โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

มารู้จัก Call Option กลยุทธ์การเพิ่มผลตอบแทนและลดความเสี่ยงให้พอร์ต

BottomLiner - บทสรุปการลงทุน

อัพเดต 04 ก.ค. 2566 เวลา 17.19 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2566 เวลา 11.06 น.

#BTLOptionsSeries

หลายคนบอกว่า Option เสี่ยง แต่ในวันนี้ เราขอพูดว่าหากคุณมีความรู้ความสามารถ แล้วไม่ใช้ Option ต่างหาก เสี่ยงมากกว่า หากคุณแม่น direction ก็จะเป็นการลงทุนแบบ เสี่ยงน้อยได้มาก

.

Bottomliner จะพามารู้จักการใช้ Call Option (แทงว่าจะขึ้น) ที่สามารถทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตเพิ่มขึ้น ในความเสี่ยงที่จำกัด แต่หากใช้ไม่เป็น ก็จะเป็นการเสี่ยงมากไป

.

Option คืออะไร?? คือตราสารอนุพันธ์แสดงสิทธิ์ในการซื้อหุ้น … อธิบายให้เข้าใจ ง่ายๆคือ แทนที่เราจะซื้อหุ้น A ตรงๆ เราจะไปซื้อ กระดาษใบหนึ่ง ซึ่งเป็นสัญญา ในการเข้าซื้อหุ้น ที่ราคา X บาทแทน โดย A คือ Underlying ของ Option นั้น และ X คือราคาใช้สิทธิ์ (Exercise Price)

.

แล้วเราจะวุ่นวายแบบนี้ไปทำไม? ก็เพราะ คุณลักษณะของมัน เอื้อให้เราลงทุนแบบ limited loss, unlimited profit ซึ่งเป็นข้อดีมากๆ

.

ตัวอย่างเช่น ในเคสที่เราซื้อหุ้น Apple 100 หุ้น ที่ราคา $170 = ต้องลงเงิน $17,000 และราคาหุ้นขึ้นไปถึง $180 หมายความว่าเราจะได้กำไร $1,000 (+5.8%) ถ้าราคาขึ้นไปถึง $200 (+17.6%) ก็จะกำไร $3,000 แต่เราต้องใช้เงินลงทุนไปมากถึง $17,000

.

ในขณะเดียวกันถ้าเกิดราคาร่วงไปถึง $160 และ $140 ก็จะขาดทุน -$1000, -$3000 เช่นกัน ซึ่งการลงทุนนี้อาจเป็นสัดส่วนในพอร์ตที่เยอะ ทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงสูง

.

ตรงนี้ถ้าเราใช้ Call Option จะทำให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า เนื่องจากใช้เงินลงทุนที่น้อยกว่า แต่ยังสร้างผลกำไรได้ดี แต่มีเงื่อนไขสำคัญมากๆ คือ เราต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คือคิดว่าจะขึ้น แล้วขึ้นไปเท่าไหร่ และสำคัญมากคือ ในเวลากี่วัน กี่เดือน !!!!

.

ตัวอย่างหุ้น Apple เหมือนกัน ถ้าเราไปซื้อสัญญา Call Option 2 เดือน ที่ราคาใช้สิทธิ (Strike Price) $170 โดยสัญญานั้นมูลค่า $7.7ต่อหุ้น (ราคาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย))

.

เมื่อเราซื้อสัญญานั้น เราจะใช้เงินลงทุนเพียง $770 (หุ้น US 1 สัญญา = 100 หุ้น ดังนั้น ต้องจ่ายเงิน $7.7 x 100) และเมื่อวันครบอายุสัญญาราคาหุ้นขึ้นไปถึง $200 ถ้าเราใช้สิทธิซื้อที่ราคา Strike Price จะทำให้ได้กำไร (($30-$7.7) x 100หุ้น) = $2,230 แต่ถ้าร่วงลงไป $140 ซึ่งเราจะไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้น ทำให้เสียแค่ค่า Option ที่ $770 แทนไม่ได้ขาดทุน $3000 เหมือนซื้อหุ้น ตรงนี้ทำให้เราควบคุมการขาดทุนให้น้อยลงได้

.

