โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามเย็น : ปริศนาลวงพราง การสำรวจเศษเสี้ยวชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ อันกระจัดกระจายทับถมของสงครามเย็น (1) / อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 เม.ย. 2565 เวลา 09.58 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 09.58 น.

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

 

สงครามเย็น : ปริศนาลวงพราง

การสำรวจเศษเสี้ยวชิ้นส่วนประวัติศาสตร์

อันกระจัดกระจายทับถมของสงครามเย็น (1)

 

จากการสิ้นสุดของสงครามเย็นหลังการทลายกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 และการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเย็นก็กลายเป็นสิ่งที่ตกยุคและล้าสมัยจนแทบไม่มีใครพูดถึงอีก แม้แต่ในภาพยนตร์ก็ตาม

แต่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ผู้คนอดคิดไม่ได้ว่าสงครามเย็นอาจยังไม่จบ และอาจปะทุขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้

ในตอนนี้เราเลยขอพูดถึงนิทรรศการศิลปะที่หยิบเอาเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเย็นมาสำรวจตรวจสอบได้อย่างน่าสนใจ นิทรรศการที่ว่านั้นมีชื่อว่า สงครามเย็น : ปริศนาลวงพราง (Cold War : the mysterious)

นิทรรศการรวมผลงานแสดงเดี่ยวของ ทัศนัย เศรษฐเสรี ศิลปินร่วมสมัย, อาจารย์ศิลปะ และนักต่อสู้ด้านประชาธิปไตยและสิทธิพลเมือง (เจ้าของวาทะ “ศิลปะไม่เป็นเจ้านายใคร และไม่เป็นขี้ข้าใคร” อันลือลั่น) โดยจัดแสดงผลงานของเขาอย่างยิ่งใหญ่อลังการกว่า 60 ชิ้น

นิทรรศการครั้งนี้เป็นการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง “ภาพ” กับประวัติศาสตร์การเมือง ในยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์, เรื่องเล่า, ความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อน และปมความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งนำไปสู่สงครามตัวแทนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ส่งอิทธิพลต่อความไม่ลงรอยทางการเมืองไทย

เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ตลอดจนความรุนแรงทางการเมืองระหว่างรัฐที่มีต่อประชาชน เช่น การถูกบังคับให้สูญหาย, การวิสามัญฆาตกรรมทางการเมือง

ศิลปินจัดเรียงความสัมพันธ์ที่พัวพันกันนี้ นำเสนอผ่านชุดผลงานศิลปะที่ใช้เทคนิคการปะติดกระดาษสี อันเป็นเทคนิคแบบดั้งเดิมในภูมิภาคล้านนา ผสานกับกระบวนการเฉพาะตัวของศิลปิน ทั้งการพิมพ์ภาพ, การสร้างและย้อมสีกระดาษ และการทำสีขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการวาดภาพโดยเฉพาะ

ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 9 ส่วน อย่าง สี่เสืออีสาน, ผู้นำเสรีไทยสายอีสาน รหัสลับ “พลูโต”, Librianna, Bitch of the Black Sea, ของเล่นยุคสงครามเย็น, โฆษณาชวนเชื่อ, การตายของชัยภูมิ ป่าแส, 6 ตุลาคมจดจำคนที่จาก, สงครามเย็น : ปริศนาลวงพราง และ การกลับมาของถนอม กิตติขจร

ผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมจัดวางจากกระดาษปะติดเหล่านี้ มีความหนาเป็นพิเศษจากการปะติดทับซ้อนกระดาษหลายสิบชั้น ซึ่งไม่เพียงแสดงการทับซ้อนกันทางทัศนธาตุ หากแต่ยังหมายรวมถึงเรื่องราวความรุนแรงในประวัติศาสตร์อันไม่ไกลนัก ที่ถูกห่มคลุมแอบซ่อนไว้ด้วยความสวยงามของกระดาษสีสันตระการตา บางชิ้นมีขนาดใหญ่โตมโหฬารจนน่าตื่นตะลึง

กระดาษสีเหล่านี้ยังแอบเรียงตัวเป็นรูปสัญลักษณ์ทางประติมานวิทยา (การศึกษาประวัติศาสตร์และการตีความหมายในเนื้อหาของภาพต่างๆ ) ที่ซ่อนรหัสจำนวนมหาศาล ชวนให้ตีความถึงอิทธิพลของสงครามเย็นที่มีต่อนิทานปรัมปรา, วัฒนธรรมป๊อป, ซอฟต์เพาเวอร์

หรือแฝงเร้นภาพของนักคิดนักทฤษฎีทางสังคมการเมือง, ภาพของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือภาพของเผด็จการ ทรราชในอดีต และความทรงจำถึงผู้เสียชีวิตและสูญหาย

นอกจากผลงานที่กล่าวมาทั้งหลายเหล่านี้แล้ว ภายในนิทรรศการยังมีวิดีโอบันทึกการสัมภาษณ์ที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจกระบวนการและปฏิบัติการทางศิลปะของศิลปินมากยิ่งขึ้น ผลงานบางชิ้นยังมีคิวอาร์โค้ดให้ผู้ชมสแกนเพื่อรับฟังเสียงบรรยายบอกเล่าเรื่องราว, เหตุการณ์ และบริบทางสังคมเบื้องหลังความคิดของผลงานแต่ละชุด ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีกด้วย

ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการอย่างทัศนัย กล่าวถึงที่มาที่ไปและแนวความคิดเบื้องหลังนิทรรศการครั้งล่าสุดนี้ของเขาว่า

