โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธรรมะ

บริหารเชิงพุทธ ให้ใจอยู่ในสุข - พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

LINE TODAY SHOWCASE

เผยแพร่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 11.00 น. • พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

ในทางโลก มีการจัดการกับวิธีการบริหารใหม่ ๆ อยู่เสมอ ทั้งสถาบันด้านธุรกิจที่หมั่นคิดค้นวิจัยรูปแบบการบริหารให้เหมาะกับยุคสมัยและได้ผลดี รวมถึงสถาบันการศึกษา ครูอาจารย์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจ ก็ร่วมกันคิดค้นรูปแบบการบริหารที่ได้ผลและเข้ากับยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง สิ่งแวดล้อมทางเทคโนโลยีก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระยะ

แต่หลักการบริหารที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วไม่เคยเปลี่ยนตลอดระยะเวลา ๒,๕๐๐ กว่าปี เพราะสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้นั้นคือสัจธรรม เป็นความจริงที่อยู่คู่โลก มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ “หลักธรรมาธิปไตย” คือ ยึดถือธรรมและความถูกต้องเป็นใหญ่

ผู้บริหารควรยึดถือตามหลักความจริง เพราะหากยึดถือเพียงประโยชน์ส่วนตนหรือหมู่คณะเป็นหลัก การตัดสินใจก็จะผิดเพี้ยน นำพาองค์กรไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด

สิ่งบั่นทอนที่จะทำให้เราไม่สามารถยึดถือธรรม หรือความถูกต้องเป็นหลักได้ ได้แก่ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า “ปปัญจธรรม ๓” แปลว่า “ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า” ซึ่งเป็นตัวถ่วงความเจริญ เหตุที่ทำให้ผู้บริหารไม่ยึดถือธรรมเป็นใหญ่เกิดจาก

“ตัณหา” คือ ความอยาก เช่น อยากได้ประโยชน์ส่วนตน เกิดผลประโยชน์แอบแฝง การตัดสินใจจึงเบี่ยงเบนเพื่อเอาประโยชน์เข้าตัวหรือหมู่คณะ

“มานะ” คือ ความถือตัว เรามักจะเรียกคู่กับคำว่า “ทิฏฐิ” แต่ตัวมานะจริง ๆ คือ ความถือตัว ยิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ ความถือตัวก็จะยิ่งมีมากขึ้น พอมีอำนาจมาก ความถือตัวนี้จะยิ่งเกิดขึ้นมาก เกิดโอกาสผิดพลาดสูง ผู้นำที่ยังใช้ตาดูหูฟัง ยอมรับความคิดเห็นจากผู้คนรอบข้าง ถ้ามองในแง่ธุรกิจย่อมรอด

“ทิฏฐิ” คือ ความดื้อดึง ถึงจะรู้ว่าตนเองผิดพลาดแต่กลัวเสียหน้า ใครขัดไม่ได้ ดึงดัน ยืนกรานว่าตนเองถูกต้อง แล้วผลเสียก็เกิดตามมามากขึ้น

พระสัมมาสัมพุทธตรัสว่า “ทิฏฐิ” เป็นหนึ่งใน “ปปัญจธรรม” ที่ถ่วงความเจริญ ถ้าเราอยากให้องค์กรเจริญรุ่งเรือง ก็ต้องถือธรรมเป็นใหญ่ ระมัดระวังตัณหา มานะ ทิฏฐิ อย่าปล่อยให้ ๓ ตัวนี้กำเริบ

ผู้นำองค์กรยังมีกิเลส แม้แต่คณะสงฆ์ซึ่งไม่ใช่พระอรหันต์ทั้งหมดก็ยังไม่หมดกิเลส พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้ว่า “ให้ตัดสินโดยหมู่คณะ” เกิดเรื่องใดแล้วให้ประชุมสงฆ์ ตั้งญัตติ แล้วลงมติ ๓ วาระ เหมือนกับระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องมีการลงมติถึง ๓ วาระในรัฐสภาก่อนจึงจะผ่านการบวชพระที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ในปัจจุบัน เรียกว่า “ญัตติจตุตถกรรมวาจา”

คือ มีการตั้งญัตติ ๑ ครั้ง แล้วพระคู่สวดสวดถาม ๓ รอบว่าบุคคลผู้นี้จะขอบวชโดยมีพระอุปัชฌาย์ชื่อนี้ สงฆ์เห็นควรประการใด เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐานผ่านแล้วโดยไล่มาตามพระวินัย ถ้าคณะสงฆ์เห็นชอบ ก็ขอให้นิ่ง วาระที่ ๑ วาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ถ้าเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จึงผ่าน ซึ่งระบบรัฐสภาทั่วโลกเลียนแบบมาจากหลักการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว

เมื่อมนุษย์ยังไม่หมดกิเลส หากให้อำนาจอยู่กับบุคคลเดียว อาจจะเกิดความเสียหายได้ เพราะฉะนั้น ดีที่สุดต้องให้โปร่งใสโดยตัดสินด้วยหมู่คณะ ใช้หลัก “โลกาธิปไตย” โดยหมู่คณะ เน้นเสียงส่วนใหญ่ ยึดหลักประชาธิปไตยดีที่สุด

ถ้าบุคคลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถตรวจสอบได้บุคคลนั้นย่อมมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจ ใช้อำนาจอย่างไม่ระมัดระวัง อยากทำอะไรก็ทำ เพราะตัดสินทุกอย่างได้เอง คนอื่นตรวจสอบไม่ได้

แต่ถ้ามีการตรวจสอบได้ บุคคลนั้นก็จะระมัดระวังในการใช้อำนาจตัดสินใจมากขึ้น ธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังไม่หมดกิเลสเป็นอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้น ต้องยึดหลักการตัดสินด้วยหมู่คณะ แล้วทำทุกอย่างให้โปร่งใส ถ้าอย่างนี้ก็จะเป็นตัวช่วยให้ตัณหา มานะ ทิฏฐิอ่อนแรงลง ควบคุมอยู่ แล้วทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้าต่อไปได้

เจริญพร

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...