แต่หากเวลาผ่านไป แล้วมันอยู่ที่เดิม $170 เงิน $7.7 เราก็จะไร้ค่า หรือถ้าขึ้นแต่ไม่เกิน 170+7.7 เช่นจบที่ 175 เราก็ ได้เงิน 175-170 = 5 แต่ลงทุนไป 7.7 รวมขาดทุน -2.7 อยู่ดี

.

.

Tips & Trick 1 !!!

ปกติเราจะไม่ถือสัญญาจนหมดอายุกันหรอกครับ อย่างน้อยๆ ถ้าเป็นการลงทุนหลักหลายเดือน เราจะไม่ถือสัญญาใน 30 วันสุดท้ายกัน เราจะขายกันก่อน เพราะเราจะเสียค่า Time Decay เยอะ สำหรับมือใหม่ ท่องไปเลยครับ อย่าเล่นสัญญาสั้นเกิน 2 เดือน และอย่าถือสัญญาที่เหลือไม่ถึง 1 เดือน

.

.

Tips & Trick 2 !!

.

เมื่อเรารู้แล้วว่ามันมี ค่าเวลา แล้วถ้าเราซื้อปุ้บ พรุ่งนี้ apple จาก 170 ไป 200 เลย … แล้วเราขายทันที จะเป็นอย่างไร?? คำตอบคือ ราคา 7.7 ที่จ่ายไป จะพุ่งขึ้นไปครับ แต่ไม่ได้ขึ้น 30 นะ อาจจะขึ้นไป 25 เป็น 32.7 (ต้องเข้าใจ delta gamma) สำหรับมือใหม่ เรามองข้ามเรื่องนี้ได้เลย คิดแค่ซื้อแล้วหุ้นขึ้นไหม ก็พอ และซื้อให้ซื้อต่ำลงมา 1- 2 strike เช่น ราคาอยู่ 170 ซื้อ 160, 165) ป้องกันซื้อแล้วมันจบที่เดิม จะเจ็บหนัก

.

ดังนั้นหากการเทรดสัญญา Option จะเป็นการจับจังหวะตลาด เช่น หุ้นประกาศงบ วันออกนโยบายใหม่ วันประกาศเรื่องสำคัญ เป็นต้น ซึ่งวันสำคัญที่เกี่ยวกับหุ้นพวกนี้จะทำให้ราคาหุ้นขึ้นลงแรง(สวิงจาก 5-20% ได้เลย) และเราสามารถใช้โอกาสนี้สร้างผลกำไรกับมันได้ Bottomliner เรียกมันว่า Event Play

.

ในเคสที่ปกติ Bottomliner จะใช้ (แต่อาจจะเป็น extreme ของหลายๆคน) ก็คือ การเก็งงบการเงินของหุ้นว่าจะขึ้นหรือลง และเคาะซื้อสัญญา Option ก่อนประกาศงบ

.

ซึ่งถ้าในเคสเดียวกันคือหุ้น Apple ประกาศงบ และราคาหุ้นพุ่งขึ้นไป $200 ภายใน 1 วัน ราคาสัญญาของเราจาก $7.7 อาจขึ้นไปได้ถึง $32 กำไร 4 เท่า (กำไร $2,430) แต่ถ้าพลาดราคาเหลือ $140 ก็ขาดทุนเพียง $770 จะเห็นว่า Risk Reward Ratio นั้นถือว่าคุ้มค่ากว่าถือหุ้นเปล่าๆ

.

หรือถ้าเรามีถือหุ้น Apple อยู่ในพอร์ตและมองว่าจะขึ้นหลังประกาศงบ ก็ซื้อ Call Option 1% ของพอร์ต เพิ่มเข้าไป อาจทำให้ได้กำไร 3-4% ของพอร์ต แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

.

การใช้ Option ถ้าเรารู้ว่า จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น หุ้นจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์แค่ไหน และคนคิดเห็นยังไงกับหุ้นตัวนั้นอยู่ จะทำให้จังหวะเวลาในการซื้อ Option ได้ดียิ่งขึ้น ไม่ต้องแช่สัญญาเสียค่า Time Decay นานเกินไป

.

แต่หากคุณไม่ใช่ผู้ซื้อ Call Option …. แต่เป็น ผู้ขาย Call Option

มันจะกลายเป็น Income Strategy แทน !!! เช่นได้ yield 6% ใน 3 เดือน เราว่ามาคุยกันต่อในบทความซีรีย์ #BTLOptionsSeries ในตอนถัดๆไป ครับ

.

Bottomliner

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...