“ไอเดียของงานชุดนี้ผมพัฒนามาก่อนนิทรรศการแสดงเดี่ยวในช่วงปี 2016 (What you don’t see will hurt you ที่แกลเลอรี่เวอร์ และคาร์เทล อาร์ตสเปซ) ย้อนกลับไปตอนนั้นไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องสงครามเย็นกันแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย การพยายามจะเข้าไปสำรวจประวัติศาสตร์สงครามเย็นส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเด็นแบบเรื่องเล่าขนาดเล็ก (little narrative) ซึ่งเป็นประเด็นร้อนของวงการศิลปะบ้านเรา แต่ก็ไม่ค่อยพูดถึงสงครามเย็นในความหมายเชิงปัญหาทางการเมือง”

“ผมสนใจศึกษาเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ ทั้งจากการค้นคว้าวิจัยผ่านวัตถุ ข้อมูล ภาพทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการใช้วิธีวิทยา (วิธีการค้นหาหลักฐาน คาดการณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีหลักการ) และกรอบคิด ซึ่งไม่ได้ทำขึ้นเฉพาะนิทรรศการครั้งนี้เท่านั้น แต่ข้อมูลเหล่านี้เกิดจากการค้นคว้ามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน”

“ในมุมมองของผม การทำงานครั้งนี้คือความล้มเหลวของการปะติดปะต่อหรือเชื่อมโยงเรื่องราวและโครงสร้างของการเล่าเรื่องสงครามเย็น เพราะธรรมชาติของประเด็นเกี่ยวกับสงครามเย็น คือความเป็นเศษเสี้ยวที่ไม่สามารถปะติดปะต่อลากเส้นเรื่องให้เชื่อมโยงกันได้ ถ้าสังเกตให้ดี ลักษณะเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในองค์ประกอบสำคัญของงานแต่ละชิ้น ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน”

“แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นเศษเสี้ยวกระจัดกระจาย ทับซ้อนกัน เพื่อให้ผู้ชมได้สำรวจพินิจพิจารณาแต่ละประเด็นและเรื่องเล่าที่แตกต่างกัน”

“เวลาดูงานศิลปะ ผู้ชมมักจะถามศิลปินเกี่ยวกับกรอบคิดรวบยอดของงาน หรือการปะติดปะต่อในแต่ละประเด็นของงานแต่ละชิ้นเข้าด้วยกันจนเป็นเรื่องเล่าหลัก แต่อย่างที่ผมบอกว่านิทรรศการครั้งนี้เป็นการแสดงความล้มเหลวของการปะติดปะต่อประเด็นและเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นภาพรวมหรือองค์รวม ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับสงครามเย็น ที่เราไม่สามารถสร้างข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับมันออกมาได้”

“แต่ความไม่ปะติดปะต่อกัน หรือความล้มเหลวของการสร้างภาพรวมหรือองค์รวมที่ว่านี้ นอกจากเรื่องราวของสงครามเย็นแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นของมิติของพื้นที่และเวลาด้วย เพราะก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะล่มสลายในปี 1989 ในช่วงสงครามเย็น โลกถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย คือกลุ่มประเทศโลกเสรีและกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายก็จะมีวิธีการปะติดปะต่อเรื่องเล่าของตัวเอง ที่เราเรียกว่าอุดมการณ์ เพื่อให้เกิดมวลชน และเกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ระดับโลก หรืออะไรก็ตาม ซึ่งเป็นมรดกของความเป็นสมัยใหม่”

“คลื่นระลอกแรกของความเป็นสมัยใหม่ประเทศไทยเกิดขึ้นในยุคหลังรัชกาลที่ 3, 4, 5, ระลอกที่สองคือการอภิวัฒน์สยามของคณะราษฎรในปี พ.ศ.2475, ส่วนความพยายามให้เกิดความทันสมัยในประเทศไทยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม คือระลอกที่สาม หลังจากนั้นประเทศเราก็เข้าสู่สงครามอินโดจีน, ต่อด้วยสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ตามมาด้วยสงครามเย็น ในยุคนั้น”

“ชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครองของไทยพยายามปะติดปะต่อเส้นเรื่องของความเป็นไทยให้มีความเป็นอุดมคติ เชื่อมโยงกันผ่านงานเขียนทางประวัติศาสตร์นิพนธ์ ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นคุณลักษณะสำคัญของความสมัยใหม่ คือการขุดรากเหง้าตัวเอง และสร้างสิ่งที่เป็นเส้นเรื่องเดินไปข้างหน้าในลักษณะที่เป็นวิภาษวิธี (dialectic) หรือการโต้แย้งด้วยเหตุผล การวิพากษ์วิจารณ์ ท้าทาย เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปใหม่”

นิทรรศการ สงครามเย็น : ปริศนาลวงพราง จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2565-14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2566, ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 150 บาท, ผู้สูงอายุ/นักศึกษา 100 บาท, สถาบันการศึกษาสามารถขอเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในวันจันทร์ (ติดต่อล่วงหน้า), เวลาทำการ 10:00-18:00 น. เปิดทุกวันศุกร์-จันทร์

นิทรรศการยังกิจกรรมสาธารณะ ทั้งการจัดฉายภาพยนตร์คัดสรร การเสวนาวิชาการ การเปิดตัวหนังสือนิทรรศการ และการจัดกิจกรรมอื่นๆ ควบคู่ไปตลอดทั้งช่วงเวลาจัดแสดง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-5278-1737, อีเมล : info@maiiam.com เว็บไซต์ : www.MAIIAM.com FB : MAIIAM Contemporary Art Museum

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...