนนี้กำลังซื้อในภาพรวมยังมีปัญหา ทำให้ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น อีกด้านหนึ่งการแข่งขันในตลาดหรือร้านค้าที่เปิดขาย-ขายผ่านออนไลน์จะมีความรุนแรงมากขึ้น